Friday, March 30, 2007

บ้านลอนทราย (Part V)

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บเดียวก็ถึงวันที่พวกเราจะกลับกันแล้ว อ๋อยก็เพิ่งจะได้มาพักผ่อนจริงๆ เอาค่อนวันเมื่อวาน หลังจากเครียดกับงานที่มาทางโทรศัพท์จนฝันร้าย ส่วนเราเรียกได้ว่าพักผ่อนกับกินอย่างเดียวเลย สังหรณ์ใจว่าครั้งนี้คงจะยืดตัวออกอีกมากพอดู

เช้านี้ตกลงกันว่าจะขี่จักรยานเล่นกันรอบๆ หาด จากจักรยานของรีสอร์ท 4 คัน พอมาดูจริงๆ ใช้ได้แค่ 2 คัน อ๋อยเลยสละสิทธิ์นอนต่อ แต่ไม่ลืมกำชับให้พวกเราขี่จักรยานไปหาซื้ออาหารเช้ามาให้ด้วย ถึงแม้ว่าแดดอ่อนๆ ลมเย็นๆ ยามเช้าจะทำให้สดชื่นสักแค่ไหน แต่จักรยานเสือหมอบของรีสอร์ทก็ไม่เอื้อให้ขี่มากนัก เราไปกันแค่สุดทางลาดยาง ก่อนที่จะถึงทางลูกรังก็กลับมาแวะซื้อข้าวที่รีสอร์ทใกล้ๆ และก็ถ่ายรูปกันอย่างกับมาพักที่นั่นซะเอง
แถมตอนจะกลับไปบ้านลอนทรายเราขี่รถแฉลบไปนิดเลยเอาเท้าเบรก เลยทำให้นิ้วโป้งซ้นและเริ่มปวด มาถึงอ๋อยบอกว่ารอจนขับรถไปเที่ยวทางหาดเขากะโหลกที่อยู่ใกล้ๆ มาแล้ว

หลังจากจัดการกับอาหารเช้าที่สั่งข้าวผัดดันได้ผัดกระเพราค่อนข้างเผ็ด (ภาษาท้องถิ่นแถวนั้น) พวกเราก็ออกเดินทางกลับ ไปแวะซื้ออาหารทะเลฝากที่บ้านที่ปากน้ำปราณ ตรงที่เขาเอาพวกปลาหมึกขึ้นตาก มีการคัดขนาดตากตามตะแกรงเป็นแถวๆ ที่ตัวใหญ่หน่อยก็ใช้ไม้หนีบแขวนไว้กับราวลวด แต่ปลาหมึกที่นี่ก็ไม่ถึงกับถูก เมื่อเทียบกับ 3 – 4 ปีที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าราคาน้ำมันสูงขึ้นมากก็เป็นได้ จากนั้นพวกเราก็ไปแวะซื้อชีสเชคไส้สัประรดตามข้างทาง และเม็ดขนุนเผือกที่อ๋อยโปรโมตว่าอร่อยนักหนา (แต่ก็อร่อยจริงๆ) ที่หัวหิน แวะกินปูนึ่ง (อีกแล้ว) แถวสะพานปลาชะอำ อ๋อยให้โอกาสหอยเชลล์แก้ตัวด้วยการสั่งอบเนยมาอีกครั้ง คราวนี้ดีกว่าเมื่อวาน ส่วนปูดีมั่กๆ ทำเอาปลาเก๋านึ่งซีอิ๊วเป็นม่าย ต้องห่อกลับ เพราะปูกับหอยนี่มากันเป็นกิโล แถมหมอปุ้มยังสั่งปูนึ่งกลับบ้านอีกหลายกิโลอยู่
แล้วก็ถึงจุดหมายจริงๆ ที่คิดจะมาเที่ยวครั้งนี้คือ พรีเมียมเอ๊าท์เลต แต่มาถึงนี่เราก็ปวดนิ้วเท้ามากจนเดินแทบไม่ไหวแล้ว ต้องปล่อยให้เพื่อนๆ เดินช้อปปิ้งกันตามสบาย ส่วนตัวเองเดินโขยกเขยกไปซื้อเฉพาะของที่ตั้งเป้าไว้ คือ ที่หุ้มพวงมาลัยรถ ตุ๊กตาของขวัญ แล้วก็ยังได้เสื้อกับรองเท้า ตอนที่แวะรายทางขากลับไปที่รถอีก (ถึงเดี้ยงแต่ยังช้อปขาดใจ) ขึ้นรถได้งวดนี้ก็นั่งยาวจนถึงบ้าน อ๋อยแวะส่งหมอปุ้มที่บ้าน แล้วก็แวะมาส่งเรา ที่ตัดสินใจไป รพ. ต่อ เพราะตอนนี้นิ้วหัวแม่เท้าเริ่มบวมตุ่ยแล้ว เผื่อนิ้วหักจะได้ถือโอกาสหยุดงานต่อไป แต่ก็ไม่ยักกะหัก (แหม่..) ถึงบ้านจริงๆ 18.30 น.

บ้านลอนทราย (Part IV)

เส้นทางเดินธรรมชาติของวนอุทยานปราณบุรี เป็นสะพานไม้ท่ามกลางต้นแสม โกงกาง มีป้ายบอกว่ามีสัตว์อะไรอาศัยอยู่บ้างเป็นระยะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปู แต่ก็ยังหาปูที่ท่าทางจะเป็นปูก้ามดาบไม่ได้ซักตัว จนคนขับเรือที่เดินผ่านมาบอกว่า เฉพาะปูตัวผู้เท่านั้นที่จะมีก้ามใหญ่ข้างนึงเหมือนดาบ (แต่เราว่าเหมือนโล่มากกว่า) แล้วก็ชักชวนพวกเราให้ไปล่องเรือกัน ซึ่งจะเห็นปูพวกนี้เยอะมากๆ ริมตลิ่งที่เรือผ่าน และหลังจากสอบถามราคาก็รีบตกลงโดยไม่ลังเลเลยคือคิดลำละ 350 บาท นั่งได้ประมาณ 6 – 8 คน (แต่พวกเรา 3 คน น้ำหนักก็คงได้ 6 คนแล้วล่ะ)

หลังจากเดินบนสะพานจนเกือบครบรอบ และเจอแต่อากาศร้อนๆ พอได้มานั่งเรือให้ลมพัดเข้าหาตัวแล้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ถึงแม้จะมีไอน้ำเค็มเกาะตัวให้เหนียวๆ และความร้อนจากดวงตาก็เริ่มบรรเทาเบาบางลง (เพราะมีคนมาถ่ายรูปชุดวิวาห์กันบนสะพานด้วย – แต่เจ้าบ่าวไม่หล่อ อิ อิ)

ล่องเรือมานิดเดียวก็เจอปูก้ามดาบอยู่เต็มตลิ่งจริงด้วย ทีแรกคิดว่าจะเป็นปูตัวใหญ่ ที่ไหนได้เป็นปูตัวเล็กๆ ขนาดเท่าลูกปูลม มองเห็นก้ามใหญ่สีขาวเต็มพรืดแต่ไกล พอเรือของพวกเราเข้าใกล้ตลิ่งมันก็หลบลงไปในรู ต้องรอสักพักถึงจะขึ้นมาขยับก้ามกันใหม่ จากนั้นเรือก็ล่องออกไปทางแม่น้ำปราณ มองเห็นเรือประมงขนาดเล็กจอดอยู่ริมฝั่งเต็มไปหมด ที่ตลกก็คือเขาเอาเรือผูกไว้กับต้นมะพร้าวกลับหัวคือเอายอดมันปักลงในน้ำให้ส่วนโคนต้นที่ใหญ่กว่าชี้ขึ้นฟ้า อ๋อยลองถามกันเองก็ได้คำตอบชวนถีบจากเราว่า ถ้าเอาโคนต้นปักเดี๋ยวมันงอกขึ้นมาอีก แต่หลังจากกลับไปถามกูรู (พ่อเราเอง) ก็ได้คำตอบว่า เค้าใช้ส่วนยอดปักเพราะมันเรียวเล็กกว่าจะปักลงดินง่าย.....แค่นั้นเอง

เรือแล่นผ่านศาลเจ้าแม่ทับทิม ที่คนขับเรือเล่าว่าจะมีประเพณีแห่เจ้าแม่ทับทิมทางเรือทุกปี เพื่อบูชาเจ้าแม่ทับทิมให้เดินเรือปลอดภัยและได้ปลากลับมาเยอะๆ ในอดีตอันไกลโพ้นยังมีเรื่องเล่าว่าตอนที่แห่เจ้าแม่ทางเรือ จะมีจระเข้ตัวใหญ่ลอยน้ำตามขบวนเรือไปด้วย ที่ศาล (เห็นลิบๆ อยู่บนเขา) จึงมีรูปปั้นจระเข้สีเขียวแปร้ดอยู่ด้านหน้า และว่ากันว่าถ้ำจระเข้ก็อยู่ในน้ำใต้ศาลเจ้าแม่นั่นเอง
เรือล่องกลับโดยล่องออกไปถึงปากน้ำปราณที่มองเห็นทะเลใหญ่ตรงหน้า จากนั้นก็กลับไปท่าเรือในวนอุทยาน กินเวลา 1.5 ชั่วโมงพอดี ทำเอาหมอปุ้มที่ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงหิวแทบแย่ พวกเราก็เลยไปแวะกินข้าว (เฉพาะหมอปุ้ม ส่วนพจกับอ๋อยกินไอติมกับน้ำอัดลมดับร้อน) กันที่ร้านในวนอุทยาน จากนั้นก็กลับรีสอร์ทไปเล่นน้ำ (คราวนี้เฉพาะเรากับหมอปุ้ม) ตั้งแต่ตอนเช้า เรากับอ๋อยเล็งร้านอาหารที่ปากน้ำปราณไว้ร้านนึง สร้างเป็นบ้านทรงไทยสวยเชียวอยู่ตรงข้ามกับศาลกรมหลวงชุมพรฯ แต่พอไปถึงกันตอนเย็นปรากฏว่าร้านปิดไฟซะมืด ไม่มีวีแววว่าจะเปิดทำการเลย เราเลยรีบแนะนำร้านที่ติดป้ายโฆษณาไว้เยอะๆ แทน ก่อนที่สมาชิกทั้งหลายจะโมโหหิว เป็นร้านใหญ่ชื่อว่า เอ็กซ์โอ คราวนี้สั่งปูนึ่งอีกครั้ง หวังว่าจะได้กินปูอวบๆ ก็ยังผิดหวังที่ปูไม่สดถูกใจ หอยเชลล์อบเนยก็ไม่มีกลิ่นเนยซักกระผีก แต่ต้มข่าทะเล และ กุ้งยำยอดมะพร้าวอร่อยใช้ได้ คืนนี้ได้ทำเลดีคือเตียงเสริม (ควรเรียกว่าที่นอนเสริมมากกว่าเพราะมีแต่ที่นอนกับหมอนและผ้าห่มบางๆ ปูกับพื้น อยู่ห่างจากโรงสี เอ๊ย เตียงของอ๋อยและหมอปุ้มพอสมควร (ที่จริงจะลากที่นอนไปให้ไกลกว่านั้นก็ยังได้) จากนั้นก็ได้นอนหลับอย่างผาสุก

บ้านลอนทราย (Part III)

เข็ดกับอาหารเผ็ดสุดยอดเมื่อวานและอ๋อยอยากกินปาท่องโก๋ร้อนๆ พวกเราก็เลยพากันไปที่ตลาดปากน้ำปราณ เจอปาท่องโก๋เจ้าแรกก็อร่อยแล้วกับความกรอบนอกนุ่มใน ที่อ๋อยกินคนเดียว 10 อัน!! หลังจากนั้นเราก็ไปสั่งโจ๊กหมู ใส่ตับ ไข่ต้มกับผักคะน้า รสชาติประหลาด อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้กินโจ๊กมาเป็นปีๆ แล้ว แถมเห็นเด็กๆ ในห้องยากินทีไรเป็นต้องถามว่า “ไปเอาอ้วกใครมากินอ่ะ” ก็เลยต้องฝืนใจกินอ้วก เอ๊ย โจ๊กกับปาท่องโก๋เป็นเพื่อนอ๋อยไปพลางๆ

หลังจากนั้นเราก็กะจะไปแวะวนอุทยานปราณบุรีที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อล่องเรือชมปากน้ำปราณกันก่อนจะไปรับหมอปุ้มตอนเที่ยง ปรากฏว่าป้ายที่บอกว่าวนอุทยานปราณบุรี 7.2 ก.ม. ใกล้ๆ ปากน้ำปราณนั้น มันดันเป็นทางลูกรังขึ่นเขาที่ชันมากๆ และดูจะไกลโข จนอ๋อยบอกว่าไว้ขับโฟร์วิลมาแล้วค่อยไปกัน พวกเราเลยต้องถอยทัพเพื่อออกไปทางอื่นแล้วก็พากันหลงออกไปถึงตลาดปราณบุรี ....ถือซะว่ามาดูลาดเลากันล่วงหน้าว่าหมอปุ้มจะลงรถตรงไหน

ออกจากแยกตลาดปราณบุรีก็วิ่งรถย้อนมาทางหัวหินมาถึงสี่แยกต่อมาที่เป็นแยกที่ว่าการอำเภอปราณบุรี ที่พวกเรามาถึงกันในวันแรก เรานึกขึ้นได้ว่าขามามองเห็นว่ามีป้ายรับพาล่องเรือปากน้ำปราณ เลยชวนอ๋อยเข้าไปดูกัน เจอคุณลุงเจ้าของอยู่พอดี ที่นี่ทำเป็นแบบโฮมสเตย์ มีที่พัก พาล่องเรือ และพาชมสวนผลไม้ รวมถึงไร่สับปะรดไร่แรกของปราณบุรี สอบถามราคาค่าล่องเรือแล้วต่างจากที่สอบถามจากรีสอร์ทมาก โดยที่นี่อยู่ในราคาลำละ 600 บาท แต่ถ้าพวกเราไปล่องเรือข้างในวนอุทยานปราณบุรีจะเสียลำละ 300 บาท ยังไงก็ตามอ๋อยเริ่มติดใจคารมคุณลุงที่ชวนคุยเรื่องการท่องเที่ยว การเกษตรเชิงนิเวศน์ แล้วก็พาไปดูปลาแรด ปลาตะเพียนตัวใหญ่ๆ ในลำน้ำปราณที่โฮมสเตย์ของแก (ส่วนเราไม่ค่อยรู้เรื่องระบบนิเวศน์เท่าไหร่ แค่เห็นสัตว์น้ำก็เริ่มหิว ยิ่งลุงแกบอกว่ามีกวางมาเดินป้วนเปี้ยนในสวนแกก็ยิ่งหิว) แต่หลังจากที่คิดได้ว่าแพงเลยจำเป็นต้องรอหมอปุ้มมาเป็นตัวหารเพิ่ม และตามที่คุณลุงบอกว่าถ้าล่องเรือเวลาที่น้ำลงแล้วจะได้เห็นปูก้ามดาบเต็มตลิ่งพรืดไปหมด ซึ่งต้องรอประมาณบ่าย 3 โมงค่อยไปกัน เลยบอกลุงว่าบ่ายๆ จะเข้ามาอีกครั้ง

กลับมาที่บ้านลอนทรายอีกครั้ง โชคดีมากๆ เพราะเราทำท่าจะท้องเสียอีกแล้ว (หลังจากกระหน่ำกินอาหารทะเลเข้าไป) และช่วงนี้รู้สึกว่าถ้าท้องเสียทีไร น้ำหนักจะขึ้นทุกครั้ง เหมือนเด็กกำลังยืดตัว (แต่เรายืดออกทางด้านข้าง) รอหมอปุ้มจน 11 โมง อ๋อยเริ่มหมดแรงโจ๊ก เลยให้โอกาสรีสอร์ททำอาหารจานเดียวมาให้กิน คราวนี้ใช้ได้ อ๋อยชมว่าข้าวผัดกำลังดี ไม่แข็งเกินไป จากนั้น 12.30 ถึงได้ไปรับหมอปุ้ม คราวนี้เจ้าของรีสอร์ทเอารถออกไปรับลูกค้า เลยได้โอกาสขับตามไปตามทางที่ดีกว่าทางที่พวกเรามาตั้งเยอะ ถึงกระนั้นอ๋อยก็ยังขับตกหลุมจนกระทะล้อข้างซ้ายหน้าหลุดหายไป ซึ่งตอนนั้นพวกเราไม่ได้รู้ตัวเลยซักนิด มารู้อีกครั้งก็ไปแวะรับหมอปุ้มและพากันไปถึงวนอุทยานปราณบุรี ที่คุณลุงเจ้าของโฮมสเตย์บอกว่าให้ไปเข้าทางแยกเขาเต่า (คราวนี้เป็นทางลาดยางอย่างดีไม่ต้องขึ้นเขา) ถึงเส้นทางจะวนเวียนและป้ายเก่า รวมถึงมีเถาต้นไม้พันบังจนมองแทบไม่เห็น (มีอยู่ป้ายนึงทำให้ขับรถวนตั้ง 2 รอบ เนวิเกเตอร์อย่างเราเลยหงุดหงิด ลงไปโค่นป้าย เอ๊ย ดึงต้นไม้ออกซะ) พวกเราก็ไปถึงวนอุทยานปราณบุรีกันจนได้ โดยไม่ต้องขึ้นเขา

บ้านลอนทราย (Part II)

บ้านลอนทรายเป็นรีสอร์ทติดกับชายหาด ผิดกับรีสอร์ทที่ผ่านๆ มา ที่มีถนนกั้นระหว่างรีสอร์ทกับชายหาด คิดว่าคงเป็นเพราะถนนเริ่มเบนออกจากหาดไปแล้วเลยมีที่พอจะให้สร้างรีสอร์ท และถัดจากบ้านลอนทรายที่พวกเราพักก็มีรีสอร์ทอื่นๆ ต่อกันเป็นแนวยาว

เมื่อเปิดประตูห้องออกมาดูก็พบว่าห้องกว้างกว่าที่คิด หลังจากขนข้าวของกันเรียบร้อยแล้ว อ๋อยก็นอนเอกเขนกอ่านนิยายที่เอามาบนเตียงอย่างมีความสุข ส่วนเราได้ล้างหน้าล้างตาซะหน่อยก็ออกไปเดินถ่ายรูป เก็บวิวมาฝากพรรคพวกแล้วก็นอนหลับหลังจากอิ่มตาปรือมานาน

จนอ๋อยเรียกถาม (ก่อนที่จะใช้อวัยวะส่วนอื่นสะกิดปลุก) ว่าจะลงเล่นน้ำได้ยัง ถึงได้ตื่นขึ้นมาทาครีมกันแดดด้วยความกลัวดำก่อนไปเล่นน้ำ อ๋อยเล่าให้ฟังว่าระหว่างที่เราหลับก็มีโทรศัพท์จากที่ทำงานมาหาอ๋อยเรื่องงานที่กำลังมีปัญหาอยู่ ทำเอาอ๋อยเครียด แต่ก็ลงไปเล่นน้ำแต่โดยดีถึงจะว่ายน้ำไม่เป็นก็เถอะ ........แหมก็หาดสะอาดๆ น้ำใสๆ น่าเล่นน้อยอยู่เมื่อไหร่ล่ะ

คลื่นค่อนข้างแรงเพราะดูจากบางลูกซัดอ๋อยจนเซ (แต่ไม่สามารถซัดจนอ๋อยไปเกยตื้นได้ อิ อิ) อ๋อยก็เลยไม่กล้าลงไปที่ระดับน้ำลึกกว่าเอว หารู้ไม่ว่ายิ่งไปลึกขึ้นลูกคลื่นก็จะแรงน้อยลง แต่เอาเถอะ เพราะถ้าเกิดอ๋อยจมน้ำไปจริงๆ เราคงจะไม่มีปัญญาจะช่วย และถึงช่วยได้ก็คงไม่มีปัญญาหาหนุ่มหล่อระดับเรน มาผายปอดให้อ๋อย
หลังจากเล่นน้ำจนพอใจ และอ๋อยก็เริ่มเซ็งกะฟองคลื่นแล้ว พวกเราก็พากันไปที่สำนักงานเพื่อสั่งอาหารเย็น ดูว่าจะอร่อยอย่างที่ลงในเวบหรือเปล่า อีกอย่าง อ๋อยก็ขับรถเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว จะได้ไม่ต้องออกไปหากินกันข้างนอก มื้อนี้เลยมีปลาหมึกครึ่งแดด (น้อยกว่าแดดเดียว) กุ้งชุบแป้งทอด ปูผัดผงกระหรี่และต้มยำโป๊ะแตก แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ถามว่าเผ็ดหรือเปล่า หลังจากบอกว่าเอาน้ำข้น ดีที่เจ้าของตอบตามจริงว่าอาหารค่อนข้างเผ็ด อ๋อยก็เลยขอแยกพริก พอได้กินจริงๆ (โดยยังไม่ใส่พริก) เลยได้รู้ว่าค่อนข้างเผ็ดที่เป็นภาษาถิ่นของเขา ภาษาถิ่นของพวกเราเรียกว่าเผ็ดอิ๊บอ๋าย แล้วปลาหมึกครึ่งแดดก็แข็งมั่กๆ ไม่รู้ว่าอีกครึ่งแดด (ที่จะรวมเป็นแดดเดียว) นั้นมันไปนอนอยู่ในฟอร์มาลินหรือเปล่า อ๋อยยังบ่นว่าข้าวแข็งสุดๆ สรุปว่าอาหารที่รีสอร์ทนี้ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่

ถึงกระนั้นเราก็ยังกินกันจนเกือบหมด เหลือน้ำแกงแดงๆ ของต้มยำและเห็ดเทวดา (อร่อยสู้เห็ดนางฟ้าไม่ได้) ไว้ แต่แทนที่คืนนี้เราจะได้หลับเต็มที่ กลายเป็นหลับยากไป เพราะว่านอนเอาแรงไว้ตั้งแต่ก่อนว่ายน้ำนานโข และอีกอย่างโรงสีไฟวนิดาที่อยู่ข้างๆ ก็เปิดทำงานเสียงดังสนั่น พลิกไปพลิกมาอยู่นานกว่าจะหลับได้ นึกถึงหมอปุ้มที่จะมาสมทบอีกคนแล้วสยอง กลัวว่าการท่องเที่ยวงวดนี้จะกลายเป็นทัวร์หมีแพนด้า ขอบตาดำคล้ำไปซะ ยานอนหลับก็ไม่ได้เอามาซะด้วย (ทุกทีจะหลับก่อนชาวบ้านเขา)

เช้าตื่นตี 5 ครึ่งตามปกติของการนอนที่อื่นที่ไม่ใช่บ้าน จากนั้นไม่นานอ๋อยก็ลุกขึ้นมาบอกให้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เราก็งงว่าเคยได้ยินแต่พระอาทิตย์ตกทะเล ลืมไปว่าเป็นชายฝั่งด้านตะวันออก แต่ก็เหมือนโดนหลอกให้ไปชะแง้รอตั้งนาน เห็นแต่ก้อนเมฆ กับแสงเงินแสงทอง ขาดแต่พระอาทิตย์!! ตั้งขากล้องรอจนเมื่อยเลยเข้าไปรับแอร์ในห้อง จนอ๋อยออกไปดูมั่งแล้วเข้ามาเรียกว่าเห็นพระอาทิตย์แล้ว (โปรดสังเกตว่าไม่ใช้คำว่าพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว) เลยได้รูปพระอาทิตย์ขึ้น (สูง) มาอวดชาวบ้านเขา

Thursday, March 22, 2007

บ้านลอนทราย ปราณบุรี 16 - 18 มี.ค. 50 (Part I)








หลังจากผิดหวังจากทริปเขาสก พวกเราก็ไม่ยอมแพ้ จัดทริปใหม่กันทันควัน โดยอ๋อยไปค้นจากเนตมาหลายที่ จนตกลงกันได้ที่บ้านลอนทราย ปราณบุรี งานนี้อ๋อยหลวมตัวยอมรับเป็นสารถีให้ มีหมอปุ้มเป็นสมาชิกสมทบ รวมเป็น 3 คน

เช้าวันศุกร์หลังจากลา (หนี) งานกันเรียบร้อย เราก็นั่งรถเมล์มารออ๋อยที่สถานีตำรวจนครปฐม ปล่อยให้อ๋อยเลือกนิยายเตรียมไปหย่อนอารมณ์ริมหาดตามสบาย ส่วนหมอปุ้มติดราชการจะนั่งรถทัวร์ตามไปทีหลังในวันเสาร์

พวกเราแวะเติมพลังรอบเช้ากันที่ปั๊มเจ็ทหนองดินแดง เสียเวลากันไปพักใหญ่เนื่องจากไปจ๊ะเอ๋กับคณะทัวร์ลูกเป็ดฝูงใหญ่ชาวญี่ปุ่น จากนั้นจึงค่อยเคลื่อนทัพต่อลงไปทางใต้ กะไปตี เอ๊ย กินอาหารทะเลตลอดการเดินทาง

ที่แรกที่สองหญิงโฉดพากันไปแวะ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวัด ที่ต้องขึ้นเขาไปไกลถึงเขาหินเหล็กไฟ หัวหิน ชื่อวัดห้วยมงคล ไหว้หลวงพ่อทวดเอาฤกษ์เอาชัยในการเดินทาง ถึงแม้แดดจะแรงไปนิด แต่ปลาพะยูน 2 ตัวก็เกาะกันแน่นไม่กลัวร้อน และโชคดีอีกอย่างที่ช่วงนี้ที่วัดมีพระบรมสารีริกธาตุให้นมัสการอีกด้วย จากนั้นเราก็อาศัยหลบร้อนเข้าไปเช่าพระหลวงพ่อทวดในห้องแอร์จนได้มาบูชา 2 องค์พอสมควรกับทุนทรัพย์ ที่ไม่น่าเชื่ออีกอย่าง คือมีจตุคามรามเทพให้บูชาด้วย.........โอ้ มาถึงนี่

ออกจากวัดได้พักนึงจนท้องร้องจ๊อกๆ ก็ถึงเขาตะเกียบ จากที่ไกด์เอ๋แนะนำมาทางโทรศัพท์ว่าต้องไปกินหลังเขาจะมีร้านอร่อย ซึ่งก็มีเป็นแถวเป็นแนวเต็มไปหมด พวกเราเลยเลือกได้ร้านนึงที่ติดป้ายโฆษณาว่าปูสด อร่อย สำหรับคนรักปู แล้วก็มีป้ายของนิตยสารคู่สร้างคู่สมรับประกันว่ามาชิมแล้ว

อันที่จริงมากันกับเพื่อนฝูงก็ดีไปอย่างคือ เวลากินไม่ต้องมากมารยาท ยิ่งกินปูด้วยแล้ว นึกถึงที่ ผอ. เก่าเคยบอกให้ฟังว่าถ้าไปกินข้าวกับแฟนอย่าสั่งปูมากินเด็ดขาด ถึงจะกินยากเย็นแค่ไหน แต่ความสดอร่อยก็นับว่าคุ้ม อ๋อยมีติอยู่หน่อยตรงที่ปู 3 ตัว มีปูนางแบบ (อย่างผอม) มาซะ 2 ตัว แต่ก็เกือบเก็บภาพ (ตามที่อ๋อยบอกให้ถ่ายไว้เยาะเย้ยบางคนที่พลาดทริปนี้) ปู (ที่เหลือแค่ตัวเดียว) หอยตลับผัดพริกเผา กับต้มยำปลาเก๋า เอาไว้แทบไม่ทัน

กว่าจะออกจากร้านและล้างมือจนหมดกลิ่นก็ปาเข้าไปบ่ายกว่า แต่เหลืออีกไม่กี่กิโลก็จะถึง (ถ้าไม่หลงซะก่อน) เลยต้องยอมถ่างตา ทั้งที่หนังท้องตึง บอกทางไปตามแผนที่ที่ดาวน์โหลดมา

ตั้งแต่ทางแยก อ. ปราณบุรี ทางก็ลาดยางดีตลอด จะแวะเข้าไปทักทายพี่เหน่งพี่รหัสที่ รพ. ปราณบุรีก็เกรงใจที่ไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือมาฝากแก แล้วก็คงอดใจไม่ไหวรีดไถให้แกไปเลี้ยงเหมือนเมื่อตอนเป็นน้องรหัสไม่ได้ เลยตัดใจเป็นคนดี (ไม่รู้เป็นเพราะบารมีหลวงพ่อทวดที่เช่ามารึเปล่า) ไม่สร้างความหายนะให้ใคร (ในวันนี้)

ทางมาเสียเอาตรงถนนเลียบหาด ช่วงที่มีรีสอร์ทหรูๆ เต็มไปหมด มีสระน้ำกลางแจ้ง และฝรั่งในชุดว่ายน้ำ อาบแดดเต็มไปหมด...วู้ เสียอย่างเดียวที่ฝรั่งค่อนข้างมีอายุ เลยมีไขมันส่วนเกินเยอะไปหน่อย (ดูจากน้ำที่ล้นสระออกมา) จากนั้นพอหมดทางลูกรังก็เป็นทางลาดยางเก่าทอดยาวไปอีก มองเห็นชายหาดตลอดแนวจนต้องโทรหาทางรีสอร์ทอีกครั้งว่าพวกเราเลยไปหรือยัง โชคดีที่ยังไม่ถึง ความมั่นใจในการเป็นเนวิเกเตอร์เลยกลับมาอีกครั้ง

Thursday, December 14, 2006

สวัสดีเมืองไทย (11 ธ.ค.49)

มาถึงวันกลับซะที ใจนึงก็ยังสนุกอยากเที่ยวต่อ อีกใจนึงก็คิดถึงบ้าน (และคิดถึงงาน HA สุดหินที่รอ accredit อยู่) แต่เมื่อได้เวลาอันสมควร (กับสภาพคล่องทางการเงินในกระเป๋า) ก็ต้องตัดใจกลับบ้านมาทำงานใช้หนี้จุ๋ย (ที่จ่ายด้วยบัตรเครดิต) ซะที (จะขอใช้ด้วยร่างกายมันก็ไม่เอาอ่ะ)
เช้านี้ปล่อยให้นอนกันเต็มที่ ก่อนจะไปสนามบินก็ไปแวะเติมน้ำมันโดยที่เราเป็นเด็กปั๊มงวดที่ 2 ที่คราวนี้เริ่มคล่อง ไม่หกเลอะเทอะเหมือนคราวแรกอีก แล้วก็เริ่มรู้ทันคนขับที่ปลายตามามองประมาณว่า “พจไปเติมเด่ะ” จากนั้นก็แวะกันที่ Antarctic center ได้ดูนกเพนกวินสีน้ำเงินตัวเล็กในห้องกระจก แล้วก็เข้าไปในห้องสภาพจำลองขั้วโลกใต้ ที่มีทั้งรถสกีหิมะ ถ้ำน้ำแข็ง และก็พายุหิมะ ที่ -20 องศาเซลเซียส (หุ หุ ยัยหมอปุ้มแทบแข็งตาย) ดีที่ชุดที่ให้ใส่เปลี่ยนหนาและอุ่น จากนั้นก็เช็คตั๋วขึ้นเครื่องสิงคโปร์แอร์ไลน์อีกครั้ง ก่อนขึ้นเครื่องก็ใช้บัตรโทรศัพท์โทรหาแม่จนหมด เครื่องออก 13.20 น. ตรงเวลา เปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์ ที่งวดนี้ไม่ต้องรีบมาก มีเวลาพักเกือบ 2 ชั่วโมง แล้วก็มาถึงสุวรรณภูมิ 22.00 น. รอรับกระเป๋าแล้วก็กลับพร้อมจุ๋ยที่เปลี่ยนใจไม่นอนคอนโด แต่กลับบ้านแทน ส่วนหมอปุ้มทางบ้านมารับกลับด้วยความเป็นห่วง ถึงบ้าน 0.30 น.

Christchurch (10 ธ.ค.49)



วันนี่ตื่นกันแต่เช้าตรู่ รู้สึกเสียดายที่นอนในห้องที่มีฮีตเตอร์มากๆ สำหรับจุ๋ยแล้ว ที่พักคืนที่ผ่านมาเรียกว่าเป็นสวรรค์เลยทีเดียว เนื่องจากไม่ต้องนอนในครัวอีกต่อไป เพราะ Bella vista ที่จองได้งวดนี้ ไม่มีห้องชุดเตียงเสริมแบบที่พวกเราเคยพักให้ แต่เป็นห้องที่มีประตูติดกันให้แทน จุ๋ยก็เลยมีห้องน้ำส่วนตัว และประตูที่ปิดล๊อคมิดชิด (กันเข้าหา) ระหว่างห้องให้ด้วย แต่ถึงยังไง ปลาวาฬก็ยังสำคัญกว่า (หลังจากไปมาแล้วอาจจะคิดว่าไม่จริ๊ง) ทำให้พวกเราต้องตะลีตะลานออกจากโรงแรมตั้งแต่ 7.00 น.
ไปถึงที่ทำการของ Whale watch เพื่อจ่ายเงินแล้วก็ดูวีดีโอปลาวาฬและสัตว์ทะเลได้พักนึง ก็มีรถบัสมารับพวกเราไปยังท่าเรือ คนขับเรือมาแนะนำตัวพร้อมกับบอกเสร็จสรรพว่าสภาพทะเลวันนี้มีคลื่นแรงอาจจะเกิด bump ได้นิดหน่อย ยัยหมอปุ้มกินยาเรียบร้อยก็เตรียมจะหลับ อีก 2 หน่วยที่เหลือพากันคิดว่าผ่าน shotover jet มาแล้วคงไม่มีปัญหา ที่ไหนได้ แค่เรือไต่สันคลื่นไปได้ไม่กี่นาที มาม่าที่กินกันตอนเช้าก็แทบจะออกมากองบนตัก นั่งเก็กกันต่อไป ไม่กล้าอ้วกให้อายฝรั่ง จนเรือผ่านไหล่ทวีปเข้าไปในเขตน้ำลึกพันกว่าเมตร ก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้น แต่เหมือนระฆังช่วยที่มีเสียงแจ้งมาว่าเจอปลาวาฬแล้ว เลยพากันออกไปที่หัวเรือเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์
หลังจากถูกหลอกให้ออกไปดูแต่น้ำเวิ้งว้าง 2 – 3 ครั้ง เราก็ได้เห็นปลาวาฬตัวเป็นๆ จนได้ (นึกว่าจะได้เงินคืนเพราะไม่เจอปลาวาฬซะแล้ว) แต่ขนาดไม่ใหญ่อย่างที่คิด เป็น sperm whale ที่มันไม่มาใกล้ๆ เรือซะด้วย เลยต้องคอยเพ่งสายตาหาความแตกต่างระหว่างตัวปลาวาฬกับคลื่นลูกใหญ่อยู่ซักพัก จนมันจะดำน้ำลงไปเลยได้เห็นหางโผล่ขึ้นมาฟาดอากาศแบบเต็มๆ พอเจอตัวที่ 2 คราวนี้ก็เลยเตรียมกล้องถ่ายวีดีโอ น่าเสียดายที่ไม่ได้มาโผล่แถบที่เรายืน ทำให้ต้องยื่นกล้องออกไปจับภาพแบบติดหัวคนอื่นมาเต็มไปหมด หลังจากนั้นก็ไม่มีปลาวาฬโผล่มาให้เห็นอีกเลย จะมีก็แต่นกอัลบาทรอส แล้วก็ฝูงปลาโลมา (ไม่ยอมกระโดดรอบเรืออย่างที่คิด) เลยกลับมานั่งคลื่นไส้ในเรือกันต่อ ในที่สุด จุ๋ยก็ทนไม่ไหวต้องคายมาม่าออกมาจนได้ งานนี้เราจึงเป็นฝ่ายชนะอมอ้วกไว้ได้นานที่สุด (ไม่นับหมอปุ้มที่ใช้ยา)ใช้เวลา 3.5 ชั่วโมงก็กลับมาถึงฝั่ง (ซะที) ให้เวลาจุ๋ย (และตัวเอง) พักซักหน่อย ออกไปชมวิวที่จุดชมวิว kaikoura peninsula ถ่ายรูปจนจุใจแล้วก็ไปหาข้าวกินกัน แวะร้าน fast food สำหรับสั่งกลับบ้าน ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอาหารแบบชุดใหญ่ให้กินในร้านด้วย มื้อนี้ก็เลยได้กินหอยใหญ่ชุบแป้งทอด เอ็นหอยชุบแป้งทอด แล้วก็เนื้อสัตว์ต่างๆ (เพิ่งรู้ว่าคอเดียวกับจุ๋ยก็มาเที่ยวคราวนี้แหละ เพราะพากันกินเนื้อสัตว์ ปล่อยให้หมอปุ้มกินผักไปอย่างเดียวดาย 555) แวะไร่องุ่นทำไวน์แป๊บเดียวก็นั่งรถยาวกลับมาที่ Christchurch พักที่เดิมคือ garden city หลังจากเช็คอินแล้วก็พากันเข้าเมืองไปเก็บของฝากที่เหลือ (แอบหวังเล็กๆ ว่าจะมีพาเหรดอีก) ช้อปกันจนนึกได้ว่าใกล้จะหมดตัวเต็มทีก็พากันหาข้าวกิน งวดนี้แวะร้านอาหารจีนที่อร่อยมากๆ เฮียจุ๋ยแนะนำซุปรสเด็ดที่กินแล้วอิ่มอุ่นถูกลิ้น จานถัดมาเป็นผัดเนื้อแกะรสชาติไทยๆ ตบท้ายด้วยไข่เจียวใส่กุ้ง ซึ่งแค่นี้ก็กินกันไม่หมด ต้องห่อกลับพร้อมทั้งสั่งข้าวผัดไว้กินตอนเช้าวันรุ่งขึ้น (เบื่อมาม่าและไข่ต้มฝีมือแม่ครัวเต็มที)

Kaikoura (9 ธ.ค.49)



วันนี้อากาศแจ่มใสแต่เช้า หลังจากฝนตกตลอดคืน ตกลงกันว่าจะออกเช้าหน่อยเพื่อไปแวะ Mount Cook แต่กว่าจะออกกันได้ก็เกือบ 8.00 น. เป้าหมายวันนี้ทำให้จุ๋ยต้องขับรถไกลมาก (ประมาณ 500 กม.) เพราะมีการเปลี่ยนแผนแทนที่จะไปตามเส้นทาง Arther’s pass และแวะพักที่ Springfield กลายมาเป็นไปดูปลาวาฬที่ Kaikoura ซึ่งอยู่ตอนเหนือของเกาะใต้ (มีหอยแมลงภู่ตัวอ้วนให้กินด้วย) Twizel --- Mount Cook --- Tekapo lake --- Ashburton --- Christchurch --- Kaikoura
Mount Cook เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ มีความสูงถึง 3,754 เมตร อยู่ในเทือกเขา southern Alps (มียอดเขามากถึง 19 ยอด) ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักของเราพอสมควร ระหว่างทางต้องขับรถเลียบทะเลสาบ Pukaki ซึ่งสีฟ้าอ่อนของน้ำทะเลสาบ และอากาศที่แจ่มใสทำให้เห็นทิวเขาปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดแนว (โดยไม่รู้ว่ายอดไหนคือ Mount Cook ) ทำให้ต้องจอดรถถ่ายรูปอยู่หลายรอบ ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะทำเวลา สุดทางจะมีโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ชื่อ The Hermitage อยู่และมีเส้นทางให้เดินเข้าไปชมเป็นวันๆ พวกเราเลือกเดินไปทาง Hooker valley แต่แค่ลงจากรถก็สัมผัสกับความหนาว (ยังบ้าถ่ายรูปกันอยู่ โดยเฉพาะจุ๋ยที่ต้องการใส่เสื้อหล่อโดยไม่มีเสื้อกันหนาว) เดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดชมวิวแรกก็กลับ เพราะทั้งหนาวและลมแรง ยังเสียดายอยู่หน่อยที่ไม่ได้เข้าไปดูที่ Tasman valley ซึ่งเป็นถนนลูกรังที่ต่อไปจนถึง Tasman glacier ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์
มาแวะพักเที่ยงที่ทะเลสาบ Tekapo ที่ไม่ค่อยตื่นเต้นแล้ว เนื่องจากสีของน้ำไม่ฟ้าใสเท่ากับ Pukaki จุ๋ยเดินหาที่โหลดรูปจากกล้องก็ต้องผิดหวัง เพราะเครื่องอัตโนมัติอัดให้ไม่ได้ พักกินข้าวเที่ยงกันแบบกองโจร (แฮมเบอร์เกอร์ในรถ) แล้วก็รีบไปต่อ เลยได้ไม่ได้ไปแอ็คถ่ายรูปกับโบสถ์ชุมพาบาล (Church of the good Shepherd) ติดทะเลสาบ ที่เห็นอยู่ลิบๆ ตามเส้นทางย้อนกลับ Christchurch แวะอีกทีที่ Ashburton เจอร้านถ่ายรูปปิดช้าอยู่ร้านนึง (วันเสาร์จะปิดกัน 13.00 น.) เลยโหลดได้สมใจ แล้วก็ถือโอกาสเปิด internet หาข้อมูลที่พักคืนนี้และจองทัวร์ดูปลาวาฬ ใช้วิธีโทรถามก็ได้ที่พัก Bella vista และดูปลาวาฬรอบ 7.45 น. (ทำเอาใจไม่ดี เพราะไม่ได้จองกันไว้ล่วงหน้า)
ฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ยัยหมอปุ้มเจอหนาวมาเกือบทั้งวันก็เวียนหัว ไข้ขึ้น พับไปแล้ว เหลือแต่คนขับกะเนวิเกเตอร์ เลยได้แต่ชวนกันคุย (นินทา) เพื่อนแก้ง่วงกันไปตลอดทาง
Kaikoura เป็นเมืองชายทะเล ที่กว่าจะไปถึงได้ต้องขึ้นเขา ลงเขามาได้ก็ต้องวิ่งรถขนานไปกับทางรถไฟติดชายฝั่ง แถมเจอฝนตก ทำให้ขับรถค่อนข้างยากทีเดียว ไปถึงกัน 20.30 น. วนหาที่พักจนเจอ โชคดีที่ลุงเจ้าของใจดี โทรจองร้านอาหารที่มีหอยอร่อยให้ มื้อนี้เลยเป็นโบนัสสำหรับคนที่ไม่ได้หลับ (เรากะจุ๋ย เพราะหมอปุ้มไม่สบายเลยกินอะไรแทบไม่ได้) ทั้งสเต็กแกะและหอยแมลงภู่ (mussel) ตัวเบ้ง (ขนาด 3 เท่าเมืองไทย) ทำเอาลืมความเหนื่อยยากที่อุตส่าห์ถ่อกันมาจนถึง เสียดายอยู่หน่อยที่ไม่ได้กินอาหารดังอีกอย่างของที่นี่คือ crayfish หรือกุ้งมังกร ที่คงแพงจนผม (ไม่แค่ขนหน้าแข้ง) ร่วงกราว (แต่ถ้าชวนจุ๋ย กลัวใจเหลือเกินว่ามันไม่ลังเลที่จะสั่ง) ไอ้เจ้ากุ้งมังกรที่ว่าเป็นของดังคู่กะหอย กล่าวคือมันเป็นที่มาของชื่อเมือง Kaikoura เอาเลย เพราะในภาษาเมารี Kai = food , Koura = crayfish รวมกันก็จะได้ meal of crayfish เอาเป็นว่าถึงจะดังแต่อาจเป็นอาหารที่ทำให้เกิดโรคซาง (จั๊บ) ได้ ก็เลยต้องปล่อยให้มันลอยนวลไปก่อน

Twizel (8 ธ.ค.49)



Queenstown --- Arrow town --- Wanaka --- Twizel --- Mount Cook วันนี้ตื่นมาต้มมาม่ากินกันอีกเช่นเคย ดีหน่อยที่ไก่ KFC เหลืออยู่เลยได้มีเนื้อสัตว์ปนเข้ามากับแป้งบ้าง ออกจาก Queenstown ไป Arrow town ที่บ้านเมืองสร้างแบบคาวบอยโบราณ เดินๆ อยู่เจอหมาน่ารักเลยขอถ่ายรูป เจ้าของเป็นคนคุยเก่งและเคยมาเมืองไทยเลยคุยกันนาน (เพราะฝ่ายนู้นฟังไม่รู้เรื่อง) จากนั้นไปเมือง Wanaka ที่ต้องขึ้นเขาไปจนจุ๋ยท้อใจ แต่พอไปถึงเป้าหมายของเมืองคือ puzzle world ก็สนุกกันจนลืมลำบาก เพราะมีทั้งห้องแสดงภาพลวงตา และมีเขาวงกตที่ใช้เวลา (หลง) นานอยู่ กว่าจะออกได้ แล้วก็ไปถ่ายรูปกับตู้ไปรษณีย์เอียงๆ กันอย่างสนุกสนาน กว่าออกรถไปยังที่หมายวันนี้คือ Mount Cook ได้ก็เกือบ 14.00 น. วิ่งรถมาได้ซักพักก็ฝนตกอีก ดีที่พอจะจำได้ว่าที่พักอยู่ที่เมือง Twizel ไม่ใช่ที่ Mount Cook อย่างที่คิดว่ามันติดกัน (ที่จริงห่างตั้ง 63 กม.) เลยได้เข้าไปเช็คอินทั้งที่ฝนยังตกหนัก แล้วก็พากันไปฟาร์มปลาแซลมอลใกล้ๆ ที่พัก ที่เหมือนกับเปิดรอพวกเรา เพราะเวลาปิดของเขาคือ 17.00 น. แต่เราไปถึงก็ 17.30 น.แล้ว ทำให้มีโอกาสได้ให้อาหารปลาด้วย (ทั้งที่ฝนยังตกอยู่)) ฟาร์มปลาแซลมอนที่นี่จะมีลักษณะเป็นแพลอยอยู่กลางคลองส่งน้ำ โดยที่น้ำในคลองส่งน้ำมีต้นกำเนิดมาจากทะเลสาบ ซึ่งเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งและฝนที่ตกบนเทือกเขา ดังนั้นน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาที่นี่จึงสะอาดและบริสุทธิ์มาก เราได้ปลาดิบที่ทำแบบญี่ปุ่น แล้วก็เนื้อปลาสด โดยจุ๋ยบอกว่าจะทำหน้าที่พ่อครัวทำปลาอบให้กินก็เลยต้องตามใจ (เพราะทำไม่เป็น)
กลับมาหมักปลาทิ้งไว้แล้วไปแวะซื้อของเพิ่มที่ซุปเปอร์ ฝนก็ตกลงมาหนักกว่าเก่า ทำให้โปรแกรมที่จะเข้าไป Mount Cook ต้องงด จะเปลี่ยนไปเป็นทะเลสาบ Rautaniwha ที่อยู่ใกล้ๆ ก็ไปกันไม่ถูกอีก เลยกลับมากินปลาอบ (ไม่น่าเชื่อว่าจะอร่อย!!) กันที่บ้าน

Tuesday, December 12, 2006

Queenstown (7 ธ.ค.49)

วันนี้ยังกินไข่ต้มกันเหมือนเดิม และที่แปลกใหม่? คือมาม่า ที่ต้มรอจุ๋ยอาบน้ำไม่เสร็จซะทีจนอืดไปหมด เส้นทางวันนี้คือ Te Anau --- Mossburn --- Kingston --- Queenstown ซึ่งยังผ่านทุ่งน้องแกะอยู่ แวะดูรถจักรไอน้ำที่ Kingston แล้วก็ขับรถเลียบทะเลสาบ Wakatipu ที่ยาวไปตามถนนตลอดแนว ถึง Queenstown ตอนเที่ยง ไปแวะ i-site เจ้าเก่า ได้ที่เที่ยวตอนเย็นเป็น skyline gondola กระเช้าลอยฟ้า จากนั้นก็ไปยืนยันการจอง shotover jet เจอร้านอาหารไทยที่คนเสริฟคนไทย (ได้คุยกับคนอื่นเป็นภาษาไทยซะที) แถมยังเปิดเพลงเสกโลโซซะด้วย (ชักคิดถึงบ้าน) เมือง Queenstown อยู่บนเขา ที่จอดรถก็น้อย หลังจากที่เราวนรถหาที่พักจนเจอ ก็เลยตัดสินใจจอดรถไว้แล้วค่อยเดินเข้าเมืองกันแทนที่พักคืนนี้ Wakatipu apartment ห้องนึงมี 2 ชั้น เป็นงวดแรกที่จุ๋ยจะได้ครองชั้นบนคนเดียว แถมเป็นห้องประมาณใต้หลังคาที่กว้างขวางเอาการ สลับกับ 2 สาวที่เตียงอยู่ติดประตูทางเข้า ไว้คอยนอนกันคนเข้าหาจุ๋ย เสียเวลาเรื่องที่พักนิดหน่อยเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ กว่าจะโทรไปถามแล้วรู้ว่าเขาเสียบกุญแจไว้ที่ห้องพักก็กินเวลาไปเยอะ ทำให้ต้องรีบเดินเข้าเมืองเพื่อไปขึ้นรถไปเล่น shotoverjet ยัยหมอปุ้มอัด dimen เข้าไปเต็มที่เพราะกลัวจะเมาเรือด่วน แต่เอาเข้าจริงกลับสนุกกับการซิ่งฉวัดเฉวียน และหมุนควง 360 องศา ขากลับเก็บรูปที่ระลึกกลับมา ส่วนพ่อหนุ่มขาช้อปก็ได้หมวกอันใหม่สีแดงแปร๊ด มาใส่บังหัวล้านแทนหมวกพอสซั่มกลับมาเดินเที่ยวในเมืองรอเวลาขึ้น gondola โดยไปแวะร้านของฝากที่มีทั้งครีมรกแกะ ช็อกโกแลต พวงกุญแจ ตุ๊กตา ฯลฯ เราไปเล็งๆ ครีมรกแกะไว้ให้แม่โดยตกลงจะแบ่งกะหมอปุ้มคนละ 3 กระปุกจุ๋ยชวนไปกินอาหารตุรกีเป็น Kebab ที่หน้าตาเหมือนกุ้งพัฟ KFC มีแป้งหนาๆ ห่อเนื้อสัตว์ที่ย่างแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ เราเลือกกินเนื้อแกะแบบเผ็ด ขนาดเลือกอันเล็กยังกินกันไม่หมด แล้วก็ได้เวลาเดินไปขึ้น gondola ที่เป็นกระเช้าใสและค่อนข้างสูงไปสู่ยอดเขา Bob’s peak ทำเอาจุ๋ยที่กลัวความสูงไม่กล้ามองลงข้างล่าง (แต่ยังถ่ายรูปกันในกระเช้าอย่างรื่นเริง) สถานี gondola ด้านบนเป็นร้านขายของและร้านอาหาร มีห้องโชว์ชาวเมารีที่พวกเราซื้อทัวร์มาดูอยู่อีกด้านหนึ่ง มองเห็นจุดกระโดดบันจี้จัมพ์อยู่ใกล้ๆ เสียดายที่ไม่ได้เล่นเลื่อน luge เป็นเลื่อนท้องแบน 3 ล้อ ผ่านถนนคดเคี้ยวเส้นเล็ก รอบๆ เขา เพราะคะยั้นคะยอจุ๋ยเท่าไหร่มันก็ไม่เอา คงรู้ว่าต้องขึ้นกระเช้าห้อยขา (ที่เสียวกว่า gondola) ขึ้นไปอีกทอดหนึ่งเพื่อขับ luge ลงมาตามทางลาดเอียง ระหว่างรอรอบโชว์ก็เอาบัตรโทรศัพท์ pin phone ซื้อที่ร้าน kebab มาลองโทร ปรากฏว่าโทรไม่ได้ มารู้ทีหลังว่ากดรหัสผิด มาได้โทรอีกทีตอน 4 ทุ่มรู้สึกแม่จะดีใจมาก ถึงจะ e-mail ฝากให้ปริญโทรไปหาแม่เป็นระยะแล้วก็เถอะโชว์เมารี หรือ kiwi haka เป็นโชว์ที่เอะอะมาก ทั้งดนตรีและคนเต้น ที่แต่งหน้าเหมือนนักรบโบราณพร้อมกับแลบลิ้นปลิ้นตา คนดูมีไม่ถึง 10 คน เขาก็เลยเชิญให้พวกผู้หญิงออกไปร่วมแสดงด้วยโดยให้ลูก point ที่ลักษณะคล้ายลูกประคบ แต่มีเชือกผูกออกมายาว ใช้หมุนเหวี่ยงไปมา ขึ้นลง ตามที่เขาบอก เราทำไม่ค่อยได้แต่ก็สนุกดี พอถึงตาพวกผู้ชายบ้าง ปรากฎว่าจุ๋ยต้องออกไปเต้น กระทืบเท้า แล้วก็แลบลิ้น เราหัวเราะจนท้องแข็งกว่าจะถ่ายรูปได้ ขากลับแวะซื้อครีมรกแกะที่เล็งไว้ แล้วก็ซื้อ KFC กินกันรอบดึก

Te Anau (6 ธ.ค.49)

วันนี้ยังอยู่ Te Anau เช้ารอรถที่จะมารับไป Milford sound ในอุทยานแห่งชาติ Fiordland ซึ่งเป็นผืนน้ำที่เป็นส่วนเว้าของทะเลทาสมัน ซึ่งถูกโอบล้อมไว้ด้วยหุบเขาที่แคบและหน้าผาสูงชัน โดยส่วนที่เป็น sound คือบริเวณที่ธารน้ำแข็งกัดเซาะแล้วถูกแทนที่ด้วยน้ำทะเล ส่วน Fiord คือส่วนที่เป็นภูเขาและหน้าผาแหลมยื่นออกไปในน้ำ เรานัดรถไว้ 7.50 น. ออกมาตรงเวลาพอดี จุ๋ยเลยเครียดว่ารถจะไปแล้วหรือเปล่า แถมตาโจ๋เจ้าของ motel ที่จองให้ก็ยังไม่มาซะด้วย กระวนกระวายกันพอสมควรก็พอดีมีรถตู้วิ่งมาจอดแล้วก็ทักถามพร้อมเรียกขึ้นรถ เลยโล่งใจไปได้ มีฝรั่งไปด้วยอีก 3 คน รถเลยไม่แน่นมาก แวะจอดให้ถ่ายรูปกันเป็นระยะ จุ๋ยหายเครียดแล้วก็เลยกลับมาคุยจ้อหลังจากแวะถ่ายรูปที่ mirror lake ที่มีป้ายตัวหนังสือกลับหัวให้อ่านชื่อในน้ำ แต่แดดยังไม่ค่อยมีเลยได้รูปภูเขาที่สะท้อนในน้ำไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ จากนั้นก็ขึ้นเขา ลงเขา ลอดอุโมงค์ Homer ที่เดินรถทางเดียวระยะทาง 1,200 เมตร (มีสัญญาณไฟแดงที่ปากอุโมงค์ ทุก 15 นาที พอมีวิวให้ดูสบายตา ตามข้างทางแถวลำธารจะมีดอกไม้สีโทนม่วงออกดอกเต็มพรืดไปหมด กว่าจะไปถึง Milford sound ก็ 10.30 น. ลงเรือ cruise ลำใหญ่พาไปแวะดูตามหน้าผาในทะเลสาบ ที่เป็นผลมาจากการกัดกร่อนของธารน้ำแข็ง เจอเจ้าแฮรี่ (ชื่อแมวน้ำ) ที่ใต่ขึ้นมานอนอาบแดดบนก้อนหินสูงให้ดูอย่างไม่กลัวคน เห็นเพ็นกวินว่ายน้ำอยู่ลิบๆ แต่ไม่เห็นโลมา นอกนั้นก็มีน้ำตกอยู่เรื่อยๆ โชคดีที่วันนี้อากาศดีเลยให้เห็นวิวสวยในทะเลสาบที่น้ำนิ่ง ใช้เวลาตรงนี้ 1.5 ชั่วโมง เรือก็พาเราไปแวะที่ Milford deep หอสังเกตการณ์ใต้น้ำบริเวณ Harrison cove กันต่อ ตัวอาคารเหมือนแพลอยน้ำ มีห้องกระจกยื่นลึกลงไปในน้ำประมาณ 9 เมตร ตรงจุดที่คาดว่าพวกปลาน้ำลึกจะมาอาศัยอยู่เพราะเป็นบริเวณที่น้ำสะอาดกว่าที่อื่น ขากลับได้เดินป่าที่เต็มไปด้วยมอสแบบสบายๆ เห็นนก kia นกแก้วประจำถิ่นออกมาให้ถ่ายรูป (เพราะมันอยากกินกล้วยหอมของนักท่องเที่ยว) กลับมาถึงที่พัก 16.30 น. แวะกินพิซซ่า ไปหยอดเหรียญซักผ้าแล้วก็ออกไปเดินและกระโดดถ่ายรูปกันริมทะเลสาบอย่างสนุกสนาน จุ๋ยอุตส่าห์ใส่เสื้อกล้ามและสร้อยหยกเส้นใหม่ฝ่าลมหนาวไปเก็กถ่ายรูปอย่างไม่กลัวหนาว (ทำปายได้)

Te Anau (5 ธ.ค.49)

วันนี้อาหารเช้าเป็นไข่คน เพราะว่ากระทะของ Bella Vista เป็นเทฟล่อนอย่างดี ร้อนช้ามากและไข่ติดกระทะ เลยต้องเขี่ยให้กระจายเป็นเศษไข่ แต่คนกินก็ยัง (จำต้อง) กระเดือกกินกันจนหมด อาหารอย่างอื่นก็มีไก่กะเฟรนซ์ฟรายของ KFC ที่เหลือจากเมื่อวาน และไข่ต้มเจ้าเก่า เป้าหมายของวันนี้จาก Dunedin---Balclutha---Gore---Lumsden---Te Anau ที่ตลอดทางผ่านทุ่งหญ้าและภูเขาที่มองไปทางไหนก็มีแต่แกะ ผิดกับเมื่อวานที่เป็นเส้นทางผ่านเมือง มีแต่บ้านชั้นเดียวปลูกดอกไม้ประดับสวยๆ มีการซ่อมปิดทางที่ Gore ทำให้เราต้องใช้ทางเลี่ยงที่มีแกะเยอะกว่าเก่า (ว้าว) หยุดถ่ายรูปให้น้องแกะตกใจเป็นพักๆ จนจุ๋ยเริ่มสังเกตเป็นพิเศษว่าแกะที่นี่ส่วนใหญ่จะก้นดำ (ทำไมมองตรงนั้นก็ไม่รู้) แวะกินข้าวที่ Gore ตั้งแต่ 11.30 น. เพราะฝนเริ่มหนาเม็ด อากาศเย็นลงจนอยากได้สเวตเตอร์ขนแกะเพิ่ม ลงไปเดินในเมืองได้ไม่นานจุ๋ยก็ได้เสื้อขนแกะปนพอสซั่มที่นิ่มมาก บังเอิญร้านนั้นมีแต่เสื้อผู้ชายก็เลยไปแวะกินข้าวกันต่อ เป็นร้านบุฟเฟต์ชาวจีนจานละ 7 เหรียญ รสชาติถูกลิ้นคนไทยมาก มีข้าวผัด ผัดผักใส่เนื้อ/ไก่ ไก่ทอดแล้วก็เกี๊ยวหมูทอด (แต่ต้องตักให้อยู่ในจานเดียว) สงสัยจะกินเข้าไปเยอะ บ่ายเลยเริ่มง่วง คนขับก็ง่วง ดีที่เราถึง Te Anau กันซะก่อนไปแวะที่ i-site ก็เลยได้ที่เที่ยวเย็นนี้ เป็น glowworm cave เข้าถ้ำดูหนอนเรืองแสง ก่อนจะไปยังพอมีเวลาก็เลยเดินดูสินค้ากันในเมือง แต่แค่ร้านเดียวก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะเป็นร้านเสื้อขนสัตว์ เรากะยัยหมอปุ้มได้สเวตเตอร์ขนแกะกะพอสซั่มคนละตัว บวกกับหมวกอีกอย่าง ที่ใส่แล้วอุ่นและนุ่มม้ากมากที่พักคืนนี้และคืนถัดไปเป็น Edgewater motel อยู่ติดทะเลสาบ Te Anau ถึงห้องน้ำจะแคบไปนิดแต่เจ้าของยังหนุ่มและหล่อแบบโจ๋ๆ เลยให้อภัย ตอนเย็นพวกเราไปรอเรือของ realjourney พาไปยังถ้ำหนอนเรืองแสง โดยตัวที่เรืองแสงจริงๆ เป็นหนอน (larva) ของแมลงชนิดหนึ่งคล้ายยุง อยู่ในโพรงถ้ำที่เกิดจากน้ำเซาะเป็นทาง โดยที่แสงจะเป็นจุดเล็กๆ สีเขียว เกาะอยู่บนเพดานถ้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งกว่าจะไปถึงต้องผ่านน้ำตกที่ไหลแรงและมีน้ำวน จากนั้นถึงจะมีเรือลำเล็กมารับพายวนชมโพรงถ้ำที่มืดสนิท มีแสงเล็กๆ เหมือนดวงดาวระยิบระยับอยู่ประปราย สวยสุดๆ ขากลับไกด์ชี้ให้ดูไข่ของแมลงพวกนี้ติดอยู่เป็นสายยาวตามผนังถ้ำเหมือนกับใยแมงมุมที่มีหยดน้ำเกาะเป็นทางกลับมากินสเต็กแกะกันที่ Te Anau จากนั้นจุ๋ยเข้าไปโหลดรูปจากกล้องที่ร้านขายยา เลยได้โอกาสสำรวจ ว่าเป็นร้านประเภทที่ขายยา เครื่องสำอาง เครื่องใช้พวกแว่นกันแดด ตุ๊กตา ฟิล์มถ่ายรูป โหลดรูป แล้วก็แบ่งเป็นส่วนที่ใช้ปรุงยาและจัดยาโดยเภสัชกรเป็นคนจัดให้ซึ่งลูกค้าจะเข้าไปไม่ได้ และเภสัชเองก็ต้องมีประกาศนียบัตร Clinical community pharmacy ด้วย

Monday, December 11, 2006

Dunedin (4 ธ.ค.49)




เช้านี้ฝนตก ตื่นขึ้นมาก็ทำหน้าที่แม่ครัวคือ เจียวไข่ ต้มไข่ ปิ้งขนมปัง wave ไส้กรอก ต้มน้ำเผื่อกินกาแฟ ไข่เจียวออกมาค่อนข้างดี ถึงจะจืดไปหน่อยเพราะไม่กล้าใส่เกลือเยอะ กว่าจะได้ออกจากบ้านกันก็ 8.00 น. อากาศข้างนอกหนาวจนบ่นกับตัวเองว่าคิดผิดที่ใส่กางเกงขาสั้น ออกจากเมืองได้หน่อยฝนก็หยุด วันนี้จะไปถึง Dunedin เมืองริมทะเล ออกจาก Christchurch---Ashburton---Timaru---Oamaru----Dunedin พวกเราแวะถ่ายรูปที่สวนกุหลาบใน Timaru (แดดออกแล้ว) แล้วก็มากิน KFC มื้อเที่ยงกันที่ Oamaru เจอคนไทยมาทักด้วยเพราะเราใส่เสื้อเหลือง หลังจากนั้นแวะไปดูหินรูปทรงกลมในทะเล ที่ถูกลูกคลื่นซัดจนกลมคล้ายลูกนิมิต เรียกว่า Moeraki bounders
แต่ละเมืองในนิวซีแลนด์จะมีแผนที่ถนนอย่างละเอียดและแหล่งท่องเที่ยวโดยเราต้องไปขอที่ i-site (ถ้าเป็นบ้านเราคงเป็น ททท.) ซึ่งมีข้อมูลละเอียดและสามารถจองทัวร์ของเมือง หรือทั้งเกาะ ได้ที่นี่เลย
คืนนี้พักกันที่ Bella Vista ของ Best Westurn (ขนาด qualmark 4 ดาว) ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเพียบรวมทั้งราวตากผ้าไฟฟ้าที่แห้งเร็วสมใจ
เช็คอินเรียบร้อยแล้วก็ออกคาบสมุทร Otago หวังจะดูนกอัลบาทรอสและนกเพนกวินตาเหลืองก็ต้องผิดหวังเพราะศูนย์นักท่องเที่ยวปิดตอน 5 โมงเย็น จุ๋ยที่ต้องขับรถเลียบชายฝั่งไปกว่าชั่วโมง (ด้วยความเสียวเพราะถนนแคบไม่มีที่กั้นทางและอยู่ชิดอ่าว) ถึงกับเซ็ง แถมอากาศก็หนาวสุดๆ มีลมแรง แต่ก็ไม่ทำให้ บรรดา photographolic (พวกบ้ากล้อง) ทั้งหลายถอดใจ ได้ถ่ายรูปกับประภาคารและสาหร่าย kelp เหนือคาบสมุทรก็ยังดี กลับมาในเมืองยังถ่ายรูปกับสถานีรถไฟที่สร้างสวยมาก ตอนเกือบ 3 ทุ่มอีก ถึงหน้าร้อนนิวซีแลนด์ครั้งนี้จะผิดจากที่คาดไว้มากเพราะมีฝนแล้วก็อากาศเย็น แต่พระอาทิตย์ก็ยังตกช้าและกลางคืนสั้น ตี 5 กว่าก็สว่างแล้ว กว่าจะมืดก็ 21.30 น. ทำให้เราได้กำไรเรื่องเวลาเที่ยว มื้อเย็นแวะกินอาหารเกาหลี เริ่มฉลาดที่สั่งแค่ 2 จานมากิน 3 คน (อาหารจานใหญ่มาก) น้ำชาเขียวหอมแบบแปลกๆ แต่ก็อร่อย (เพราะหิว) กลับมาแวะซื้อไข่ให้แม่ครัว (ที่ทำเป็นแค่เจียวกับต้ม) แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน

Christchurch (3 ธ.ค.49)



เหยียบสนามบิน Christchurch หนแรกก็ตื่นตาตื่นใจกับ ตม. รูปหล่อ (คราวนี้เริ่มฉลาด รวมพาสปอร์ตเป็นกลุ่มแล้วให้จุ๋ยไปยื่น เลยไม่ต้องถูกถามทีละคนเหมือนที่เมืองไทย) แต่พอถึงตอนตรวจเช็คกระเป๋า ยัยหมอปุ้มต้องไปตรวจแยกต่างหาก เพราะนำอาหาร (มาม่า หมากฝรั่ง) เข้ามาด้วย ซึ่งที่นี่เข้มงวดเรื่องการนำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์การเกษตรมาก แต่ก็ผ่านได้ด้วยดี พอผ่านด่านตรวจมาได้ก็แวะหยิบแผนที่แล้วรับรถเช่า ฝรั่งที่นี่พูดฟังยาก (ฟังก็ไม่ค่อยจะออกอยู่แล้ว) ดีที่ล่ามกิตติมศักดิ์ของเราเม้าท์กระจายก็เลยผ่านฉลุย
รถที่เช่ามาเป็น Toyota Camry สีบรอนซ์เขียว ที่กว่าจุ๋ยจะชินกับมันก็คงอีกหลายวัน เพราะเลี้ยวทีก็ปัดน้ำฝนที แถมยังเปิดแอร์และกระจกไม่เป็น (555 ขอบอก) แต่ก็เข้าใจว่าพี่แกขับแต่รถยุโรปก็เลยเป็นเงี้ย (และอาจจะคันก้นนิดหน่อยที่ต้องนั่งรถญี่ปุ่น) แต่ฝีมือขับก็ยังเหมือนเดิม คือเท้าซ้ายเบรก และเท้าขวาเหยียบคันเร่ง ทำเอาเราที่ทำหน้าที่เนวิเกเตอร์ต้องบอกว่าใกล้จะอ้วกแล้ว แทนที่จะบอกทาง และถึงมีแผนที่ก็ยังหลงกันอยู่ดี แต่คนขับคงกำลังสนุกก็เลยขับไปเรื่อยๆ ส่วนหมอปุ้มที่นั่งข้างหลังก็ดูวิวตามบ้านคนแล้วชมว่าสวยๆ อยู่ตลอดทาง ปล่อยให้เราปวดหัวอยู่คนเดียวว่าจะวิ่งไปออกไหนเนี่ย
ถึงที่พักจนได้ตอน 13.30 น. คืนนี้พักที่ garden city motel เป็นที่พักค่อนข้างสวยทีเดียว ห้องของพวกเราอยู่ชั้นบน ห้องนอนมี 2 เตียง หน้าห้องเป็นครัวมีเตียงเสริมของจุ๋ยอยู่ มาถึงคราวแรกก็แบ่งหน้าที่กันโดยเราเป็นแม่ครัว (ฮ่วย) ต้มมาม่าเจ้าปัญหาของหมอปุ้มให้พวกมันกินกันเป็นมื้อแรก หมอปุ้มเป็นคนล้างจาน ส่วนคุณชายจุ๋ยเป็นผู้บริโภค (อาจจะซวยกว่าเราที่เป็นแม่ครัวก็เป็นได้)
พักผ่อนกันแป๊บนึงก็ออกไปที่ cathedral square ในตัวเมืองกัน อากาศเริ่มเย็นลงแถมมีลมพัดแรง (ยัยหมอปุ้มทำท่าจะไม่สบาย) วนรถอยู่นานกว่าจะไปจอดได้ที่อาคารจอดรถใกล้ศูนย์อาหาร ทำให้พลาดดูขบวนแห่ที่ท่าทางจะน่าสนุก และบังเอิญที่วันนี้วันอาทิตย์ ร้านค้าจะปิดค่อนข้างเร็ว เลยไปเดินที่โบสถ์ Christchurch แล้วแวะซื้อโปสการ์ดส่งถึงเพื่อนๆ ก่อนรีบกลับไปเอารถที่อาคารจอดรถจะปิด 17.15 น.ขากลับที่พักแวะซื้อเสบียงที่ทีแรกกะจะเป็นมื้อเย็น เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ปิด แล้วก็ซื้อผลไม้ที่บางอย่างก็ถูก เช่น แอปเปิ้ลมาไว้กิน แต่พอขับรถผ่าน shopping mall ที่เปิด 24 ชั่วโมงก็เปลี่ยนใจ (เพราะกลัวต้องกินฝีมือแม่ครัว) แวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอาหารจีนที่ชามใหญ่และปริมาณเยอะมาก (เท่ากับพิเศษเมืองไทย 3 ชาม) ขนาดเราที่ถือคติท้องแตกดีกว่าของเหลือยังต้องหักใจลา และรสชาติก็ยังเค็มสุดๆ ซะอีกต่างหาก

Kia Ora New Zealand 2 - 11 ธ.ค. 49


จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวงวดนี้คือนิวซีแลนด์ เกาะใต้ ใช้เวลาทั้งหมด 10 วัน แก๊งค์ทัวร์ประกอบด้วย เรา จุ๋ย หมอปุ้ม เดินทางโดยสารการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เรากะหมอปุ้มออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่ 10.30 น. มีครอบครัวหมอปุ้มมาส่งด้วยความเป็นห่วง กว่าจะเดินทางได้เครื่องบินก็ delay ไปประมาณ 1 ชั่วโมง คือ 17.30 น. ทำให้จุ๋ยหัวหน้าทัวร์ของเราเครียดเล็กน้อยเพราะกลัวจะต่อเครื่องที่สิงคโปร์ไม่ทัน แต่อีก 2 สาวไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศกันหนแรก เลย enjoy eating กันสุดฤทธิ์ (กว่าจะไปถึงเสริฟอาหาร 3 รอบ) และน้องแอร์ฯ ก็หน้าตาจิ้มลิ้มกันทั้งนั้นถึงสิงคโปร์ตอน 20.30 น. วิ่งกันตุ้บตั้บไปเช็คตั๋วขึ้นเครื่อง เที่ยวนี้เห็นมีคนไทยแค่ 2 – 3 คน ไม่เจอกรุ๊ปทัวร์อย่างที่คิด ทีแรกเราตั้งใจจะหลับเอาแรงเยอะๆ แต่ก็เมื่อยขามากจนนอนไม่หลับ แถมยังต้องฟังคนนั่งขนาบข้างกรนกันอย่างน่าหมั่นไส้ กว่าจะถึงที่หมาย Christchurch ก็ตี 5 (11.00 น. นิวซีแลนด์)

Thursday, September 14, 2006

ทีลอซู-ทีลอเร (Picture)

ทีลอเร



ห้วยหินแดง

ทีลอซู-ทีลอเร (Part V)

ค่ำคืนที่หนาวเหน็บผ่านไป พวกเราทั้ง 8 พากันไปมุงกันที่โต๊ะในโรงอาหารกันแต่เช้าตรู่ รอให้พี่แสงพาไปถ่ายรูปจุดที่ ททท. ใช้ถ่ายภาพน้ำตกลงวารสาร ซึ่งต้องปีนเขาที่อยู่ด้านตรงข้ามกับน้ำตก เราได้แต่ถอนใจเพราะเจอทางชันอีกแล้ว นอกจากนี้ยังต้องปีนหน้าผาหินขึ้นไปจึงจะมองเห็นน้ำตกฝั่งตรงข้ามอยู่ลิบๆ พี่แสงก็ช่างไม่บอกกันเลยว่าช่างภาพ ททท. เขาให้เลนซ์ซูมสุดยอด ต่างกับกล้อง x2 ของเราดั่งฟ้ากับเหว แต่อย่างไรก็ตามก็สนุกสนานกันไปกับการถ่ายรูปหมู่กันจนหายเหนื่อย

หลังจากนั้นก็เดินทางกลับรีสอร์ท ยัยหมอปุ้มจะเมารถอีกหรือเปล่าเราก็ไม่ได้สนใจเพราะหลับเกือบตลอดทาง มาถูกปลุกให้ลงไปเที่ยวถ้ำตะโค๊ะบิใกล้ๆรีสอร์ท ซึ่งมีไกด์ตัวจิ๋ว ชั้น ป. 3 – 4 พาเข้าไป ภายในถ้ำกว้างขวาง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนพื้นค่อนข้างเรียบเป็นที่นั่งกรรมฐานของพระธุดงค์ ส่วนล่างว่ากันว่าเคยเป็นที่อยู่ของพวกคอมมิวนิสต์และใช้เก็บเสบียง อาวุธ เด็กๆ บอกว่าในถ้ำมีงูเจ้าที่ตัวใหญ่ 2 ตัว เลยผวาคอยมองตามซอกหินข้างทางบ่อยๆ ถ้ำด้านล่างนี่มีหินงอกหินย้อย ที่ไกด์น้อยบอกว่าเหมือนทีลอซู ทีลอเรจำลอง (ไม่เห็นจะเหมือนเลย) กลับไปกินข้าวเที่ยงที่รีสอร์ทแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมกลับ

พี่ศรีมาส่งพวกเราเพื่อรับตั๋วรถทัวร์ที่สถานีขนส่งแม่สอด หลังจากพาแวะน้ำตกพาเจริญ จากนั้นก็ไปแวะซื้อของที่ตลาดริมเมยตอนเกือบปิดตลาด ทำให้เราได้โอกาสซื้อของฝาก (ของคล้ายๆ กับที่หาดใหญ่) กับถามหาถั่วแป๊ะยีที่แม่สั่งซื้อ ซึ่งต้องไปเถียงกับคนขายตั้งนานเพราะที่นี่เรียกว่าถั่วแป๊ะจ่อ แถมยังก็มีถั่วแป๊ะหล่อที่ชื่อเหมือนกันอีก แต่ก็ซื้อของได้ไม่นาน เพราะยัยหมอปุ้มที่นั่งรถผ่าน 1,219 โค้งอีกครั้งทำท่าจะพับอยู่ตรงนั้น เลยต้องหิ้วมานั่งพักบนรถ อาหารเย็นนี้พี่ศรีพาพวกเราไปร้านอาหารที่สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จมาทรงเสวย ชื่อร้าน ข้าวเม่าข้าวฟ่าง ร้านนี้ตกแต่งแบบธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่ มีกล้วยไม้ ดอกไม้ประดับทั่วร้าน ในบึงน้ำยังปลูกบัวกระด้งอีกด้วย พวกเราไปถึงสถานีขนส่ง 21.00 น. หลังจากร่ำลาพี่ๆ IBM ขึ้นรถคนละคันแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ อย่างสวัสดิภาพ

ทีลอซู-ทีลอเร (Part IV)

วันรุ่งขึ้นต้องปลุกตัวเองตั้งแต่ตี 5 เพราะจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยหัวหมดกัน อากาศตอนเช้าเย็นนิดหน่อย และมีหมอกเต็มไปหมด ดอยหัวหมดเป็นเนินเขาหัวโล้นแทบไม่มีต้นไม้ขึ้น ท้องฟ้ามีเมฆมากจนคิดว่าไม่น่าเห็นพระอาทิตย์ ซึ่งก็จริงดังคิด แต่ทุกคนก็ไม่เสียเที่ยวงัดเอากล้องมาถ่ายรูปกันอย่างเมามัน หลังจากกลับมาที่รีสอร์ทก็ได้เวลาอาหารเช้าก่อนจะล่องแพไปที่ทีลอซู ครั้งนี้ไม่ต้องผ่านแก่งเราจึงพกกล้องไปด้วยอย่างมั่นใจว่าไม่เปียกแน่ ระหว่างทางมีน้ำตกให้เห็นประปราย ที่ใหญ่หน่อยก็เป็นน้ำตกทีลอจ่อ น้ำตกสายฝนที่ละอองน้ำสะท้อนกับแสงอาทิตย์เห็นเป็นสายรุ้งสวยมาก ส่วนที่เป็นหน้าผาริมน้ำส่วนใหญ่จะมีน้ำหยดลงมาและมีตะไคร่น้ำกับพวกกล้วยไม้เกาะอยู่จนเขียวครึ้มไปหมด ด้านบนหน้าผาก็เต็มไปด้วยต้นจันทน์ผา แหงนมองไปจึงเห็นแต่หินปูนสีขาวตัดกับท้องฟ้าสีเข้ม บางครั้งก็มีฝูงลิงมาให้เห็น พวกเราแวะขึ้นฝั่งที่บ่อน้ำพุร้อน เลยลงไปแช่หัวเข่าที่ใช้งานหนักตั้งแต่เมื่อวานจนรู้สึกดีขึ้น ผ่านผาเลือดที่เนื้อหินเป็นสีน้ำตาล พี่แสงบอกว่าบางเดือนจะมีน้ำไหลออกมาจากหน้าผาเป็นสีแดงคล้ำ เอาไปกินบำรุงร่างกายได้ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นพวกธาตุเหล็กมากกว่า ขึ้นจากแพและกินข้าวเที่ยงกันที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าผาเลือด จากนั้นรถ vego เจ้าเก่าก็พาเราลุยทางดินลูกรัง (โชคดีมากที่นั่งหน้า) ประมาณ 7 กม. คนที่นั่งด้านหลังจะได้รับแจก mask แล้วจะเอาอะไรคลุมหัวคลุมตัวกันก็ตามสะดวก พี่ศรีคนขับบอกว่ารถจะวิ่งได้หลังหน้าฝนช่วงเดือน ธค. แต่ปีนี้ฝนน้อยเลยเปิดให้รถวิ่งได้ช่วงเดือน พย. เส้นทางที่นี่นับว่าสุดยอดคือชันและแคบแถมยังฝุ่นฟุ้ง แน่นอนหมอปุ้มเจ้าเก่าก็เวียนหัวอีกเช่นเคย กว่าจะไปถึงทีลอซูพวกที่นั่งข้างหลังก็มีสภาพใกล้เคียงกับหมูชุบแป้งโกกิสีตุ่นๆ ถัวเฉลี่ยกับความลำบากของพวกผู้หญิงตอนไปฉี่ในป่าก็แล้วกัน


ทางทัวร์กางเต้นท์รอพวกเราไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากรอให้หมูโกกิทั้งหลายล้างเนื้อล้างตัวกันเสร็จ พวกเราก็พากันเดินไปที่น้ำตกทีลอซู โชคดีที่ทางไม่ชันและระยะทางแค่ 1.5 กม. ขนาดไม่ใช่หน้าฝนที่น้ำเยอะๆ ที่น้ำไม่ไหลลงมาพร้อมกันหมด มองเห็นแค่เป็นน้ำหลายสายเทลงมาจากหน้าผา น้ำตกทีลอซูก็ยังยิ่งใหญ่อลังการมากๆ มีป้ายบอกไว้ว่าสูงถึง 400 เมตร และกว้างขนาดสนามฟุตบอลหลายสนามต่อกัน พวกเราแวะถ่ายรูปตามชั้นต่างๆของน้ำตก กว่าจะรวมตัวกันให้พี่แสงพาปีนสูงขึ้นไปก็นานโขอยู่

ขากลับแวะถ่ายรูปบัวผุดที่ขึ้นอยู่ตามทางเดิน แล้วก็ไปอาบน้ำที่ต่อท่อมาจากน้ำตก หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ พวกเรากับพี่ๆ IBM ที่เริ่มสนิทกันมากขึ้นก็ออกมานั่งคุยกันหน้าเต้นท์ มีพี่แสงหรือพ่อรพินทร์ของพวกเรามานั่งคุยด้วย ฟังแกเล่าประสบการณ์เป็นคนนำทางกันเพลิดเพลิน จนง่วงจึงได้แยกย้ายกันไปนอน

ทีลอซู-ทีลอเร (Part III)

พวกเราทั้ง 4 คน คนนึงเดินสบายๆ พลางกินขนมที่ถือมาเป็นเสบียงไปเรื่อยๆ คนนึงก็มีเอ็นโดฟรินกับอะดรีนารีนในเลือดสูงจนน่าถีบ อีกคนใช้ไม้ค้ำพยุงร่างอย่างสุดแสนจะรันทด พลางนึกดังๆ ว่ากูไม่มาอีกแล้วว้อย ส่วนที่เหลือคือเราได้แต่ทำตาปริบๆ เหนื่อยจนพูดไม่ออก นึกถึงเพลง “ชั้นมาทำอะไรที่นี่.....” ของป๋าเบิร์ดขึ้นมาติดหมัด

ผ่านไป 2 ชั่วโมง ก็เริ่มเดินได้เรื่อยๆ เพราะทางไม่ค่อยชันแล้ว (แต่ยังเป็นทางขึ้นอยู่.......ฮ่วย) หรือว่าแรงเริ่มอยู่ตัว หรือว่าจะชินกับความเหนื่อย หรือว่าอะไรก็ช่างมันเหอะ ในที่สุดเราก็ไปสมทบกับคนอื่นๆ ที่รวมกลุ่มรออยู่ เจอหมอปุ้มนั่งหน้าแฉล้มกับแก๊งค์ IBM เลยบอกว่ากลับไป รพ. จะแฉให้หมดว่าเดินตามหนุ่มๆ ที่ไหนก็ไม่รู้ไปลิ่ว ทิ้งกันเฉยเลย แล้วก็อวดรูปที่ถ่ายระหว่างทาง หลังจากพักยัยหมอปุ้มก็เลยต้องทนเดินช้าๆ กับกลุ่มพวกเรา เดินไปได้ไม่นานก็แวะพักถ่ายรูปที่น้ำตกห้วยหินแดง ซึ่งค่อนข้างสวยและมีหลายชั้น ที่เรียกห้วยหินแดง เพราะลักษณะหินมีสีแดง แต่มองไม่ค่อยเห็นเพราะมีตะกอนและตะไคร่น้ำเกาะอยู่ พวกเรามาถึงเป็นพวกแรกๆ เลยได้ถ่ายรูปกันนานจุใจ พวกพี่ IBM ที่จ้ำตามควายกันตั้งแต่ทีแรกก็ผ่อนฝีเท้ารอๆ อยู่บ้างเพราะเห็นประโยชน์ของพวกเราที่น้ำตกห้วยหินแดง คือ ใช้พวกมันถ่ายรูปได้ ส่วนพี่แสงที่ต้องคอยดูกลุ่มพวกเราก็นั่งเหลาไม้ไผ่ เป็นไม้ค้ำ แก้วน้ำ และช้อนคนกาแฟไปพลางๆ ได้หลายสิบอัน

ต้นไม้ในป่าที่เดินกันมามีไม่ค่อยมาก ผิดกับสองฟากของแม่น้ำที่พวกเราล่องแพกันมาเมื่อวาน ส่วนใหญ่จะเป็นต้นไผ่ สาบเสือ ต้นปรงที่ขึ้นกระจัดกระจาย ต้นตะเคียนที่ถูกฝานเปลือกลำต้นออกแล้วเผาเป็นรอยไหม้ดำ ซึ่งพี่แสงบอกว่าเขาเอายางมันไปทำไต้จุดไฟ ต้นไม้อื่นๆ ก็เป็นต้นเล็กๆ สูงประมาณเอวที่ไม่ค่อยรู้จักชื่อ ต้นไม้ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นต้นซ่าน (น่าจะเป็นภาษาพื้นเมือง) ลักษณะเด่นของมันคือมีลำต้นสีน้ำตาลเข้มผิดกับต้นไม้อื่น ลูกสีเขียวขนาดประมาณแอปเปิ้ล พี่แสงบอกว่าผู้หญิงกินลูกของมันเข้าไปแล้วจะหน้าอกใหญ่ขึ้น แต่ต้องกินลูกที่มีขนาดเท่ากัน 2 ลูก ซึ่งพวกเราก็ตั้งชื่อให้ใหม่ว่าต้นอึ๋มเรียบร้อยแล้ว

กว่าจะพ้นเขตป่า พวกเราก็ต้องลอดดงหนามไผ่ซึ่งดันมาขึ้นเตี้ยๆ (กว่าเรา) แต่คงมีคนลอดมาเยอะแล้ว มันก็เลยมีลักษณะเป็นซุ้มโค้ง ทอดยาวไปสัก 100 เมตร สูงบ้างเตี้ยบ้าง พอพ้นออกไปก็เป็นทุ่งนา หมู่บ้านกระเหรี่ยง และไร่พริก พอตะโกนถาม(เพราะอยู่รั้งท้าย) ว่านี่พริกกะเหรี่ยงใช่มั๊ย ก็ได้ยินเสียงตะโกนตอบมาว่าให้ลองชิมดูสิ จากนั้นก็เดินกันอีกเป็นกิโลก็ถึงที่หมาย โดยมีส้มโอและโค้กเย็นๆ เตรียมไว้รอรับ ปริญญ์ซึ่งยังระรื่นอยู่นั่นเองก็กำหนดการลอยกระทงต่อไปในค่ำคืนนี้อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย

ขากลับพวกเราแวะตลาดอุ้มผางเพื่อซื้อกระทงกัน โดยไม่รู้ว่าทางรีสอร์ทเตรียมกระทงไว้ให้ลอยในแม่น้ำด้านหลังเรียบร้อยแล้ว พวกเราตกลงใจจ่ายค่ารถเพิ่มเพื่อไปเที่ยวงานลอยกระทงใน อ. อุ้มผาง (ห่างจากรีสอร์ทประมาณ 3 กม.) หลังจากอาบน้ำอาบท่าจนรู้สึกสดชื่นแล้ว ขบวนลอยกระทงก็พากันไปยังวัดประจำอำเภอ สถานที่จัดงานลอยกระทง ภายในงานก็มีกิจกรรมการแสดงของเด็กๆ ประกวดกระทง ดึกๆ จึงจะมีประกวดนางนพมาศ หลังจากไหว้พระกันแล้วพวกเราก็ไปหาซื้อโคมลอยมาจุด โดยสถานที่ลอยโคมอยู่ห่างจากวัด ต้องเดินผ่านหมู่บ้านที่ตามทางเดินจะมีเสาไม้ไผ่ปักเทียนเป็นระยะ บางบ้านจะจุดเทียนไว้ตรงบันไดขึ้นบ้านแต่ละขั้นดูสวยมาก โคมที่พวกเราซื้อมา 12 บาท พอไปถึงสถานที่จุดมีร้านขายแค่ 10 บาท ตัวโคมเป็นถุงพลาสติกลายขวาง หลายสี ใบใหญ่ประมาณถัง 100 ลิตร ปากถุงมีลวดขึงเป็นโครงรูปวงกลม และมีลวดเกี่ยวจากโครงมาที่แกนไม้ตรงกลาง 4 ด้าน ที่รูของแกนไม้จะใส่เชื้อเพลิงไว้ อุดด้วยเชือกขาวที่ใช้จุดไฟ เมื่อจุดแล้วควันจะลอยเข้าไปในถุงทำให้มันพองออกเรื่อยๆ หลักการเดียวกับบอลลูน ต้องใช้ 2 คนจับให้ถุงกางออก พอควันเข้าไปเต็มที่แล้วจึงค่อยปล่อยให้โคมลอยขึ้นไป โคมลูกแรกๆ พวกเรายังไม่ชำนาญ พอปล่อยก็ลอยขึ้นไปนิดนึงแล้วก็หล่นลงมาอีก ต้องไปจับมาทำให้พองใหม่ ทีแรกแบ่งคนเป็น 3 พวกอยู่ดีๆ คือ คนจุดโคม คนถ่ายรูป และคนดู แต่พอโคมไม่ลอยขึ้นก็เฮกันเข้ามาช่วยจับ พอโคมลอยขึ้นไปแล้วก็ต้องวิ่งหลบเชื้อเพลิงที่หล่นลงมาใส่กันอย่างวุ่นวายอีก

ขณะที่กำลังถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน อยู่ๆ เอกกับปริญญ์ก็โวยวายขึ้นมา เพราะเอกวานปริญญ์ถ่ายรูปตอนปล่อยโคม แต่พอย้อนกลับมาดูรูปที่ถ่าย แทนที่จะมีรูปเอกคนเดียว กลับมีเงาคนอีกคนที่ค่อนข้างชัดติดมาด้วย ก่อนที่จะเข้าสู่โหมดสยองขวัญ พี่ซวงก็สรุปว่าเป็นเพราะตั้งกล้องแบบ auto และมือสั่นขณะถ่าย รูปก็เลยเป็นภาพซ้อน ส่วนกล้องคนอื่นๆ รวมทั้งเราที่ตั้ง flash อยู่แล้วจะไม่เป็น เจ้าของกล้องที่หน้าซีดอยู่เลยรู้สึกดีขึ้น หลังจากปล่อยโคมกันจนหมด แต่ความมันยังคงค้างอยู่ พวกเราเลยซื้อโคมไปจุดต่อหลังลอยกระทงที่รีสอร์ท พวกพี่ๆ IBM ที่ไม่คิดจะลอยกระทงก็แยกเข้าห้องไป ส่วนพวกเราเดินตามพี่แสงไปลอยที่แพไม้ไผ่ริมแม่น้ำหลังรีสอร์ท มองไปยังท้องฟ้าไกลๆ เห็นโคมลอยเรียงเป็นแถวสวยมาก

ทีลอซู-ทีลอเร (Part II)

ไปถึงน้ำตกทีลอเรประมาณ 16.00 น. เป็นน้ำตกที่ไม่เหมาะจะเล่นมากๆ อยู่ริมแม่น้ำที่แพล่อง ถ้าจะเล่นน้ำต้องปีนขึ้นไปบนก้อนหินใต้น้ำตกที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ส่วนเลหรือหน้าผา เป็นก้อนหินเล็กๆ กว้างยาวประมาณ 1 x 1.5 เมตร ยื่นออกมาจากน้ำตกนิดนึง พวกเราเลยได้แต่ถ่ายรูปอยู่ในแพ คิดว่าถ้าเป็นหน้าฝนมีน้ำเยอะๆ คงสวยมาก

ที่พักของเราเป็นที่ราบริมน้ำ ก่อนถึงน้ำตกประมาณ 500 เมตร ขากลับจากน้ำตกเลยเป็นเรื่องลำบากของไกด์ เพราะต้องพายทวนน้ำ แถมยังมีตัวอ้วนๆ อยู่ในแพตั้ง 8 คน (ยัยปริญญ์หนักน้อยที่สุดคงเกือบ 50 กก.) เมื่อแพโดนน้ำพัดวนไปวนมาหนักเข้า พี่แสงเลยต้องพายไปใกล้ๆ ฝั่ง ตรงน้ำตื้น เอาเชือกผูกแพแล้วเดินลุยน้ำลากไป พอพ้นส่วนที่เป็นหน้าผาริมน้ำ ก็ปล่อยให้พวกเราเดินกลับที่พัก

พวกเรากลับถึงที่พักเป็นพวกแรกเพราะคนอื่นมัวแต่เล่นน้ำตกหรือก็ถ่ายรูปกันอยู่ เลยรีบชวนกันไปอาบน้ำที่ยังใสน่าอาบ ตอนนั้นช้างที่ใช้ขนสัมภาระมาบ้างแล้ว และที่โชคดีคือตอนล่องแพกลุ่มของเราไปกันช้าเลยไม่ทันช้าง ทำให้ต้องใช้แพเปล่าขนของมาให้ ข้าวของของพวกเราเลยมาถึงก่อนช้างที่ใช้เวลาเดิน 5 ชั่วโมง แล้วยังได้แพมาแทนลำที่รั่วไปอีกด้วย

อาบน้ำเสร็จก็กลับเข้าเต้นท์จัดข้าวของ เราได้เต้นท์ใหญ่นอนกัน 3 สาว ในเต้นท์มีถุงนอนกับหมอนเป่าลมให้คนละชุด อาหารเย็นเป็นผัดผักกูดที่พวกเราช่วยกันเก็บระหว่างพักล่องแพ เลยได้รู้ว่าผักกูดต่างกับเฟิร์นตรงที่ ผักกูดมีลำต้นสีดำก่อนจะเป็นก้านใบ (เหมือนต้นปรง) ส่วนเฟิร์นมีก้านใบโผล่ออกมาจากดินเลย ตอนเก็บก็โดนกำชับให้ดูดีๆ และเลือกเก็บใบอ่อนที่หงิกๆเป็นลานนาฬิกา เพราะถ้าเก็บได้เฟิร์นไปแทน กินแล้วจะท้องเสีย ซึ่งเราเก็บได้ต้น สองต้นก็เริ่มสยองเพราะเกือบทุกต้นจะมีแมงมุมขายาวทำรังอยู่ ถึงจะดูไม่น่ากลัว แต่เนื่องจากปริมาณมันเยอะ เลยถอดใจเดินกลับมานั่งในแพ ดูพี่ไกด์เก็บทีละเป็นหอบๆ

เสร็จจากอาหารเย็น ก่อนจะนอนก็ต้องเดินลุยป่าด้านหลังเต้นท์ ไปฉี่ แล้วก็ภาวนาว่าตอนกลางคืนอย่าได้ปวดฉี่เลย เพราะกว่าจะได้ที่เหมาะๆ ต้องเดินผ่านทุ่งหญ้าสูงท่วมหัว แต่คืนนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี และถึงเต้นท์ของพวกเราจะอยู่ใกล้แม่น้ำมากที่สุดแต่ก็ไม่หนาว แถมยังมีเสียงน้ำไหลคอยกล่อมอีก ทำเอาเราหลับรวดเดียวถึงเช้า ตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงเพื่อนร่วมเต้นท์บ่นว่าปลุกไปฉี่เป็นเพื่อนก็ไม่ยอมตื่นเลย

พูดถึงห้องน้ำธรรมชาติแล้ว คุณนายปริญญ์ของเราเนี่ยสมกับเป็นนักอนุรักษ์ เพราะเวลาเจ๊จะฉี่ต้องตักน้ำไปราดและเก็บกระดาษทิชชู่ที่ใช้แล้วกลับมาด้วยทุกครั้ง ขณะที่เราและคนอื่นๆ ทิ้งกันเกลื่อนบริเวณที่ปฏิบัติการ และในตอนเช้าที่ไปอีกครั้งถึงได้รู้ว่าทางเดินสบายๆ ก็มีให้เดิน ไม่ต้องลุยหญ้าไปอย่างเมื่อคืน

อาหารเช้าเป็นข้าวต้มที่กินเข้าไปนิดเดียวเพราะห่วงถ่ายรูป โดยที่เราไม่รู้ว่าความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า ไปแวะถ่ายรูปกับช้างที่ขนสัมภาระมาให้อย่างลังเล เพราะเราใส่เสื้อสีแดงแปร๊ด (ไม่แน่ใจว่ามันจะมีสัญชาติญาณควาย – ขวิดของแดง หรือเปล่า) แต่เชื่อว่าช้างพวกนี้ค่อนข้างชอบแกล้งคนทีเดียว เพราะเมื่อวานตอนอาบน้ำ มันก็มายืนกินน้ำอยู่ใกล้ๆ พอขึ้นจากน้ำและเช็ดตัวจนแห้งแล้วยืนมองตากันไปมา (ระหว่างคนกับช้าง) มันก็เอางวงดูดน้ำแล้วม้วนเข้าไปในปาก ทำแก้มป่องๆ เหมือนกำลังจะพ่นน้ำใส่ จนยัยหมอปุ้มร้องหวีดว้ายพอน่ารัก เพราะหนุ่มๆ IBM อาบน้ำอยู่แถวนั้นด้วย แต่เสร็จแล้วมันก็พ่นน้ำใส่ปากตัวเอง พร้อมทั้งเหล่มองอย่างสะใจที่ได้แกล้งคน (ว่าเข้านั่น)

มาถึงกำหนดการสุดหินของทริปนี้แล้ว นั่นคือการเดินกลับหมู่บ้านเซปะหละ ระยะทาง 28 กม. (ไกลสุดในชีวิตเลยเนี่ย) แถมตอนช่วงแรกเป็นการเดินขึ้นเขาที่ค่อนข้างชัน แค่ 10 นาทีแรกเราก็หอบแฮ่ก จนอยากปลอมตัวเป็นสัมภาระติดไปกับช้าง จาก 32 คนที่ทยอยกันเดิน ก็ค่อยๆ ทิ้ง ห่างไปเรื่อยๆ บางคนหยุดนั่งพักหน้าซีดจนต้องแบ่งยาดมให้ กลุ่มเรา 8 คน ก็มีเรากับเอก ที่ท่าทางจะ BMI มากกว่าเพื่อน รั้งท้ายอยู่ เอ๋มาคอยดูแลปิดท้ายขบวน จนในที่สุดเอกต้องใช้ไม้ค้ำ ส่วนเรากลัวว่าไม้จะมาเป็นภาระมากกว่าเลยไม่เอา ก็เดินๆ หยุดๆ ไปเรื่อย ส่วนยัยหมอปุ้มพออุ่นเครื่องได้ก็เดินลิ่ว และส่งเสียงเร่งมาเป็นระยะ จนเรารำคาญต้องบอกให้เดินไปล่วงหน้าไม่ต้องรอ ยัยปริญญ์เดินไปได้ระยะนึงหันกลับมาเพื่อน พ.ป. หายหัวกันไปหมด เลยต้องเดินกลับมาตาม พร้อมทั้งร้องเพลงให้กำลังใจและวิ่งไปมาอย่างร่าเริงจนน่าหมั่นไส้ว่าคุณเธอไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนกันฟะ