มาถึงวันกลับซะที ใจนึงก็ยังสนุกอยากเที่ยวต่อ อีกใจนึงก็คิดถึงบ้าน (และคิดถึงงาน HA สุดหินที่รอ accredit อยู่) แต่เมื่อได้เวลาอันสมควร (กับสภาพคล่องทางการเงินในกระเป๋า) ก็ต้องตัดใจกลับบ้านมาทำงานใช้หนี้จุ๋ย (ที่จ่ายด้วยบัตรเครดิต) ซะที (จะขอใช้ด้วยร่างกายมันก็ไม่เอาอ่ะ)
เช้านี้ปล่อยให้นอนกันเต็มที่ ก่อนจะไปสนามบินก็ไปแวะเติมน้ำมันโดยที่เราเป็นเด็กปั๊มงวดที่ 2 ที่คราวนี้เริ่มคล่อง ไม่หกเลอะเทอะเหมือนคราวแรกอีก แล้วก็เริ่มรู้ทันคนขับที่ปลายตามามองประมาณว่า “พจไปเติมเด่ะ” จากนั้นก็แวะกันที่ Antarctic center ได้ดูนกเพนกวินสีน้ำเงินตัวเล็กในห้องกระจก แล้วก็เข้าไปในห้องสภาพจำลองขั้วโลกใต้ ที่มีทั้งรถสกีหิมะ ถ้ำน้ำแข็ง และก็พายุหิมะ ที่ -20 องศาเซลเซียส (หุ หุ ยัยหมอปุ้มแทบแข็งตาย) ดีที่ชุดที่ให้ใส่เปลี่ยนหนาและอุ่น จากนั้นก็เช็คตั๋วขึ้นเครื่องสิงคโปร์แอร์ไลน์อีกครั้ง ก่อนขึ้นเครื่องก็ใช้บัตรโทรศัพท์โทรหาแม่จนหมด เครื่องออก 13.20 น. ตรงเวลา เปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์ ที่งวดนี้ไม่ต้องรีบมาก มีเวลาพักเกือบ 2 ชั่วโมง แล้วก็มาถึงสุวรรณภูมิ 22.00 น. รอรับกระเป๋าแล้วก็กลับพร้อมจุ๋ยที่เปลี่ยนใจไม่นอนคอนโด แต่กลับบ้านแทน ส่วนหมอปุ้มทางบ้านมารับกลับด้วยความเป็นห่วง ถึงบ้าน 0.30 น.
เช้านี้ปล่อยให้นอนกันเต็มที่ ก่อนจะไปสนามบินก็ไปแวะเติมน้ำมันโดยที่เราเป็นเด็กปั๊มงวดที่ 2 ที่คราวนี้เริ่มคล่อง ไม่หกเลอะเทอะเหมือนคราวแรกอีก แล้วก็เริ่มรู้ทันคนขับที่ปลายตามามองประมาณว่า “พจไปเติมเด่ะ” จากนั้นก็แวะกันที่ Antarctic center ได้ดูนกเพนกวินสีน้ำเงินตัวเล็กในห้องกระจก แล้วก็เข้าไปในห้องสภาพจำลองขั้วโลกใต้ ที่มีทั้งรถสกีหิมะ ถ้ำน้ำแข็ง และก็พายุหิมะ ที่ -20 องศาเซลเซียส (หุ หุ ยัยหมอปุ้มแทบแข็งตาย) ดีที่ชุดที่ให้ใส่เปลี่ยนหนาและอุ่น จากนั้นก็เช็คตั๋วขึ้นเครื่องสิงคโปร์แอร์ไลน์อีกครั้ง ก่อนขึ้นเครื่องก็ใช้บัตรโทรศัพท์โทรหาแม่จนหมด เครื่องออก 13.20 น. ตรงเวลา เปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์ ที่งวดนี้ไม่ต้องรีบมาก มีเวลาพักเกือบ 2 ชั่วโมง แล้วก็มาถึงสุวรรณภูมิ 22.00 น. รอรับกระเป๋าแล้วก็กลับพร้อมจุ๋ยที่เปลี่ยนใจไม่นอนคอนโด แต่กลับบ้านแทน ส่วนหมอปุ้มทางบ้านมารับกลับด้วยความเป็นห่วง ถึงบ้าน 0.30 น.

ถ่ายรูปจนจุใจแล้วก็ไปหาข้าวกินกัน แวะร้าน fast food สำหรับสั่งกลับบ้าน ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอาหารแบบชุดใหญ่ให้กินในร้านด้วย มื้อนี้ก็เลยได้กินหอยใหญ่ชุบแป้งทอด เอ็นหอยชุบแป้งทอด แล้วก็เนื้อสัตว์ต่างๆ (เพิ่งรู้ว่าคอเดียวกับจุ๋ยก็มาเที่ยวคราวนี้แหละ เพราะพากันกินเนื้อสัตว์ ปล่อยให้หมอปุ้มกินผักไปอย่างเดียวดาย 555) แวะไร่องุ่นทำไวน์แป๊บเดียวก็นั่งรถยาวกลับมาที่ Christchurch พักที่เดิมคือ garden city หลังจากเช็คอินแล้วก็พากันเข้าเมืองไปเก็บของฝากที่เหลือ (แอบหวังเล็กๆ ว่าจะมีพาเหรดอีก) ช้อปกันจนนึกได้ว่าใกล้จะหมดตัวเต็มทีก็พากันหาข้าวกิน งวดนี้แวะร้านอาหารจีนที่อร่อยมากๆ เฮียจุ๋ยแนะนำซุปรสเด็ดที่กินแล้วอิ่มอุ่นถูกลิ้น จานถัดมาเป็นผัดเนื้อแกะรสชาติไทยๆ ตบท้ายด้วยไข่เจียวใส่กุ้ง ซึ่งแค่นี้ก็กินกันไม่หมด ต้องห่อกลับพร้อมทั้งสั่งข้าวผัดไว้กินตอนเช้าวันรุ่งขึ้น (เบื่อมาม่าและไข่ต้มฝีมือแม่ครัวเต็มที)




ยัยหมอปุ้มอัด dimen เข้าไปเต็มที่เพราะกลัวจะเมาเรือด่วน แต่เอาเข้าจริงกลับสนุกกับการซิ่งฉวัดเฉวียน และหมุนควง 360 องศา ขากลับเก็บรูปที่ระลึกกลับมา ส่วนพ่อหนุ่มขาช้อปก็ได้หมวกอันใหม่สีแดงแปร๊ด มาใส่บังหัวล้านแทนหมวกพอสซั่มกลับมาเดินเที่ยวในเมืองรอเวลาขึ้น gondola โดยไปแวะร้านของฝากที่มีทั้งครีมรกแกะ ช็อกโกแลต พวงกุญแจ ตุ๊กตา ฯลฯ เราไปเล็งๆ ครีมรกแกะไว้ให้แม่โดยตกลงจะแบ่งกะหมอปุ้มคนละ 3 กระปุกจุ๋ยชวนไปกินอาหารตุรกีเป็น Kebab ที่หน้าตาเหมือนกุ้งพัฟ KFC มีแป้งหนาๆ ห่อเนื้อสัตว์ที่ย่างแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ เราเลือกกินเนื้อแกะแบบเผ็ด ขนาดเลือกอันเล็กยังกินกันไม่หมด แล้วก็ได้เวลาเดินไปขึ้น gondola ที่เป็นกระเช้าใสและค่อนข้างสูงไปสู่ยอดเขา Bob’s peak ทำเอาจุ๋ยที่กลัวความสูงไม่กล้ามองลงข้างล่าง (แต่ยังถ่ายรูปกันในกระเช้าอย่างรื่นเริง) สถานี gondola ด้านบนเป็นร้านขายของและร้านอาหาร มีห้องโชว์ชาวเมารีที่พวกเราซื้อทัวร์มาดูอยู่อีกด้านหนึ่ง มองเห็นจุดกระโดดบันจี้จัมพ์อยู่ใกล้ๆ เสียดายที่ไม่ได้เล่นเลื่อน luge เป็นเลื่อนท้องแบน 3 ล้อ ผ่านถนนคดเคี้ยวเส้นเล็ก รอบๆ เขา เพราะคะยั้นคะยอจุ๋ยเท่าไหร่มันก็ไม่เอา คงรู้ว่าต้องขึ้นกระเช้าห้อยขา (ที่เสียวกว่า gondola) ขึ้นไปอีกทอดหนึ่งเพื่อขับ luge ลงมาตามทางลาดเอียง ระหว่างรอรอบโชว์ก็เอาบัตรโทรศัพท์ pin phone ซื้อที่ร้าน kebab มาลองโทร ปรากฏว่าโทรไม่ได้ มารู้ทีหลังว่ากดรหัสผิด มาได้โทรอีกทีตอน 4 ทุ่มรู้สึกแม่จะดีใจมาก ถึงจะ e-mail ฝากให้ปริญโทรไปหาแม่เป็นระยะแล้วก็เถอะโชว์เมารี หรือ kiwi haka เป็นโชว์ที่เอะอะมาก ทั้งดนตรีและคนเต้น ที่แต่งหน้าเหมือนนักรบโบราณพร้อมกับแลบลิ้นปลิ้นตา คนดูมีไม่ถึง 10 คน เขาก็เลยเชิญให้พวกผู้หญิงออกไปร่วมแสดงด้วยโดยให้ลูก point ที่ลักษณะคล้ายลูกประคบ แต่มีเชือกผูกออกมายาว ใช้หมุนเหวี่ยงไปมา ขึ้นลง ตามที่เขาบอก เราทำไม่ค่อยได้แต่ก็สนุกดี พอถึงตาพวกผู้ชายบ้าง ปรากฎว่าจุ๋ยต้องออกไปเต้น กระทืบเท้า แล้วก็แลบลิ้น เราหัวเราะจนท้องแข็งกว่าจะถ่ายรูปได้ ขากลับแวะซื้อครีมรกแกะที่เล็งไว้ แล้วก็ซื้อ KFC กินกันรอบดึก



ตอนเย็นพวกเราไปรอเรือของ realjourney พาไปยังถ้ำหนอนเรืองแสง โดยตัวที่เรืองแสงจริงๆ เป็นหนอน (larva) ของแมลงชนิดหนึ่งคล้ายยุง อยู่ในโพรงถ้ำที่เกิดจากน้ำเซาะเป็นทาง โดยที่แสงจะเป็นจุดเล็กๆ สีเขียว เกาะอยู่บนเพดานถ้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งกว่าจะไปถึงต้องผ่านน้ำตกที่ไหลแรงและมีน้ำวน จากนั้นถึงจะมีเรือลำเล็กมารับพายวนชมโพรงถ้ำที่มืดสนิท มีแสงเล็กๆ เหมือนดวงดาวระยิบระยับอยู่ประปราย สวยสุดๆ ขากลับไกด์ชี้ให้ดูไข่ของแมลงพวกนี้ติดอยู่เป็นสายยาวตามผนังถ้ำเหมือนกับใยแมงมุมที่มีหยดน้ำเกาะเป็นทางกลับมากินสเต็กแกะกันที่ Te Anau จากนั้นจุ๋ยเ



















