Monday, December 31, 2007

ซินจ่าว เวียตนาม 1 - 10 ธ.ค. 50 (Part I)

พวกเราเริ่มต้นทริปเมื่อวันที่ 30 พ.ย. เราเอารถไปจอดไว้ที่คอนโดจุ๋ย จากนั้นก็พากันไปกินอาหารเกาหลีกันใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้าอโศก เป็นการเอาฤกษ์เอาชัยด้วยอาหารดีๆ ก่อนเดินทาง เสียเวลารอ PM ที่ประชุมอยู่พักใหญ่กว่าจะได้กิน มีพี่ยี้มาแจมด้วยอีกคน ทำให้อาหารมื้อนี้มากไปด้วยปริมาณและความเฮฮา เสียอยู่อย่างที่กลิ่นเนื้อย่างติดกับเสื้อผ้า โดยเฉพาะกางเกงยีนส์ที่กะจะใส่แล้วใส่อีก อิ่มหนำกันดีแล้วก็พากันกลับคอนโดที่เจ้าของห้องเตรียมขัดห้องน้ำไว้ให้ (นอน) แต่ในที่สุดเจ้าตัวเองก็ต้องระเห็จลงไปนอนที่พื้น ปล่อยให้ 2 สาวครอบครองเตียงแบบเต็มพื้นที่แทน

1 ธ.ค. 50
นอนได้ไม่ทันไรก็ต้องรีบตื่นตอนตี 3 แล้วก็ขึ้นรถไปถึงสุวรรณภูมิตี 5 ระหว่างรอเคาน์เตอร์เปิดก็เห็นคณะทัวร์คนไทยที่จะเดินทางด้วยเที่ยวบินเดียวกันเยอะแยะไปหมด เมื่อเปรียบเทียบขนาดกระเป๋าเดินทางกันแล้ว นับว่าพวกเราสามารถไปกันได้เป็นเดือน คราวนี้เสียท่าเพราะงัวเงียไปหน่อย ดันใส่โลชั่นทาผิวขวดใหญ่ไว้ในเป้ที่เอาติดตัวขึ้นเครื่อง เลยถูกยึดไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนจุ๋ยทำตัวเป็นชาวต่างประเทศตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่องเพราะไม่ได้ยินภาษาไทยที่เจ้าหน้าที่พูดด้วยทีแรก เขาเลยต้องพูดซ้ำด้วยภาษาอังกฤษ นั่นแหละจุ๋ยถึงเข้าใจ

เครื่องออกเวลา 7.55 น. เพิ่งรู้ว่าเครื่องบินของแอร์เอเชียไม่ได้มารับที่ gate แต่เราต้องนั่งรถบัสเพื่อไปขึ้นเครื่องอีกทีหนึ่ง และแก้งค์ทัวร์อาอึ้มทำเอาพวกเราพลัดกัน หมอปุ้มไปรถบัสคันแรก ส่วนเรากับจุ๋ยไปคันที่ 2 เลยเป็นหน้าที่ของหมอปุ้มจองที่นั่งให้บนเครื่อง

พวกเราถึงสนามบินนอยไบของเวียตนาม 9.50 น. เราได้แต่เดินวนไปเวียนมาเพื่อมองหาคนจากโรงแรม Ngoh Minh ที่จะมารับเรา แต่หลังจากรออย่างไร้วี่แววประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป พวกเราเลยต้องเลิกหวัง ได้แต่เรียกแท็กซี่เข้าเมืองกันเอาเอง

จากที่อ่านหนังสือมา ค่ารถแท็กซี่เข้าฮานอยจากสนามบินราคา 10 $ แต่ตอนเราไปถาม กลายเป็น 12 $ ต่อรองแล้ว ดูเหมือนว่าคนขับ (และพวกเรา) จะไม่เข้าใจ และใช้วิธีการเปิดมิเตอร์แทน ทำเอาเราใจไม่ดีว่าจะโดนโก่งราคาอยางที่หลายๆ คนโดนมาหรือเปล่า

นอกจากจะไม่สบายใจเรื่องราคาค่ารถแล้ว นั่งๆ มารู้สึกได้เลยว่าพ่อคนขับจะบีบแตรตลอด ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์จะเยอะสุดๆ แต่ก็เหมือนบีบแตรพร่ำเพรื่อจนแสบแก้วหู พอมาถึงแยกที่ไม่มีไฟแดง ดูเหมือนว่ารถจากทุกแยกจะพร้อมใจกันออกมา แต่ไม่ยักชน มีแต่เสียงแตรดังต่อเนื่องยาวนาน ได้แต่บอกพรรคพวกว่าถ้าขับรถเองในฮานอยซัก 2 วัน สงสัยจะเส้นเลือกสมองแตก!!

นึกถึงหนังสือนำเที่ยวที่อ่านก่อนมา คนเขียนใช้วิธีเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยวเอง แล้วก็บอกเทคนิคการขี่ไว้อย่างน่าทึ่งว่า “จำไว้ อย่าชนใคร ไม่ต้องกลัวใครจะชนเรา มองข้างหน้าลูกเดียว อย่าเหลียวซ้ายขวาหรือหลังให้เสียสมาธิเปล่า อย่าชนใคร ไม่ต้องกลัวใครจะชนเรา”

พอมาถึงโรงแรม เรื่องที่เราคิดไว้ก็เป็นจริง เมื่อมิเตอร์แท็กซี่ขึ้นมาเยอะมาก ดีที่จุ๋ยขึ้นไปต่อว่าทางโรงแรมที่ไม่ส่งคนมารับแล้วก็เลยถือโอกาสบอกให้เขาต่อราคาค่าแท็กซี่ให้จนได้ 10 $

ที่พักในโรงแรม Ngoh Minh กว้างขวางใช้ได้ ในห้องใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักออกแนวจีน ดูแปลกตา สำหรับวันนี้เราขอเปิดห้องแบบครึ่งวัน และจะฝากกระเป๋าไว้ส่วนหนึ่งก่อนจะเดินทางไปซาปาในตอนเย็น

พักกันครู่เดียว จุ๋ยก็พาเดินไปกินเฝอร้านอร่อยที่ต้องเดินผ่านย่านขายของจำพวกเป้ กระเป๋าเดินทาง และงานฝีมือต่างๆ ทั้งผ้าพันคอ และกระเป๋า ให้เล็งไว้ว่าขากลับจะซื้ออะไรฝากพรรคพวกดี นับว่าเลือกทำเลของโรงแรมได้ไม่เลวทีเดียว

อากาศค่อนข้างเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาว และทิวทัศน์ข้างทะเลสาบคืนดาบหรือทะเลสาบ Hoan Kiem ตามเส้นทางที่เราเดินไป ให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ แต่ถ้าเรายกกล้องขึ้นถ่ายรูป ก็จะมีคนเร่เข้ามาขายสินค้าเพราะแน่ใจแล้วว่าเป็นต่างด้าว ส่วนผู้นำทริปชาวสิงคโปร์ของพวกเราสงสัยจะหิวเลยเดินดุ่ยๆ ไม่เปิดโอกาสให้ถ่ายรูปมากนัก

ร้านเฝอ 24 (Pho 24) เป็นร้านอาหารที่มีบรรยากาศผิดกับร้านเฝอริมฟุตบาทที่มีม้านั่งพลาสติกวางเรียงรายให้นั่งยองๆ กินกัน ถ้าเปรียบกับเมืองไทยคงประมาณซื้อพิซซ่าในตลาดนัดกินอันละ 25 บาทกับเข้าไปกินพิซซ่าที่พิซซ่าคัมปะนีกระมัง ส่วนราคาอาหารมื้อนี้เราจ่ายกันไปแค่ 2 แสนกว่าด่อง (1 บาท ประมาณ 450 ด่อง) ซึ่งท่านผู้นำให้ความเห็นว่าความสะอาดมันต่างกัน (กะไว้แล้วเชียวว่าในใบโฆษณาทัวร์ของจุ๋ยที่บอกว่า have lunch at road-side restaurant มันเป็นอย่างนี้นี่เอง)

จากนั้นเราก็เดินกันไปเรื่อยๆ ผ่านโบสถ์ดังของเมือง (จำชื่อไม่ได้แล้ว) ถ่ายรูปได้แป๊บเดียว สายตาก็ไปปะกับร้านของทอดประเภทปอเปี๊ยะ ซาลาเปาทอด เลยได้โอกาสนั่งกินแบบยองๆ ติดดินกะเขาบ้าง นั่งมองรอบด้าน มีทั้งคนหาบผลไม้ที่หมอปุ้มเห็นแล้วน้ำลายไหล รถจักรยานที่กระจาดด้านหลังคนขี่มีสารพัดของที่ขาย อย่างผลไม้ ผัก หรือดอกไม้ ไม่กล้าถ่ายรูปจะๆ เพราะรู้มาว่า ที่เวียตนามนี่ถ่ายรูปมั่วไม่ได้ เพราะเขาอาจเรียกเงินค่านายแบบนางแบบกับเราทีหลัง มีอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้สาวๆ ในทริปดูต่างด้าวไปทันที ก็คือสาวเวียตนามทั้งสาวใหญ่ สาวน้อย ต่างก็มีหุ่นกระทัดรัด เอวคอดกิ่ว และใส่เสื้อผ้ารัดรูป ให้เห็นกันทั้งเมือง

หลังจากนั้นเราก็เดินทอดน่องไปถ่ายรูปในสถานที่ใกล้ๆ เช่น อนุสาวรีย์จักรพรรดิ์ Ly Thai To หรือ Le Loi เจ้าของตำนานทะเลสาบคืนดาบ อนุสาวรีย์ทหารกล้า (ทำไมมีรูปปั้นผู้หญิงรวมอยู่ด้วยก็ไม่รู้) และวัด Ngoc Son ที่อยู่ติดกับสะพานแดงที่ถือเป็น high light ที่เล็งไว้แล้วว่าจะต้องมาถ่ายรูป แต่พอมาถึงจริงก็มี wedding studio มาถ่ายบนสะพานซะอีก เราเลยต้องรอให้สะพานคนน้อยลง จากนั้นแก้งค์บ้ากล้องก็เริ่มงาน พอเริ่มเบื่อนั่นแหละถึงได้ไปสนใจวัด ซึ่งไม่แตกต่างจากศาลเจ้าจีนใหญ่ๆ ในเมืองไทย เพราะว่ามีพวกเครื่องสักการะต่างๆ ที่ต่างออกไปคงจะเป็นเต่ายักษ์สีทองหน้าเหมือนแมวน้ำ ตามตำนานของทะเลสาบคืนดาบที่ว่าสวรรค์ได้ประทานดาบกายสิทธิ์ให้แก่จักรพรรดิ์ Ly Thai To เพื่อปลดแอกเวียตนามออกจากจีนจนสำเร็จ หลังจากนั้นเมื่อจักรพรรดิ์ล่องเรือสำราญในทะเลสาบนี้ ก็มีเต่ายักษ์ทองคำ ว่ายขึ้นมาแล้วกระโดด? คาบเอาดาบกายสิทธ์หายไปในน้ำ เป็นการทวงดาบคืนสู่สวรรค์

ตอนที่เรามาถึงสนามบิน แลกเงินด่องเป็นเงินกองกลางเพียง 100 $ แต่ทั้งพจและหมอปุ้มยังจะต้องซื้อเป้ขนาดค่อนข้างใหญ่เพื่อใส่เสื้อผ้าแบ่งไปใช้ที่ซาปา ทำให้เราต้องเสียเวลาเดินหาที่แลกเงินซึ่งหาได้ยากมากในวันเสาร์เช่นนี้ แต่ในที่สุดก็แลกได้ที่ tourist center ที่มีเคาน์เตอร์แลกเงินในอัตราที่ต่ำกว่าปกติ แต่มีข้อดีตรงมี internet ให้ใช้ฟรี เลยได้ส่ง mail ให้อ๋อยโทรกลับบ้านให้

เมื่อมีเงินแล้วก็ต้องนำไปจับจ่าย ร้านขายกระเป๋าแถบนั้นเป็นอะไรที่เยอะมาก แต่ดูไปดูมาเราก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถูกใจ จนไปถึงร้านหนึ่ง (สุดท้าย) เจ้าของร้านพูดไทยได้ แต่ต่อราคาไม่ยักได้ถึง 80% อย่างที่หนังสือเขียนไว้ ...คาดว่าถ้าต่อแบบนั้นจริงคงไม่ได้เป้ แต่จะได้รองเท้า (ของเจ้าของร้าน)แทน ในที่สุดเราก็ได้เป้ North face ขนาด 55 ลิตร มาในราคา 10 $ (ไม่ต้องใช้เงินด่องซื้ออีกต่างหาก)

กลับมาโรงแรมพอมีเวลาให้อาบน้ำและออกไปหาข้าวเย็น มื้อนี้ก็เป็น road-side restaurant อีกเช่นเคย พวกเราเลือกร้าน Bunta ที่เน้นอาหารเส้น “บุ๋น” หรือคล้ายๆ ขนมจีนบ้านเรา สั่งบุ๋นจ๊ะ ที่คนเขียนหนังสือชอบนักหนามากินก็รู้สึกอร่อยดี แต่หันไปมองโต๊ะข้างๆ โอ้..แม่เจ้า นั่นมันหอยโข่ง!?! เค้านั่งกินกันอย่างน่าอร่อย เสียดายที่กระเพาะค่อนข้างเต็มแล้ว เลยไม่ได้ยุเสี่ยจุ๋ยให้สั่งมากินบ้าง

จะว่าไปแหนมเนืองของที่นี่ (ร้านไฮโซอ่ะนะ) ที่พวกเราสั่งมากินกัน มีเครื่องน้อยกว่าที่เมืองไทย คือมีแค่ ผักกาดหอม กระเทียม กล้วยดิบ และผักพื้นเมืองอีก 2 – 3 อย่างเท่านั้น ส่วนหมูก็เป็นหมูย่างชิ้นใหญ่หั่นตามยาว ขนาดเท่าแตงกวาที่กินกับไส้กรอก ไม่ใช่หมูย่างเสียบไม้เป็นก้อนกลมๆ อย่างที่เคยกิน ส่วนแผ่นก๋วยเตี๋ยวนั้นสุดยอดคือไม่ได้ชุบน้ำเปียกหมาดๆ แบบบ้านเรา เป็นแผ่นแข็งปังเวลาเคี้ยวเหมือนกลืนถุงพลาสติกยังไงยังงั้น ยังดีที่บางส่วนของพลาสติก เอ๊ย แผ่นก๋วยเตี๋ยวถูกน้ำจิ้มหวานๆ เปียกพอนิ่มบ้าง

กลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง คราวนี้ทางโรงแรมเรียกรถแท็กซี่พาพวกเราไปที่สถานีรถไฟ โชคดีที่คนของโรงแรมพาพวกเราไปส่งถึงตู้รถเลย เพราะการเดินทางด้วยรถไฟที่เวียตนามนี้ยุ่งยากกว่าเมืองไทยโขอยู่ ทั้งการตรวจตั๋วที่สถานี อาคารหลายอาคาร และชานชาลาที่มีรถจอดอยู่หลายขบวน มองดูแล้วก็งงๆ แต่การเดินตามไปอย่างเร่งรีบทำให้หมดโอกาสถ่ายรูปสถานีรถไฟอย่างที่นึก

ตู้นอนบนรถไฟ (ชั้น1 ประสาไฮโซ) แบ่งเป็นห้องๆ ห้องละ 4 เตียง มีเตียงบน – ล่าง ฟูกเนื้อหนาและผ้านวม ดีกว่ารถไฟตู้นอนชั้น 2 (ที่เราเดินทางประจำ) ของเมืองไทยมาก ส่วนตู้นอนอื่นๆ ในขบวนก็มีเตียงต่างกันไปตามราคา อย่างเช่น ห้องที่มีเตียง 6 เตียง (3 ชั้น) จุ๋ยมองเห็นแล้วถึงกับค่อนว่าเหมือนห้องเก็บศพ

ให้เวลาหมอปุ้มกับจุ๋ยตื่นเต้นกับรถไฟตู้นอนกันพักหนึ่ง (ไม่เคยขึ้นรถนอนกันทั้งคู่) ปัญหาก็มาถึงว่าอีกเตียงบนที่ว่างใครจะ(กล้า)มานอนกับพวกเรา ก่อน 21.30 น.เวลารถไฟจะออกแป๊บเดียว คุณลุงชาวเวียตนามก็เข้ามาในห้อง เลยเป็นหน้าที่ไกด์และล่ามของเราที่จะเจรจาต้าอ่วย ได้ความว่า คุณลุงเป็นข้าราชการ ดูจากโหงวเฮ้งและอายุน่าจะเป็นข้าราชการชั้นสูงอยู่ แกจะไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องของ WTO ในจังหวัดที่เลยซาปาไป แถมลุงยังมีภรรยาเป็นเภสัชกรด้วย เลยคุยกันได้เป็นนาน จุ๋ยได้โอกาสทับถมว่าที่เวียตนามมีชายหาดสวยๆ เหมือนเมืองไทยบ้างหรือเปล่า เราต้องเอามือ (ก่อนที่จะเป็นเท้าของลุง) สะกิดว่าเปลี่ยนเรื่องเหอะ พอเปลี่ยนเป็นถามว่าลุงคงไปต่างประเทศบ่อย เลยได้คำตอบว่าแกไปมา 50 กว่าประเทศแล้ว ทำเอาพ่อหนุ่มนักเดินทางของเราถึงกับอึ้ง แต่อย่างไรก็ดี ลุงอุตส่าห์ให้กำลังใจว่า so young ไม่รู้ว่ายังมีเวลาที่จะไปอีกเยอะ หรือจะแปลแบบเราที่บอกจุ๋ยว่า 20 กว่าประเทศแบบเอ็งอ่ะ ...เด็กๆ เฟ้ย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอาหารการกินบ้าง คุณลุงบอกว่า ถ้าจะกินเฝอ รสชาติของฮานอย ให้ไปกินที่ร้าน square pho ส่วน pho 24 ที่เราไปกินกัน รสชาติจะออกไปทางใต้ เหมือนทางกรุงโฮจิมินห์มากกว่า

พอรถออกพวกเราเริ่มแยกย้ายกันนอน ได้ที่นอนหนา ค่อนข้างแข็ง แถมมีผ้านวมให้แบบนี้ แป๊บเดียวเราก็หลับแบบไม่ใส่ใจเสียงกรนรอบข้าง มาตื่นอีกทีก็เกือบถึง แต่พอเห็นห้องน้ำแล้วแทบร้องไห้ เพราะตู้หนึ่งจะมีห้องน้ำ 2 ห้อง ที่หัวตู้และท้ายตู้ ห้องนึงก็เต็มไปด้วยกระดาษทิชชูในชักโครก ส่วนอีกห้องหนึ่งก็น้ำไม่ไหล ต้องกลั้นใจฉี่ทับไปแบบเซ็งๆ

Tuesday, November 20, 2007

ทริปกระบี่ (Part III)

มาถึงวันสุดท้ายของการเที่ยวจนได้ ตอนเช้าหลังจากที่จุ๋ยเสนอว่าจะไปกินอาหารพื้นเมืองกัน แต่เดินไปแล้วร้านยังไม่เปิด มาเจอร้านน้ำชาที่มีติ๋มซำท่าทางน่าอร่อยและคนกินเพียบแทน เลยได้กินข้าวยำ หมี่ซั่ว และสารพัดติ๋มซำกันอีกครั้ง ร้านนี้อร่อยกว่าร้านที่เรากินกันในวันแรก แต่ไม่มีเข่งติ๋มซำเพราะเขาใส่ในถ้วยน้ำจิ้มใบเล็ก ส่วนปาท่องโก๋จิ้มสังขยาก็อร่อยจนต้องสั่งมาเป็นจานที่ 3
โปรแกรมเช้านี้คือไปวัดถ้ำเสือ ทีแรกไม่ค่อยเชื่อน้องที่นั่งรถทัวร์มาด้วยกันเท่าไหร่ว่าต้องไต่บันไดขึ้นไปพันกว่าขั้น พอไปถึงเข้าจริงๆ ก็เจอป้ายบอกว่า 1,237 ขั้น มองเห็นเจดีย์อยู่บนยอดเขาลิบๆ เลยตกลงกับอ๋อยว่าพวกเราขึ้นไปกันแค่พอเหนื่อยละกัน (60 ขั้นเห็นจะได้) ไปได้ซักพักก็ได้จุ๋ยที่เป็นโรคกลัวความสูงมาเป็นแนวร่วมอีกคนนึง ถ่ายรูปกันพอประมาณก็เดินเล่นกันอยู่ข้างล่าง ปล่อยให้เอ๋กับหมอปุ้มขึ้นไปเป็นผู้พิชิตยอดเขากัน 2 คน
วัดถ้ำเสือเดิมเป็นสำนักปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์สายวิปัสนา เป็นวัดที่อยู่ริมเพิงผา มีถ้ำอยู่มากมาย และมีเสืออยู่ในถ้ำ มีพระพุทธรูปหยกขาวศิลปะพม่าที่นำมาจากกรุงมัณฑะเลย์ และพระโพธิสัตว์กวนอิม
หลังจากหมอปุ้มกับเอ๋กลับลงมาแล้ว เราก็ไปต่อกันที่สระมรกต (unseen) ที่มองเห็นน้ำใสเหมือนมรกตและเปลี่ยนสีได้ตามช่วงเวลาของวัน ว่ากันว่าน้ำที่ไหลลงสระเป็นน้ำกระด้าง ซึ่งมีผลต่อการตกตะกอนของเกลือหลายชนิด และมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชน้ำ ทำให้น้ำในสระใสและไม่มีต้นพืชขึ้นอยู่เลย โชคดีที่คนไม่เยอะมากเพราะเป็นสระขนาดไม่ใหญ่ พอมีที่ให้ว่ายไปมาได้ เรากับอ๋อยที่ไม่ลงน้ำเลยทำหน้าที่เป็นตากล้องอีกครั้ง ที่เที่ยวสุดท้ายของทริปนี้คือน้ำตกร้อน (unseen) ที่ทุกคนพร้อมใจกันลงรวมทั้งอ๋อย เพราะเป็นโอกาสจะได้อาบน้ำก่อนกลับบ้าน น้ำตกร้อนเป็นน้ำตกสูงประมาณ 3 เมตร มี 3 ชั้น มีลักษณะพิเศษคือแต่ละชั้นมีแอ่งให้แช่ตัวได้ คล้ายอ่างอาบน้ำ มีแร่กำมะถันเจือจางเป็นส่วนประกอบ แช่ไปทีแรกก็ร้อน แต่พอชินเข้าก็ลงแช่ได้ทั้งตัว รู้สึกสบายจนไม่อยากขึ้น แต่ก็เชื่อฟังป้ายที่บอกว่าไม่ควรแช่นานเกิน 20 นาที
หลังจากนั้นพวกเราก็ให้พี่มาหมาดพาไปซื้อของฝาก ได้เป็นเต้าส้อและผลิตภัณฑ์กุ้งต่างๆ เวลามีฉิวเฉียดก่อนรถจะออกตอน 17.00 น. เลยทำได้แค่กินบะหมี่คนละชาม แล้วเราก็ขึ้นรถกรุงเทพฯ – พังงา? กลับ สงสัยว่าขากลับคนคงจะเยอะ รถที่ออกก็เลยกลายเป็นรถพังงาด้วยอีกคัน มาถึงสายใต้ใหม่ 4.30 น. แวะเข้าห้องน้ำก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงาน หรือ นอน(อย่างเรา) ต่อไป
กลับถึงบ้าน 6.30 น. ค่าใช้จ่าย 5,983 บาท/คน 16-18 พ.ย. 50

ทริปกระบี่ (Part II)

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการตื่นก่อนและทยอยปลุกเรียงตัว วันนี้พวกเราออกไปกินข้าวกันที่ตลาดสดไม่ไกลจากโรงแรมอีกเหมือนกัน ในตลาดมีร้านขนมจีน ข้าวแกง ข้าวหมกไก่ ไก่ทอด ฯลฯ ให้เลือกซื้อกันตามสบายแล้วเอามานั่งกินกันตรงโต๊ะที่เขาจัดไว้ให้ ร้านชา กาแฟที่นี่ขายตั้งแต่เช้ายันดึก ตอนเช้ามีปาท่องโก๋ ข้าวเหนียวไส้กุ้ง และข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ห่อใบตองใส่ตะกร้าไว้ให้กินกับกาแฟอีกด้วย
กะไว้แล้วเชียวว่าทัวร์ต้องแจ้งคนขับรถตู้ที่เราเช่าไว้ว่าออก 9.00 น. เลยโทรตาม ซึ่งกว่ารถตู้ที่มีคุณมาหมาดเป็นคนขับจะมารับก็เกือบ 8.30 น. เลยต้องบอกเวลากันใหม่ว่าพรุ่งนี้ขอเป็นออก 8.00 น.เพราะพวกเราจะต้องกลับกันเวลา 17.00 น.
ความจริงพวกเรากะว่าจะเช่ารถและขับกันเอง แต่ติดปัญหาที่ว่าสมาชิกแต่ละคนตัวไม่ใช่เล็ก รถจึงต้องใหญ่ขนาด Toyota altis ขึ้นไป แต่ปรากฏว่ารถที่ว่างให้เช่ากลับเป็นพวกรถเล็ก เช่น Jass Civic และ Vios ส่วนรถรุ่นใหญ่ๆ เช่น camry หรือ fortuner ก็ราคาพอๆ กับรถตู้ที่มีคนขับให้ เราก็เลยเลือกรถตู้พร้อมคนขับที่เช่ารวมกับน้ำมันรถด้วย แต่ต้องระบุเส้นทางที่จะไปแทน

พี่มาหมาดออกตัวว่าเพิ่งจะมารับพาทัวร์ที่กระบี่ไม่นาน เลยไม่รู้จะแนะนำที่เที่ยวตรงไหน แต่พาไปถูกเพราะเป็นคนกระบี่ ซึ่งตามโปรแกรมของเราที่แรกที่จะไปคือ คลองสองน้ำ (unseen) แต่ไปถึงก็ต้องผิดหวังเพราะเป็นช่วงน้ำลง ไม่สามารถพายคายัคในคลองได้ เลยได้แต่เดินตามเส้นทางป่าพรุธรรมชาติ ดูต้นไม้พลาง ทำท่าเป็นนักนิเวศวิทยาไปพลาง
คลองสองน้ำมีลักษณะพิเศษคือ ถ้าน้ำทะเลลดก็จะเป็นน้ำจืด เมื่อน้ำทะเลขึ้นก็จะเป็นคลองน้ำเค็ม
หลังจากนั้นเราก็ไปอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อ.อ่าวลึก มีสระโบกขรณีซึ่งเป็นสระขนาดใหญ่ และต่างระดับกันทำให้มองเห็นคล้ายน้ำตกเตี้ยๆ น่าเสียดายที่น้ำเป็นสีโคลน เวลาถ่ายรูปเลยดูไม่ค่อยเหมือนพวกกินนอน 5 ตัว อยู่ข้างสระ
เราไปกันต่อที่ถ้ำลอดและถ้ำผีหัวโต โดยต้องนั่งเรือไป มีเรือหางยาวที่จุคนได้เป็นสิบกับเรือคายัคที่ต้องพายไปกันเอง พวกเราเลือกเรือหางยาวที่ถูกกว่าเป็นเท่าตัวเพื่อไปดูภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำผีหัวโต ผ่านถ้ำลอดที่เป็นหินงอกหินย้อยเป็นโพรงให้เรือลอดผ่าน หลังจากเดินและปีนป่ายดูรูปในถ้ำผีหัวโตพอประมาณก็พักกินข้าว พี่คนขับแนะนำร้านให้ ชื่อร้าน แหลมสักซีฟู้ด บรรยากาศดีทีเดียว แถมพวกเรายังได้กินอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยชักตีน ที่มีในไม่กี่จังหวัด เช่น กระบี่ พังงา ภูเก็ต
มื้อเที่ยงนี้ทำเอาพวกเรามีแรงเที่ยวกันอีกครั้ง หลังจากพลาดหวังจากพายคายัคตอนเช้า โปรแกรมตอนบ่ายที่จะไปน้ำตกห้วยโต้ที่อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา เลยเปลี่ยนเป็นพายคายัคที่อ่าวท่าเลนแทน
ไปถึงเรือคายัคจำนวนมากมายรอพวกเราอยู่ ซึ่งเจ้าของก็อธิบายเส้นทางพาย ดูๆ ไปก็ไม่น่ายาก แต่คิดถูกจริงๆ ที่จ้างไกด์ไปด้วย พวกเราเช่าเรือ 3 ลำ คนที่พายเรือเป็นอย่างเรากับจุ๋ยแยกกัน มีหมอปุ้มไปกับจุ๋ย และเราไปกับเอ๋ ส่วนอ๋อยไปกับไกด์
งานนี้อ๋อยได้แต่นั่งนิ่งๆ ไม่กล้าขยับตัวเพราะว่ายน้ำไม่เป็น เอ๋มีพักถ่ายรูปเป็นระยะ ทำให้ลำของเรารั้งท้าย พวกเราพายผ่านหน้าผาหินเข้าไปใน lagoon ที่ร่มรื่น ลมเย็นๆ กับทิวทัศน์รอบด้านทำเอาลืมเมื่อย แวะพักหาดทรายที่เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ไกด์บอกว่าโดนซึนามิกับเค้าด้วย เหลือแต่โครงไม้เอาไว้
จากนั้นพายต่อไปตรงที่ห้อมล้อมด้วยผาหินที่เรียก canyon ช่วงหลังนี่เอ๋พักถ่ายรูปบ่อยเลยชักเมื่อยมือที่ต้องจ้ำคนเดียวตามลำอื่น มีอ๋อยหันมาแซวบางครั้ง แต่ก็ถูกแซวกลับว่าเป็นขบวนแห่ที่มีพระสังกัจจายน์นั่งหน้า ทำเอาอ๋อยค้อนทำปากหมุบหมิบสรรเสริญเพื่อนๆ

ที่ป่าข้างทางมีฝูงลิงให้เห็นบ้าง แล้วก็มีปลาปักเป้าขึ้นมาหายใจด้วยท่าทางแปลกๆ ทำเอานักท่องเที่ยวอย่างพวกเราสรุปว่ามันจะตาย แต่ไกด์บอกว่าขึ้นมาหายใจ (แบบเอียงๆ และพะงาบๆ) จากนั้นเราพายผ่านรูปปลาโบราณริมหน้าผา เข้าคลองเล็กคลองน้อย จนกลัวว่าคอเอ๋จะไปเกี่ยวกับต้นแสมริมน้ำต้นใดต้นหนึ่ง สักพักลำของอ๋อยที่นำหน้าก็สั่งให้ถอยเพราะไปเจอน้ำตื้น ลำอื่นๆ ได้แต่หัวเราะกันหึๆ ที่เห็นอ๋อยเกยตื้น แต่ก็ถอยคายัคกลับกันด้วยความยากลำบาก
ผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมงที่บากบั่นพายกันไป จากทีแรกเราคิดว่าค่าเช่าเรือแพงโคตร คือ ลำละ 500 คราวนี้เรียกได้ว่าคุ้มจริงๆ แต่ก็สนุกมากจนลืมเรื่องแขนที่ยกแทบไม่ขึ้นหลังจากนั้น
ร้านอาหารเป้าหมายเย็นนี้ชื่อร้านเรือนไม้ ที่คนรู้จักของหมอปุ้มแนะนำมาอีกที ตัวร้านอยู่ค่อนข้างไกลจากที่พัก ดีที่ว่าเราให้รถตู้มาส่งก่อนโดยยอมกินข้าวกันทั้งที่ตัวเปียกๆ เมนูหอยชักตีนกลับมาอีกครั้งโดยคราวนี้สั่งเป็น 1 กิโลกรัม และก็เหมือนเดิมคือ ไม่ค่อยหิวกันเท่าไหร่ แต่อาหารก็หมดลงอย่างรวดเร็ว
เดินกลับที่พักและอาบน้ำกันแล้ว จุ๋ยก็ชวนไปตะลุยราตรีต่อ มีเอ๋กับอ๋อยที่เหนื่อยจากการพายเรือ !?! ขอนอนเฝ้าห้อง ส่วนเราถึงแขนจะยกแทบไม่ขึ้นแต่ก็ (จำใจ) ไปด้วย ผับหรือคาราโอเกะแถวนั้นดูมืดๆ ไม่ค่อยปลอดภัย (กับจุ๋ย) เท่าไหร่ จุ๋ยเลยได้แต่ชวนเดินดูตลาดยาม 3 ทุ่มกันไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็แวะร้านน้ำชา สั่งโรตีมากินกับน้ำชากันก่อนนอน

ทริปกระบี่ 16 - 18 พ.ย. 50 (Part I)

พวกเราประกอบด้วย เรา อ๋อย หมอปุ้ม จุ๋ย และเอ๋ ออกเดินทางจากสายใต้ใหม่ล่าสุด จุดหมายปลายทางครั้งนี้คือ 4 unseen ที่กระบี่

เนื่องจากสายใต้เพิ่งเปิดใช้เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 50 และเป็นครั้งแรกของพวกเราที่ได้ใช้บริการ เลยเริ่มงงเล็กน้อยเกี่ยวกันสถานที่อันใหญ่โตกว้างขวาง คราวนี้เราใช้บริการลิกไนต์ทัวร์ 24 ที่นั่ง รถออก 19.00 น. เบาะนั่งกว้างมาก แต่ระบบนวดหลังไม่ยักทำงานอย่างที่โฆษณาไว้ เอาเข้าจริงนั่งไป 11 ชั่วโมงก็ยังเมื่อยสุดๆ อยู่ดี

ไปถึงสถานีขนส่งกระบี่ประมาณ 6.00 น. ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสถานีขนส่งของเมืองท่องเที่ยวอย่างกระบี่จะเล็กและทรุดโทรมได้ขนาดนี้ แวะซื้อตั๋วรถขากลับแล้วก็พากันนั่งรถ 2 แถวไปโรงแรม เดอะกรีนเนอรี่ในตัวเมืองกระบี่

งวดนี้อ๋อยจองที่พักได้เหมาะเจาะมาก เพราะหลังจากไปถึง เราก็เดินไปกินอาหารเช้า เป็นติ๋มซำร้านที่อยู่ถัดไปไม่กี่เมตรได้ทันที หมดติ๋มซำไป 17 เข่ง บักกุ๊ดเต๋ หมี่ซั่ว ไปเรียบร้อย ทัวร์ที่จองไว้ คือ กระบี่ดอทคอมก็นำรถ 2 แถวมารับ โดยมีฝรั่งนั่งอยู่ก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็วนไปรับคนอีกหลายที่จนแน่น

ฝรั่งที่ขึ้นหลังสุดเห็นหมวก shotover jet ของจุ๋ยก็เลยทักทายและแนะนำตัวว่าเค้ามาจากนิวซีแลนด์ ส่วนพ่อหนุ่ม go-inter ประจำทีมก็ส่งภาษาตอบอย่างดี แต่ไม่รู้มีมั่วบ้างหรือเปล่า เพราะได้ยินแว่วๆ ว่าเมืองไทยก็มี artificial snow คล้ายๆ Antarctic center บ้านยูเหมือนกัน แถมยังหยอดตบท้ายอีกว่าลุงฝรั่งคนนั้นยังดูไม่แก่เลย....มีเสียงหมอปุ้มแซวว่านี่พวกเรากำลังฟังรายการแหลแต่เช้ากันอยู่หรือเปล่า

ไปถึงอ่าวนาง ทัวร์ก็แบ่งคนตามแพคเกจที่จองไว้ สำหรับพวกเราเป็น one day trip คือทัวร์ 4 เกาะและทะเลแหวก (speed boat) กลุ่มที่ไปด้วยกันส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง มีคนไทยนอกจากพวกเราก็เป็นน้องๆ ทันตแพทย์ที่มาไกลจาก จ.น่าน อีก 3 สาว หน้าตาน่ารัก ได้ยินเอ๋กับจุ๋ยคุยกันว่าถ้าเปลี่ยน 3 อ้วนกับ น้อง 3 คนนี้ได้คงดี
ส่วนคนบนเรือคนอื่นก็เห็นมีฝรั่งคู่เกย์หน้าตาดี 1 คู่ คู่กิ๊ก 1 คู่ แล้วก็ลุงๆป้าๆ อีก 4 คน

เรือพาไปทะเลแหวก (unseen) ก่อนในช่วงเช้า แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ไปในช่วงขึ้น 15 ค่ำ ตอนน้ำลงเต็มที่เลยไม่ได้เห็นน้ำทะเลที่ลดต่ำจนสันทรายที่เชื่อมระหว่าง 3 เกาะ คือ เกาะทับ เกาะไก่ และเกาะหม้อ ผุดขึ้นมา ได้แต่เดินตามแนวสันทรายที่มองเห็นอยู่ใต้ระดับเข่าแทน

ส่วนอ๋อยหลังจากได้ยินคนเรือพูดว่าเดินข้ามจากเกาะทับไปเกาะไก่ได้ แต่ขากลับน้ำอาจจะขึ้นจนเดินกลับมาไม่ไหว อ๋อยเลยนั่งรอที่เกาะหม้อ เปิดโอกาสให้พวกเราฝากของแล้วเดินลุยน้ำกันไป กลับมาเลยได้ยินเสียงฟ้องว่ามีฝรั่งมาแก้ผ้าเปลี่ยนกางเกงว่ายน้ำให้ดูด้วย

กลับมาถ่ายรูปที่ที่หาดเกาะทับได้ซักพัก เรือก็พาพวกเราไปดำน้ำที่เกาะสี่ อ๋อยยังรับเป็นช่างภาพที่ไม่ยอมลงน้ำเหมือนเดิม ส่วนเราว่ายไปทางด้านหัวเรือที่คนเรือโยนขนมปังลงน้ำให้ปลามารวมเป็นฝูง กำลังคิดว่าจะกระโดดขึ้นมาฮุบขนมปังบ้างดีหรือไม่ อ๋อยก็ตะโกนบอกให้ช่วยลากเอ๋ที่โดนน้ำพัดไปติดหัวเรือที ไม่น่าเชื่อว่าเอ๋จะตัวหนักขนาดลากทวนน้ำออกมาไม่ได้ แต่เห็นเอ๋ยังยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เลยเบาใจ เลิกช่วยแล้วว่ายไปทางอื่นแทน ขึ้นมาบนเรือแล้วถึงได้รู้ว่า อ๋อยต้องให้คนเรือโยนเชือกให้ผู้ประสบภัยเพื่อลากเอ๋ขึ้นเรือ....เฮ้อ

ปะการังที่นี่ไม่ค่อยสวยและมีน้อย ส่วนปลาถึงจะมีจำนวนค่อนข้างมาก แต่ก็น้อยชนิด เป็นปลาลายเสือที่แย่งเรากินขนมปังซะส่วนใหญ่ หลังจากดำผิวน้ำไปได้ซักพักก็ไปเจอกับเป้า..เอ๊ย กางเกงว่ายน้ำลายคุ้นๆ โผล่ขึ้นมาดูเลยเห็นว่าเป็นจุ๋ยที่เจ้าตัวภูมิอกภูมิใจเหลือเกินกับกางเกงว่ายน้ำตัวใหม่ พอมารวมกันได้ ตากล้องบนเรือก็เริ่มทำงาน หมอปุ้มอยู่อีกทางหนึ่งเลยรีบว่ายเข้ามาจะถ่ายรูปด้วย แต่ท่าว่ายแบบจะจมมิจมแหล่กับสีหน้าอยากถ่ายรูปมั่งให้รอด้วย ทำเอาคนเรือนึกว่ามีผู้ประสบภัยอีกเลยโยนเชือกให้...แป่ว

ขึ้นมาบนเรือได้อ๋อยก็เล่าถึงเบื้องหลังกางเกงว่ายน้ำว่า จุ๋ยรอจนคนลงน้ำกันไปหมดก็ไปที่หัวเรือ บอกอ๋อยว่าจะเปลี่ยนกางเกง พร้อมโชว์ผ้าเช็ดตัวที่จะใช้เปลี่ยนซึ่งผืนใหญ่กว่าผ้าเช็ดหน้านิดนึง กะว่าจะอาศัยหุ่นอันกว้างใหญ่ของอ๋อยบังอีกชั้น ดีที่อ๋อยดูหนุ่มฝรั่งบนเกาะหม้อมาเยอะแล้วเลยไม่สนใจ ไปเป็นห่วงทางเอ๋ที่ติดอยู่หัวเรือแทน จุ๋ยเลยได้เปลี่ยนกางเกงโดยไม่มีรูปมาให้ขึ้นเวป แต่ก็ไม่วายโดนประณามว่า ทำไมไม่เปลี่ยนมาตั้งแต่ที่โรงแรม (วะ) คำตอบที่ได้คือ ก็กางเกงมันตัวเล็ก ขี้เกียจใส่ให้มันบีบ....นานๆ

หลังจากนั้นเราก็แวะกินข้าวกันที่เกาะปอดะ โดยทุกคนหลีกเลี่ยงการนั่งกินแบบล้อมวง แต่ใช้วิธีหันหน้าไปทางเดียวกันแทน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเบื่ออาหารจากการกินข้าวประจันหน้ากับบุรุษในชุดว่ายน้ำ (กับข้าวมีไส้กรอกอย่างสั้นอีกต่างหาก)

จากนั้นการถ่ายรูป on the beach โดยมีตากล้องเดิมๆ นายแบบเดิมๆ กับกางเกงว่ายน้ำตัวใหม่ก็เริ่มขึ้น ที่เกาะนี้ 90% เป็นฝรั่งในชุดว่ายน้ำ เลยดูไม่แปลกแยก และแดดเปรี้ยงกับน้ำทะเลสีเขียวสดก็พอจะทำให้รูปออกมาดูดีได้เหมือนกัน ส่วนนายแบบที่ใช้เวลาเดินตากแดดเกิน 1 ชั่วโมงก็รู้ฤทธิ์ของการโดนแดดเผาในเวลาต่อมา

ฝนตกลงมาประปรายหลังจากออกจากเกาะปอดะ เรือพาไปแวะหาดพระนาง จุ๋ยยังอุตส่าห์ตาไวเห็นฝรั่งคู่เกย์ทาครีมกันแดดให้กัน พร้อมทั้งชี้ชวนให้ดูอย่างอิจฉา

หาดพระนางอยู่ในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี มีถ้ำพระนางอยู่ด้านชิดหน้าผา แต่ฝรั่งกลุ่มใหญ่ขวางอยู่หน้าถ้ำ พวกเราก็เลยเดินไปอีกฟากของเกาะที่เป็นหาดไร่เลย์ มีคนปีนหน้าผากันอยู่ด้วยกลุ่มหนึ่ง แต่ฝนที่เริ่มตกหนาเม็ดทำให้หมดความสนใจรีบเดินกลับกันไปที่เรือ

เมื่อถึงฝั่ง ลงจากเรือก็เห็นอ๋อยบ่นพึมว่ากระเป๋าตกน้ำ ในนั้นมีกล้อง มือถือ เงินกองกลาง มือถืออ๋อยที่เปิดทิ้งไว้ช๊อตไปเครื่องนึง เจ้าตัวเดินไปได้หน่อยก็มีเลือดไหลจากหัวเข่า เลยรู้ว่าอ๋อยลื่นตกบันไดเรือตอนขึ้นฝั่ง พวกเราหัวเราะตั้งสติกันพักใหญ่พร้อมๆกับการห้ามเลือด ดีที่ทางทัวร์มีชุดทำแผลให้

คิดว่าทีมเราคงเป็นที่ประทับใจของ บ.ทัวร์นี้อีกนาน เพราะมี 2 คนประสบภัย คนหนึ่งตกเรือ อีกคนก็แก้ผ้าเปลี่ยนกางเกงบนเรือหน้าตาเฉย ส่วนพจนารถทำเป็นไม่ได้มาด้วยโดยการเดินไปหาซื้อผ้าก๊อซ และน้องทันตแพทย์อีก 3 คน ก็แยกไปหาของกินแล้วหายจ้อยไปเลย

กลับมาถึงโรงแรมเกือบ 5 โมงเย็น อ๋อยต้องใช้ไดร์เป่ามือถือ เลยหมดโอกาสไปช้อปที่ร้านเสื้อผ้าไซต์ใหญ่ติดกับโรงแรม ชื่อร้านอ้วนสวย ตามที่ได้ตั้งใจไว้ อาบน้ำเสร็จกันครบทุกคนก็พากันไปเดินริมเขื่อนกั้นแม่น้ำที่มองเห็นเขาขนาบน้ำ เป็นภูเขา 2 ลูกสูงประมาณ 100 เมตร ตั้งขนาบแม่น้ำกระบี่ด้านหน้าตัวเมือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองกระบี่ ถ่ายรูปกันได้สักพัก เป้าหมายก็เปลี่ยนเป็นกินโรตี แล้วตามด้วยอาหารอิสลามตามสั่ง ที่ริมเขื่อนนั่นเอง

อาหารอิสลามก็คล้ายอาหารไทยทั่วไป พวกเราสั่งซุปเนื้อ ผัดผักบุ้งไฟแดง ไข่เจียวกุ้ง แต่พอเค้าบอกว่ากุ้งไม่มี เอ๋เลยเปลี่ยนเป็นไข่เจียวหมูสับแทน คนรับ order ได้แต่ทำตาปริบๆ บอกร้านนี้ไม่มีหมูครับเพ่ สั่งไปสั่งมาก็สั่งแกงจืดเต้าหู้ที่เรารีบต่อว่าหมูสับให้ฮากันอีก ถึงจะไม่ค่อยหิวเพราะกินโรตีกันมา 5 ชิ้น แต่ทุกอย่างก็หมดในเวลาไม่นานนัก

พวกเราเดินไปเดินมาผ่านตลาดที่ค่อนข้างเงียบเหงา ผิดกับที่อ่าวนางตอนนั่งรถผ่าน จนไม่มีอะไรจะทำแล้วก็กลับไปคุยกันต่อในห้องพัก

Sunday, September 09, 2007

ไปดูหิ่งห้อยที่อัมพวา 8 - 9 ก.ย. 50

ช่วงนี้แต่ละคนมีเวลาน้อย เลยจัดทริปเล็กๆ ที่ไม่ไกลนัก ไปดูหิ่งห้อยกัน เพื่อนๆ ประกอบด้วยเรา จุ๋ย แมว ตุ๋ม ปุ๊ย นุช และรัต นัดรวมตัวกันที่ร้านลุงขันธุ์ ดอนหอยหลอด พวกเราแบ่งเป็น 2 สาย มีเรา จุ๋ย แมว ออกจากนครปฐม ส่วนปุ๊ย ตุ๋ม และนุช มาจากทางราชบุรี เรียกรัตที่เป็นเจ้าถิ่นมาสมทบ เพิ่งรู้ว่าการที่ไม่ได้เจอกันนานจะทำให้ทุกคนเปลี่ยนเป็นฝูงลิง (เซ็งแซ่ กรี๊ดกร๊าด และมีแต่คนพูดไม่มีคนฟัง) กันไปหมด หลังจากกินข้าวเสร็จยังตบท้ายด้วยการให้เด็กเสริฟของร้านถ่ายรูปหมู่แบบ non stop ซะอีก

จากนั้นรัตก็แยกไปขายยาต่อ ส่วนพวกเราก็ไปเที่ยวกันที่วัดบางกุ้ง ที่มีโบสถ์ในต้นไม้ (unseen)

หลังจากไหว้พระก็ถ่ายรูปกันอย่างเมามันเหมือนเดิม จนนึกขึ้นได้ว่าอากาศร้อนสุดๆ ก็เปลี่ยนสถานที่ไปให้อาหารปลากันที่ท่าน้ำหน้าวัดซึ่งก็ยังไม่หายร้อนอยู่ดี จากแผนแรกที่จะไปตลาดน้ำอัมพวากันต่อ เลยเปลี่ยนเป็นไปนอนผึ่งแอร์ที่บ้านพักก่อนน่าจะดี

ที่พักงวดนี้นุชเป็นคนจองให้ ซึ่งเจ้าของก็เป็นบ้านสามีนันทนา เพื่อนอีกคนของพวกเรา ชื่อว่า บ้านดาหลา เป็นโฮมสเตย์กึ่งรีสอร์ทที่นุชบอกว่าใครๆ ที่มาก็บอกว่าดีทั้งนั้น เราก็เลยเสริมต่อให้เห็นบรรยากาศด้วยการเล่าให้เพื่อนที่จะค้างด้วยกันคือ จุ๋ยกับแมวว่า เป็นบ้านทรงไทย บรรยากาศดี แต่ควรใส่พระมาด้วย และเห็นท่าไม่ดีก็มานอนรวมกันได้
พอไปถึงทุกคนได้แต่ชื่นชมกับสวนต้นไม้ร่มรื่น มีบ้านพักทรงไทยหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ห่างกันพอประมาณ จากทีแรกที่จะนอนผึ่งแอร์ก็เลยกลายเป็นถ่ายรูปกันอย่างเมามันอีกครั้ง

จนเวลาเริ่มเย็น แต่อากาศยังร้อนอยู่ ก็มีคนชวนว่าไปกินไอติมที่ตลาดน้ำกันเถอะ พวกเราเลยย้ายสถานที่กันอีกครั้ง

ตลาดน้ำอัมพวาเป็นตลาดเย็นที่คนเยอะมากๆๆๆ พอเข้าไปได้ก็เป็นการดีที่ปล่อยร่างกายให้คลื่นฝูงชนพัดไปตามทางที่รายล้อมไปด้วยร้านขายของที่ส่วนใหญ่จะเป็นของกินหน้าตาแปลกๆ และดูโบราณ (แต่น่าอร่อย)

หลังจากไอติม 1 ถ้วยและ 1 แท่งผ่านไป เรี่ยวแรงนักช้อปก็กลับมากันอีกครั้ง แต่ละคนเลยได้เสื้อที่ระลึกดูหิ่งห้อยกันมาคนละตัว 2 ตัว หลังจากนั้นก็พากันกินโดยบางส่วนแยกไปกินก๋วยจั๊บ ส่วนเรากับแมวเน้นบรรยากาศก๋วยเตี๋ยวเรือก็พากันไปนั่งเก้าอี้แบบ ยอง ๆ เหลา ข้างคลอง แล้วร้องสั่งก๋วยเตี๋ยวเรือของจริง ที่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งอร่อยทั้งถูกคือชามละ 10 บาท ขึ้นมากินกัน โดยสถิติงวดนี้ทำได้แค่คนละ 2 ชาม เพราะมีไอติมมาขวางกระเพาะไว้ก่อน กลับมาทางก๋วยจั๊บก็มีจุ๋ยคนเดียวที่สั่ง 2 ชาม ส่วนสาวๆ ราชบุรีกินกันแค่คนละชาม
แล้วพวกเราก็เจอปัญหาใหญ่ คือฝนตกหนักจนต้องติดอยู่ในตลาด จากที่นัดเรือไว้หน้าบ้านพักเพื่อไปดูหิ่งห้อยตอน 1 ทุ่ม ก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปอีก ซึ่งกว่าฝนจะซาก็ 1 ทุ่มพอดี และกว่าพวกเราจะไปถึงและลงเรือได้ก็เกือบ 2 ทุ่มแล้ว แต่ก็ถือเป็นโชคดีเพราะหลังฝนตก หิ่งห้อยจะออกมาเยอะมาก บางที่เกาะกันอยู่เต็มต้นราวกับต้นคริสมาสต์ประดับไฟดวงเล็กๆ ได้ความรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือต้นลำพูที่หิ่งห้อยส่วนมากเกาะอยู่ ตอนกลางคืนใบของมันจะมีสีอ่อนผิดกับต้นไม้ชนิดอื่นๆ เสียดายที่ประสิทธิภาพของกล้องน้อยเกินกว่าจะถ่ายรูปออกมาได้ เลยได้แต่ใช้สายตาชื่นชมความงาม โดยที่หลังจาก 1 ชั่วโมงผ่านไป สายตาชื่นชมก็เปลี่ยนเป็นหรี่ปรือ รอเวลาให้แมวที่นั่งอยู่ข้างๆ สะกิดเรียกว่ามีหิ่งห้อยอีกแล้วจึงค่อยลืมตาขึ้นมาดู ก่อนกลับถึงที่พัก คนขับแวะจอดเรือเข้าไปในพุ่มไม้ที่มีหิ่งห้อยอยู่ ให้พวกเราเข้าไปดูใกล้ๆ ที่ยิ่งดูก็ยิ่งสวยกว่ายามมองผ่านเรือที่กำลังวิ่ง ประกอบกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มจนกลบเสียงอื่นไปหมด บางรีสอร์ทที่อยู่ใกล้ๆ แถวนั้นบางที่จึงใช้เรือพายพานักท่องเที่ยวเข้าไปดูใกล้ๆ ซึ่งดูท่าจะตื่นตาตื่นใจกว่า ถึงจะไปได้ไม่ไกลเท่าเรือยนต์ที่วิ่ง 2 ชั่วโมงกว่าอย่างพวกเราก็เถอะ
กลับถึงบ้านอีกทีก็ 4 ทุ่มกว่า แทนที่พวกเราจะพักผ่อนอย่างที่เราหวังไว้ตอนแรก รายการคอนเสิร์ตรอบชิงชนะเลิศ Academy fantasia ก็เข้ามาแทรก เลยต้องนอนทำใจระหว่างที่เพื่อนอีก 2 คนคอยลุ้นว่าใครจะได้รางวัล
กิจกรรมยามดึกกิจวัตรของเราคือเข้าห้องน้ำ ที่ถึงแม้ว่าจะเตรียมตัวมาพร้อมตั้งแต่วางไฟฉายไว้ข้างหมอน แล้วก็เดินอย่างระวังไม่ให้เหยียบเพื่อนทั้ง 2 ข้างไปที่ห้องน้ำ แต่ก็ยังเสียท่าตอนที่ยังเปิดตาไม่เต็มที่คือเปิดประตูห้องน้ำแล้วก็เดินเข้าไป ให้บังเอิญว่าพื้นห้องน้ำอยู่ระดับต่ำกว่าห้องนอน พอเท้าข้างหนึ่งก้าวไปพบความว่างเปล่าแทนที่จะเป็นพื้น น้ำหนักตัวเลยไปลงที่มือที่จับลูกบิดประตูอยู่ ผลก็คือลูกบิดหลุดตามแรงไปทั้งอัน และถ้าพื้นต่ำกว่านี้อีกสักนิด สงสัยว่าเราคงล้มไปทับประตูหลุดออกไปทั้งบานแน่นอน เสียเวลาดันลูกบิดให้เข้าไปในรู (ใหม่ใหญ่กว่าเดิม) ของมันนานโขอยู่ กว่าจะได้กลับมานอนอีกครั้ง
ตอนเช้าเพื่อนๆ ได้แต่บอกว่าได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ดังโครม ได้แต่คิดว่าคงเป็นพวกเราคนใดคนหนึ่งทำเสียงขึ้น.........ก็เข้าใจอ่ะนะว่าพวกมันคงไม่กล้าลืมตาขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

จุ๋ยสั่งไว้ตั้งแต่ก่อนนอนว่ากิจกรรมใส่บาตรยามเช้าตอน 6 โมง ไม่ต้องปลุกมันขึ้นมาด้วย ทั้งที่บอกให้ทางบ้านพักเตรียมชุดใส่บาตรไว้ 3 ชุด พอตี 5 ครึ่งเราก็ตื่นมาล้างหน้า ตามด้วยปลุกแมว จุ๋ยเลยตื่นขึ้นมาอีกคนแต่ยังนอนตัดสินใจอยู่ว่าจะไปใส่บาตรด้วยดี หรือจะนอนต่อดี แต่เราก็ช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้นด้วยการไปนั่งหวีผมอยู่ด้านปลายเท้ามัน จนจุ๋ยบอกว่าเปิดไฟก็ได้ ก็เลยได้ปล่อยประโยคเด็ดว่า มืดๆ ก็หวีได้ ตอนนี้น่ะพจนั่งหวีอยู่ แต่ถ้าพจกับแมวออกไปใส่บาตรกันแล้ว ถ้ายังมีอีกนี่คงไม่ใช่พจแล้วล่ะ แมวออกมาจากห้องน้ำก็เลยพบจุ๋ยนั่งหน้าแฉล้มอยู่โดยเปิดไฟสว่าง แถมบอกจะไปใส่บาตรด้วยคนพร้อมข้ออ้างที่ว่า เดี๋ยวถ่ายรูปกันแล้วจะไม่มีรูปจุ๋ย 555

หลังจากถ่ายรูปยามเช้าและกินอาหารเช้าที่ประกอบด้วย กาแฟ ขนมปังปิ้ง และข้าวต้มปลาแล้ว พวกเราก็ทยอยกันอาบน้ำเตรียมอำลาที่พัก แต่พอจ่ายเงินเสร็จก็ยังคงถ่ายรูปกันอย่างเมามัน จากที่คิดจะออกกันแต่เช้าก็กลายเป็นสายไป.......แต่ไม่ยักมีใครบ่น

เมื่อถ่ายรูปจนย่อยอาหารเกือบหมด จุดหมายต่อไปที่แทรกเข้ามากะทันหันคือตลาดน้ำดำเนินฯ โดยมีเป้าหมายแค่มากินก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่จุ๋ยคงนึกอยากนั่งกินแบบ ยองๆ เหลาอย่างพวกเราเมื่อวานบ้าง

แม้ว่าพวกเราจะไปถึงเพียง 10.00 น. แต่นักท่องเที่ยวก็เริ่มหนาตาแล้ว เดินกันครู่เดียวพวกเราก็มาแวะร้านก๋วยเตี๋ยวเรือท่าทางน่าอร่อย ที่ถึงจะไม่ ยอง ๆ เหลา แต่ก็มีโต๊ะแบบเคาน์เตอร์หันหน้าเข้าคลองให้นั่งมองเรือขายของผ่านไปผ่านมาดูเพลินๆ

กินเสร็จ ที่สุดท้ายที่จะไปแวะคือ อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม แถวแยกบางแพ ที่ถึงแม้ต้นไม้จะค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังร้อนอยู่ดี พวกเราจึงรีบเดินกันอย่างทำเวลาสุดๆ

มาแวะกินก๋วยเตี๋ยวมื้อเที่ยงกันอีกครั้งที่ร้านห้วยพลูรสเด็ด นครชัยศรี จากนั้นจุ๋ยคนขับก็ทยอยส่งผู้โดยสารทีละคน เรากลับถึงบ้าน 13.30 น. ค่าใช้จ่าย/คน มีค่าที่พัก 350 บาท ค่าเรือชมหิ่งห้อย 100 บาท และค่าเข้าชมหุ่นขี้ผึ้ง 50 บาท

Thursday, April 12, 2007

ทัวร์เกาะกูด (Part IV)

ค่ำนั้น หลังกินข้าวเสร็จก็มีเรือพาเราไปดูหิ่งห้อยในคลองยายกี๋ข้างรีสอร์ท หิ่งห้อยที่นี่อยู่กันบนต้นโกงกาง ไม่ใช่ต้นลำพูอย่างที่เห็นทั่วไป คาดว่าคงไม่ใช่ฤดูของมันจริงๆ หรือเป็นเพราะมีฝนตกบ่อยในช่วงนี้ หิ่งห้อยก็เลยมีอยู่ไม่มาก แต่ก็ยังเห็นมีเต็มต้นอยู่สัก 1 – 2 ต้น คนขับเรือยังวักน้ำให้ดูพรายน้ำที่มีแสงระยิบระยับโดยบอกว่าเป็นแสงที่เกิดจากตัวแพลงตอนเรืองแสง
ตอนกลางคืนหลังจากตื่นมาเข้าห้องน้ำ เราก็รู้สึกว่าอ๋อยจะนอนเข้ามาชิดผิดปกติ พอล้มตัวนอนได้สักพักก็รู้เหตุผลที่ว่าเอ๋นอนกัดฟันเสียงดังมาก (ในระหว่างที่คนอื่นๆ นอนกรนกันสนั่น) พอเห็นเรายังไม่นอน อ๋อยก็รีบฟ้องว่าเนี่ยเอ๋จะเคี้ยวอ๋อยแล้ว ทำเอาเราเส้นตื้นหัวเราะจนคนอื่นตื่นกันหมด (โดนบ่นในตอนเช้าว่าตื่นขึ้นมาหัวเราะทำไม) ชะรอยว่าเอ๋จะรู้ตัวก็เลยพลิกตัวหันไปเคี้ยว เอ๊ย นอนกัดฟันทางด้านจุ๋ยมั่ง

เช้าวันกลับ ในตอนแรกว่าจะตื่นเช้ามากๆ เพื่อไปจองเรือคยัค แต่ฝนที่ตกหนักหลังจากลุกขึ้นมาหัวเราะเมื่อคืน ทำเอานอนสบายเลยตื่นสายกว่าที่คิด แต่ก็ยังมีเวลาปลุกคนอื่นๆ (ยกเว้นอ๋อยที่ไม่ยอมลงน้ำ) ให้ตื่นขึ้นมาลากเรือออกไปพายเล่นกัน โดยจุ๋ยมีจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่หลังจากที่ผิดหวังจากการรอเรือเมื่อวาน ว่าจะไปถ่ายนู้ดริมหาดอีกด้านนึงที่พวกเราเดินไปกันเมื่อวาน ซึ่งช่างกล้อง (ตูอีกแล้ว) ก็จำใจต้องช่วยโพสท่า และเลือกหาทำเล ที่เหมาะจะให้จุ๋ยถ่ายรูปอวดโฉมแข่งกับนายแบบ FHM
หลังจากที่พวกเราเอะอะกันลั่นหาด เหมือนเมื่อวานที่ถ่ายรูปจนกลุ่มอื่นหนีไปหมด ก็มีชาวบ้านมาเมียงๆ มองๆ ว่ามันทำอะไรกันฟะ (เอ๋กับพี่ยี้โดนไล่ไปเล่นน้ำไกลๆ อีกต่างหาก) ก็ได้เวลากลับไปอาบน้ำ เก็บข้าวของกันซักที เรือมารับตอน 9.30 น. กว่าจะถึงฝั่งก็เกือบ 10.30 น. พวกเราจองตั๋วรถทัวร์รอบ 14.30 น. ไว้ เลยมีเวลาเหลือเฟือ หลังจากรถสองแถวไปส่งหน้าโรงแรมเมืองตราดแล้ว เอ๋ก็พาไปซื้อของฝากจำพวกทุเรียนทอด ขนุนอบ ในตลาด จากนั้นก็ไปกินก๋วยเตี๋ยวเส้นปลากันในร้านนอกเมืองออกมา พอดีกับที่เพื่อนอ๋อยโทรมาจากขนส่งตราดบอกว่ามีรถว่างรอบ 12.30 น. พวกเขาจะกลับกันก่อน
เอ๋พาพวกเราไปวัดบุปผารามเพื่อฆ่าเวลารอรถเที่ยวต่อไป โดยวัดนี้เป็นพระอารามหลวง สร้างในสมัยพระเจ้าปราสาททอง มีพิพิธภัณฑ์อยู่ภายในวัด จัดแสดงของเก่าจำพวกเครื่องกระเบื้อง จานชาม และก็พระพุทธรูปปางต่างๆ มีหอระฆังจตุรมุข และโบสถ์เก่าที่ทำด้วยไม้ ได้เวลาอันสมควรพวกเราก็ให้เอ๋พาไปส่งที่สถานีขนส่งและบอกลาเอ๋ที่จะกลับระยองเพื่อทำงานต่อในวันพรุ่งนี้
ศุภรัตน์ทัวร์เที่ยวนี้แย่กว่าคันขามา เพราะแอร์ไม่เย็นและขับค่อนข้างช้า ฝรั่งที่นั่งข้างหน้าเราก็ยังพยายามเอนเก้าอี้มาเบียดอีก (รู้สึกงวดนี้มีปัญหากับฝรั่ง) ดีที่มีแวะพักรถให้ลงไปเดินยืดเส้นยืดสายที่ชลบุรี 15 นาที หลังจากนั้นก็พยายามหลับๆ ไปซะ ดีที่ฝนตกลงมาช่วยคลายความร้อนได้บ้าง กลับมาถึงเอกมัย 20.30 น. ต่อรถไฟฟ้าไปที่คอนโดจุ๋ยกันอีก คราวนี้เราเปลี่ยนรถเป็นไปนั่งรถจุ๋ยกลับ แวะกินข้าวต้มกันที่ท่านากันต่อ ถึงบ้าน 22.30 น.

ทัวร์เกาะกูด (Part III)





เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศดีจนไม่เหลือเค้าเมฆฝนแบบเมื่อเย็นวานให้เห็นเลย ทำเอาแก้งค์บ้ากล้องทั้งหลายออกไปถ่ายรูปกันอีกครั้ง หลังกินข้าวเช้าก็ได้เวลาไปเที่ยวน้ำตกคลองยายกี๋ ที่ต้องนั่งเรือล่องไปตามคลอง ก่อนจะเดินขึ้นเขาไปอีก 1.5 กม. (งานนี้อ๋อยขอบาย นอนเฝ้าห้อง) ถือว่าอ๋อยคิดถูกจริงๆ ที่ไม่ได้มาด้วย เพราะแดดร้อน และต้องเดินขึ้นทางชันตลอด ก่อนจะใต่ลงทางชันอีกเหมือนกัน จนถึงน้ำตก ที่มีขนาดเล็กซะจนสงสัยว่าเป็นน้ำที่ไหลออกมาจากท่อน้ำหรือเปล่า
แต่อย่างไรก็ตามพวกเราก็ยังเล่นน้ำ (ทีละคน) และถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน จนได้เวลาเดินตากแดดกลับเรือ

กลับมากินข้าวเที่ยงแล้วก็กลับมานอนรอเวลาเล่นน้ำและพายเรือคยัคตอนเย็น แต่ล้มตัวลงนอนได้ไม่ทันไร เอ๋ก็เสนอกิจกรรมเดินสำรวจรอบรีสอร์ทเพราะเห็นว่ามีทางเดินต่อจากรีสอร์ทไปที่หมู่บ้าน ทำให้เรากับอ๋อยที่ยังมีแรงเหลือเฟือร่วมขบวนไปด้วย ปล่อยให้จุ๋ยกับพี่ยี้เฝ้าห้องรอบบ่ายต่อจากอ๋อย
เห็นแดดร่มลมตก และฝนก็ทำท่าจะตกด้วย เลยชะล่าใจไม่ทาครีมกันแดด แต่ที่ไหนได้ พอเดินพ้นรีสอร์ทออกไปนิดเดียว แดดก็กลับมาร้อนเปรี้ยงทำเอาหน้าแทบไหม้ แต่ก็ไม่ทำให้ความพยายามถ่ายรูปกับชายหาดที่อยู่อีกด้านของรีสอร์ทหายไป จนเริ่มเดินไปกันจนไร้ทิศทางและไกด์เอ๋ท่าทางจะเหนื่อยแล้วก็พากันกลับ
แค่หันหลังให้ทางเดินเก่า กลับมาทางรีสอร์ทนิดเดียว แดดก็กลับมาร่มอีกครั้ง พวกเราเลยต้องยึดเป้าหมายเดิมคือการพายเรือคยัค โดยเริ่มด้วยการปลุกจุ๋ยจากที่นอน (ยากมาก) แต่ก็โชคไม่ดีที่มีเรือคยัคเหลืออยู่ แต่ไม่มีไม้พาย คนที่ดูแลอยู่บอกกับพวกเราว่าต้องรอให้คนที่พายเรือออกไปเอาเรือมาคืนซะก่อน เราเสียเวลารออยู่พักใหญ่ๆ จนอ๋อยที่คอยถ่ายรูปอยู่เดินมาถามว่าจะได้ถ่ายมั๊ย พร้อมกับบอกว่าอาหารว่าง (ที่มันกำลังกินอยู่) เป็นส้มตำปูม้า ถ้ายังไงให้ไปกินด้วยกันก่อน ทำเอาจุ๋ยอารมณ์บูด ผู้จัดการทริป (ซวย) ต้องแก้สถานการณ์อีกแล้ว ด้วยการชวนเอ๋ไปเล่นน้ำรอเรือ แล้วก็ให้จุ๋ยกับพี่ยี้ไปกินส้มตำให้อารมณ์เย็นๆ ก่อน แต่แช่น้ำจนมือเหี่ยวเป็นบ๊วยเค็มแล้วก็ยังไม่มีวีแววว่าจะมีคนเอาเรือมาคืน เราก็เลยถอดใจ ชวนเอ๋ (ที่ไปนั่งเซ็งอยู่บนหาดหน้ารีสอร์ท) ขึ้นไปกินส้มตำบ้าง
จนแดดร่มลมตกแล้วตกอีก และจุ๋ยอิ่มกับส้มตำ 3 จานระหว่างรอ พวกเราก็ไปที่ท่าเรือคยัคอีกครั้ง คราวนี้มีคนมารออยู่แล้ว เรือที่เข้ามาก็เลยเสร็จเขาไป เราถอดใจกลับไปอาบน้ำก่อน ทิ้งให้อีก 3 คนรอกันต่อไป ยังไม่ทันอาบเสร็จคนถอดใจก็เพิ่มขึ้นจนครบแก้งค์ แต่ยังไงซะผู้จัดการทริปก็ให้สัญญาว่าวันพรุ่งนี้จะรีบปลุกไปพายเรือกันแต่เช้า





ระหว่างที่รอกินข้าวเย็น กิจกรรมถนัดที่พวกเราทำกันก็คือถ่ายรูป ที่งวดนี้นอกจากกระโดดจนพื้นไม้ของรีสอร์ทสะเทือนแล้ว ยังมีท่าเด็ดที่เราไปลอกเลียนแบบเอาจากในหนังสือ men health ที่จุ๋ยเอามา ทำเอาคนอื่น รวมทั้งกลุ่มตุ๊ดที่อยู่แถวนั้น หลบไปกันหมด

ทัวร์เกาะกูด (Part II)

รถ 2 แถวพาพวกเราไปยังท่าเรือแหลมศอกท่ามกลางความมืดสนิท ครึ่งชั่วโมงก็ไปถึงอาคารพักที่มีกาแฟ โอวัลติน สำหรับชงเองไว้รับรอง หลังจากนั้นก็มีคนทยอยกันมาเรื่อยๆ แต่หลังจากพวกเราอิ่มท้องและเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่สนใจใครอีก พากันถ่ายรูปอย่างเมามัน จนเกือบ 6 โมงเช้าจึงได้ลงเรือไปยังเกาะกูด

เรือ speed boat พาพวกเรามาถึงเกาะกูดภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แค่ได้เห็นบรรยากาศของที่พักคือ กัปตันฮุก รีสอร์ท พวกเราก็พากันถ่ายรูปกันอีกเป็นนานทั้งที่ยังไม่ได้รับกุญแจเข้าบ้านพัก และกินข้าวเช้าอย่างกลุ่มอื่นเขา


บ้านหลังที่พวกเราอยู่ ต้องเดินขึ้นเนินค่อนข้างชันขึ้นไปจากห้องอาหาร เป็นห้องแอร์ มีที่นอนสำหรับ 4 คน และ เตียงเสริมเป็นผ้าปูบนแผ่นกระดานตรงกลางอีก 1 ที่ ทำให้เราที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้จัดการทริป (ได้ไงก็ไม่รู้...ซวย) ลำบากใจพอสมควรว่าจะให้เกียรติใครนอนที่นอนเสริมดี เลยต้องตัดสินด้วยการจับไม้สั้นไม้ยาว และคนที่จับได้คือ.......อ๋อย


บ้านหลังข้างๆ เป็นบ้าน VIP ที่ราคาแพงกว่าบ้านเราหัวละ 700 บาท แต่มีกาต้มน้ำพร้อมชา กาแฟสำเร็จรูปให้ และมีอ่างอาบน้ำกลางแจ้งที่เป็นถังน้ำทำด้วยไม้คล้ายถังเบียร์ ให้จุ๋ยได้ลงไปถอดเสื้อถ่ายรูป (ตามคำสั่งของตากล้อง - เราเอง ) อย่างสนุกสนาน (แต่เอ๋ไม่ยักยอมทำบ้าง)

หลังกินข้าวเที่ยงก็มีเรือ speed boat พาพวกเราไปดำน้ำดูปะการังที่เกาะยักษ์ กับเกาะทองหลาง โดยอ๋อยยื่นคำขาดว่าจะไม่ยอมลงน้ำ เลยได้รับหน้าที่เป็นตากล้องแทน ถึงแม้คลื่นจะไม่ค่อยแรงแต่ก็มีคนเมาเรือหลายคนรวมทั้งพี่ยี้ ส่วนอ๋อยที่ออกตัวแต่แรกว่าเมาเรือแน่นอน พอได้ dimen ก็ไม่ออกอาการอยากเลี้ยงอาหารฝูงปลาให้เห็นเหมือนกับคนอื่นๆ การดำน้ำงวดนี้สงสัยจะมีแต่เราคนเดียวที่สนุกสุดๆ เพราะว่ายน้ำไปรอบเกาะจนเหนื่อย แต่ก็คุ้มที่ได้เห็นปลาฝูงใหญ่ หอยเม่น หอยมือเสือตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่ดำน้ำดูมา (น่ากินทั้งนั้น) แล้วก็ปะการังที่สีสันสดใสและค่อนข้างสมบูรณ์ ให้ดำน้ำทั้งวันก็ยังไหวเลยนะเนี่ย แต่คนอื่นดูท่าจะไม่ไหว (ตามอายุ) พี่ยี้ก็ให้อาหารปลาในน้ำ 2 - 3 รอบ จุ๋ยที่คอยดูแลอยู่ไม่รู้จะอยากให้อาหารเหมือนกันหรือเปล่า ส่วนเอ๋ปล่อยให้น้ำพัดไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ชะตากรรม จนสต๊าฟต้องตามไปลากกลับเรือ และอ๋อยที่อยู่บนเรือก็ดูคนลอยตุ๊บป่องอยู่ในน้ำจนตาลาย ไม่รู้ว่าเพื่อนแต่ละคนลอยกระจายไปถึงไหนกันบ้าง
กลับมาถึงรีสอร์ทก็มีฝนตกลงมานิดหน่อยพอให้คลายร้อน เพราะตอนกลางวันแอร์ในบ้านจะไม่ทำงาน พวกเราคงจะใช้พลังงานกันมากเกินไปหน่อย พอได้เวลาอาหารเย็นก็ลงไปนั่งโต๊ะก่อนกลุ่มอื่นๆ และพลอยได้อาหารมาเสริฟก่อนคนอื่นๆ ไปด้วย จากอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์บริการตนเองและเติมไม่อั้น มาถึงตอนเย็นจะเป็นบาบีคิวอาหารทะเลย่าง หมูย่าง เนื้อย่าง ปูนึ่ง ปลาทอด แกงส้มและทอดมัน ที่จริงก็เติมไม่อั้น แต่พวกเรากินกันแค่นี้ก็อิ่มแทบแย่ ทำเอาเราต้องพักเป้าหมายไดเอ็ทไว้ก่อน



จากนั้นสต๊าฟก็มาชวนให้ไปชมการแสดงไฟประกอบดนตรีเร้าใจ พวกเราที่ไปถึงเป็นกลุ่มแรก (เพราะกินก่อน อิ่มก่อน) ก็พากันจับจองที่นั่ง แถวหน้า (มีแถวเดียว) คนที่มาทีหลังต้องยืนดู หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปนอนเอาแรงไว้วันต่อไป โดยที่อ๋อยยังไม่วายโดนแซวก่อนนอน ว่านอนแล้วพุงยังสูงกว่าฟูกอีก

ทัวร์เกาะกูด 6 - 8 เม.ย. 50 (Part I)

พวกเรา 5 คน ประกอบด้วย เรา จุ๋ย อ๋อย เอ๋ และพี่ยี้ เดินทางด้วยรถทัวร์ ไปยังกับตันฮุกรีสอร์ท เกาะกูด ค่าใช้จ่ายคนละ 5,376 บาท
เย็นวันที่ 5 เม.ย. หลังเลิกงานเราก็นั่งรถเมล์ไปรออ๋อยที่ปั๊มเจ๊ทสามพราน โดยอ๋อยเป็นสารถีพาไปจนถึงพญาไทเพลส คอนโดจุ๋ย ทีแรกพวกเรากะว่าจะไปดูหนังกันก่อน เพราะกว่ารถทัวร์จะออกก็ 22.30 น. แต่จุ๋ยกลัวจะไม่ทัน ก็เลยต้องมานั่งหง่าวกันในห้องจุ๋ย รอเจ้าของห้องอาบน้ำ เก็บเสื้อผ้าไปพลางๆ (โดยที่จุ๋ยจำต้องเลี้ยงข้าว 2 สาว เป็นค่าเสียโอกาสที่พลาดดู "มะหมา 4 ขาครับ")
กว่าพวกเราจะไปถึงขนส่งเอกมัยก็ 4 ทุ่ม พอดีกับเวลานัดที่จุ๋ยนัดพี่ยี้เอาไว้ โชคดีที่ศุภรัตน์ทัวร์มีรถคันที่พวกเราจะขึ้นจอดรอที่ขนส่งอยู่แล้ว เลยไม่ต้องกังวลว่าจะตกรถ แต่พอหันไปมองรถคันข้างๆ ก็รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะเชิดชัยทัวร์เป็นรถปรับอากาศ 2 ชั้น และเบาะนั่งท่าทางจะกว้างกว่าด้วย ทำเอาจุ๋ยซึ่งเป็นคนจองตั๋วเริ่มรู้สึกผิด (หรือเปล่าไม่รู้) แต่เพื่อนๆ ก็ไม่ได้ตำหนิเพราะรู้ว่าจุ๋ยถนัดเดินทางโดยเครื่องบินมากกว่า (จริงอ้ะ?) เลยไม่คุ้นเคยกับระบบรถทัวร์เท่าไรนัก แถมยังต้องคอยแนะนำเรื่องพื้นฐานต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับเครื่องบินโดยตลอด เช่น รถจอดอยู่ที่ gate 17 เวลารถออกไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย (เพราะไม่มี) ฯลฯ หลังจากที่รถ delay ไปจนถึง 5 ทุ่ม พวกเราก็ได้ออกเดินทางกันซะที อ๋อยมีเพื่อนไปเกาะกูดพร้อมพวกเราด้วยอีก 3 คน แต่ไปกันคนละรีสอร์ท
รถวิ่งไปได้แป๊บเดียว กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็มีการเปลี่ยนเครื่อง เอ๊ย เปลี่ยนรถที่บางนา เป็นรถทัวร์ 2 ชั้น ที่บรรทุกฝรั่งมาจากถนนข้าวสารบ้างแล้ว ความรุ้สึกของพวกเราตอนนั้นเหมือนกับได้เลื่อนจากชั้น economic ไปเป็นชั้น business แต่ก็ดีใจอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากแอร์รถคันใหม่แรงมาก จนอยากจะไปบีบคอฝรั่งที่นอนเท้าเหม็นอยู่ด้านข้างแย่งเอาผ้าห่มของมันมา (ทำไมไม่แจกผ้าห่มคนไทยด้วยฟะ) หนาวได้ไม่นาน เราก็เริ่มฉลาดที่หาความอบอุ่นเอากับฟูกเนื้อนุ่มด้านข้าง (อ๋อยนั่นเอง) หันไปมองเบาะด้านหลังก็เห็นจุ๋ยใช้วิธีกอดเป้ ส่วนจูออน เอ๊ย พี่ยี้ ใช้วิธีสยายผมมาบังหน้าไว้ (คงจะอุ่น?) จุ๋ยมาเปิดใจทีหลังว่าตื่นขึ้นมาสยองคนข้างๆ มาก รู้สึกเหมือนดูโฆษณาครีมทาฝ้ายี่ห้อหนึ่ง
แอร์ฯ เอ๊ย กระเป๋ารถมาปลุกพวกเราตอนเกือบตี 4 ว่าคนที่ไปเกาะกูดให้ลงได้ พวกเราก็เลยงัวเงียกันลงจากรถ หลังจากโทรหาคุณอนันต์ที่จะมารับพวกเราแล้วก็เลยรู้ว่ามีคนขับรถไปรอพวกเราที่สถานีขนส่งตราด แต่พวกเราอยู่ที่ตลาดสดกันเลยต้องเสียเวลารอรถอยู่พักนึง แล้วก็ต้องรอเอ๋ที่ขับรถมาเที่ยวตราดตั้งแต่เมื่อวานและนอนคอยพวกเราอยู่ที่โรงแรมเมืองตราด
เป็นเพราะพวกเรามากันก่อนเวลานัดคือตี 4 ครึ่ง เอ๋เลยนอนใจว่ารถคงไปรับเอ๋เกือบตี 5 แต่พอมาก่อนเวลากันเกือบครึ่งชั่วโมง และที่แย่กว่านั้นก็คือรถทัวร์มาส่งพวกเราหน้าโรงแรมเมืองตราดนั่นเอง !! เลยทำให้เอ๋ต้องรีบออกจากโรงแรมมาขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย