Wednesday, April 04, 2012

นมัสเตอินเดีย 5 - 12 ก.พ. 55

บันทึกการท่องเที่ยวอินเดีย 5 – 12 ก.พ. 55

5 ก.พ. 55

พวกเรา ประกอบด้วย เรา จุ๋ยและหมอปุ้มเดินทางไปอินเดียด้วยการจองตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียแบบข้ามปี เรียกว่าพอผ่านช่วงน้ำท่วมมาได้ ก็ตั้งหน้าเที่ยวกันทีเดียวเชียว หลังกินติ๋มซำสั่งลาที่ครัวกรุงเทพฯ ก่อนจะไปกินอาหารที่มีเครื่องเทศกันอีกหลาย 10 มื้อกันแล้ว พวกเราก็เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิอย่างไม่รีบร้อนนัก

ผู้โดยสารบนเครื่องของแอร์เอเชียทั้งลำ มีแต่พวกเราเท่านั้นที่เป็นคนไทย ที่เหลือเป็นอาบังกลิ่นตัวแรงกันทั้งนั้น นับว่าคิดถูกเป็นอย่างยิ่งที่พกยาดมติดตัวไปด้วยถึง 2 หลอด หลอดหนึ่งเอาไว้ใช้ ส่วนอีกหลอดเอาไว้ทำหาย

4 ชั่วโมงถัดมา พวกเราก็มาถึงสนามบินนิวเดลี หรือสนามบินอินทิรา คานธี จากการศึกษาข้อมูลมาอย่างดี? เราก็มุ่งหน้าไปยังเคาน์เตอร์ Prepaid Taxi ของสนามบิน เพื่อจ่ายเงินค่าแท็กซี่ไปยังที่พักในคืนนี้ พวกเราจองโรงแรมไว้ล่วงหน้าทุกคืนจากเว็บอโกด้า เนื่องจากหากไปหาเอาดาบหน้าค่อนข้างจะเสียเวลาและคนขับแท็กซี่อินเดียมักจะมีชื่อเสียงในด้านลบที่ชอบพาผู้โดยสารไปโรงแรมที่ไม่ดีนักแต่เขาได้ค่าคอมมิชชั่น

พอออกมาจากสนามบินได้ พวกเราก็ไปตามหาช่องจอดรถหมายเลขที่พนักงานบอก ก่อนจะได้นั่งรถกึ่งตุ๊กๆ กึ่งสองแถว ที่มีกลิ่นแอมโมเนีย (อย่าให้เดาเลยว่าเป็นฉี่) โชยมาตลอด 20 นาทีของการเดินทางเข้าเมือง ที่พักคืนนี้เป็นโรงแรมในย่านพหากันจ์ของนิวเดลี เรียกว่าอยู่ในถนนข้าวสารของเมืองไทยก็ว่าได้ เพราะตลอดเส้นของถนนมีโรงแรมเรียงกันอยู่เป็นพืด และมีรูปแบบเดียวกันคือป้ายไฟชื่อโรงแรมเป็นตัวอักษรแนวตั้ง หลังจากเช็คอินด้วยใบจองจากอโกด้าแล้วพนักงานก็พาเราขึ้นลิฟท์ที่ใกล้เคียงกับลิฟท์ขนของบ้านเราไปยังห้องพัก ก่อนจะงงกับทิปเป็นเงินไทย 20 บาท เพราะตอนนั้นพวกเราไม่มีเงินรูเดือนหรือหน่วยย่อยของ 1,000 รูปีกันเลย

วางข้าวของกันเสร็จพวกเราก็เริ่มอาหารออริจินัลมื้อแรกของอินเดียที่ห้องอาหารของโรงแรม เพราะดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ที่จะเดินออกไปหาร้านอาหารช่วง 2 ทุ่มกว่าๆ ในย่านนี้ ดีอยู่อย่างที่ในหนังสือแนะนำว่าถ้าไม่รู้จะสั่งอะไรให้สั่งผัดหมี่ หรือ โชวเหมี่ยน (chow mien) ซึ่งรสชาติจะคล้ายกับอาหารไทยที่สุดมากิน รับรองไม่ผิดหวัง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ สำหรับหมอปุ้มที่กินอาหารที่มีเครื่องเทศไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังมีข้าวหมก กับแกงกระหรี่ให้ลองชิมดู หลังจากเรียกเก็บเงินแล้ว พนักงานก็เอาถ้วยที่มีน้ำตาลกรวดสีเขียวสวย กับเม็ดสมุนไพรรีๆเล็กๆ มาวางให้ พอเห็นพวกเราทำหน้างงๆ เขาก็กางมือออกแล้วหยิบทั้งสองอย่างมาวางบนฝ่ามืออย่างละนิดแล้วก็เอาเข้าปากเคี้ยวให้ดู เราก็เลยทำตามบ้าง แล้วก็ถึงบางอ้อว่าสมุนไพรหอมๆ ที่เคี้ยวอยู่ คงเอาไว้ดับกลิ่นปากจากการกินเครื่องเทศ พอถามว่ามันคืออะไรก็ได้คำตอบว่า anise ซึ่งทีแรกเราก็งง เพราะคุ้นเคยกับ star anise หรือ โป๊ยกั๊ก มากกว่า แต่ลักษณะของมันน่าจะเป็นพวกเมล็ดเทียนหรือยี่หร่า (อินเดียใช้คำว่าจี่ร่า Jeera) หรืออะไรที่มีกลิ่นคล้ายๆ ลูกอมแฮ็กส์นั่นเอง



หลังอาหารค่ำ พวกเราออกมาเดินดูบรรยากาศหน้าโรงแรมและซื้อน้ำดื่ม ก่อนจะรีบกลับไปพักผ่อน เนื่องจากอากาศเริ่มเย็นและวันรุ่งขึ้นให้โรงแรมนัดแท็กซี่เพื่อจะไปสถานีรถไฟในเวลา 5.00 น. แต่กลับขึ้นไปบนห้องได้ก็มีกลิ่นไม่สะอาดโชยเข้ามาจนนึกว่ามีหนูตายอยู่ในห้อง จากตอนแรกที่เข้ามาไม่มีกลิ่นเลยเดากันว่าน่าจะมาจากตลาดสดด้านข้างโรงแรมซะมากกว่า

6 ก.พ. 55

วันนี้เราตื่นมาตั้งแต่ 3.00 น. ถึงแม้ว่าเวลาในเมืองไทยจะเกือบ 4.30 แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าเช้ามากๆ อยู่ดี จากการเข้าห้องน้ำเป็นคนแรกทั้งเมื่อคืนวานและในเช้านี้ ทำให้รู้ว่ากระป๋องน้ำและกระบวยตักน้ำ ที่เหมือนจะเป็นส่วนเกินอยู่ในอ่างอาบน้ำนั้น ที่แท้ก็เอาไว้รองน้ำเพื่อผสมให้ความอุ่นคงที่นั่นเอง เพราะที่นี่อินเดีย ถ้าหวังว่าจะปรับอุณหภูมิด้วยก๊อกน้ำแบบในเมืองไทยคงต้องดิ้นพราดๆ เป็นหมูลวกหรือหมูแช่เย็นซะก่อนจะได้อาบอย่างจริงๆ จังๆ

ที่เคาน์เตอร์ของโรงแรมดูเหมือนจะเปิดอยู่ทั้งคืน เพราะพอพวกเราขนกระเป๋าเดินลงบันไดมา (พอไม่มีพนักงานก็ไม่กล้าใช้ลิฟท์ที่เปิดประตูจากชั้นที่พัก เห็นเพียงความว่างเปล่า ไม่รู้ตัวลิฟท์ไปอยู่ซะที่ไหน) พนักงานก็ออกไปปลุกแท็กซี่ที่จอดนอนอยู่ด้านหน้าโรงแรมให้ทันใด แต่เจ้ากรรม กว่าคนขับแท็กซี่จะรู้สึกตัวตื่นพวกเราก็ยืนล้อมรถกันไว้หมดแล้ว ได้ยินเสียงพึมพำขอโทษเล็กๆ ก่อนจะเรียกขึ้นรถ

พวกเรานั่งรถมา 20 กว่านาที เรียกว่านานทีเดียว ทั้งที่ข้อมูลจากอโกด้าและพนักงานโรงแรมบอกว่าไม่เกิน 15 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟแล้ว ในที่สุด จุ๋ยก็อดรนทนไม่ได้เมื่อเห็นว่าเริ่มจะออกนอกเมือง เลยทวนคำสั่งว่าพวกเราจะไปสถานีรถไฟกันนะเฟ้ย คนขับที่น่าจะยังงัวเงียอยู่เลยเพิ่งถึงบางอ้อว่าเราไม่ได้จะไปสนามบินกัน ดีที่ยังพอมีเวลาให้เราไปถึงสถานีรถไฟจนได้ในตอนตี 5 ครึ่งกว่าๆ

แต่หลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มซึมซับความเป็นอินเดียในอีกแง่หนึ่ง (ดูจะเป็นแง่ร้ายซะมากกว่า) ที่สถานีรถไฟ New Delhi ผู้โดยสารคนอื่นๆ เข้าแถวเรียงกันยาวเหยียดเพื่อผ่านช่องตรวจอาวุธ พวกเราเลยไปต่อคิวกับเขาด้วย เห็นบางคนท่าทางเหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่ เดินถือปากกาและคอยสอบถามคนโน้นคนนี้ จนมาถึงพวกเรา จุ๋ยก็เลยยื่นใบจองตั๋วรถไฟ ที่จองทางอินเตอร์เนตจากเมืองไทยให้ดู และถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าใช้ได้ใช่มั๊ย หลังจากถามที่โรงแรมมารอบหนึ่งแล้วซึ่งทางนั้นบอกว่าใช้ได้ นายคนที่ว่าทำท่างงๆ หลังจากรับไปดูและบอกให้เรารีบไปติดต่อที่แผนกนักท่องเที่ยวชั้น 2 เมื่อเห็นว่าน่าจะมีปัญหา เรากับจุ๋ยก็เลยให้หมอปุ้มเฝ้ากระเป๋าไว้ แล้วขึ้นไปที่ชั้น 2 ของสถานีรถไฟ

แน่นอนว่า แผนกนักท่องเที่ยวในตอนเกือบ 6 โมงเช้ายังไม่มีพนักงานอยู่ พวกเราเมียงๆ มองๆ กันอยู่แถวนั้นก็เห็นมีผู้ชายอีกคนท่าทางเหมือนกับทำงานในอีกแผนกหนึ่งใกล้ๆ กัน จุ๋ยเลยเดินไปถามว่าพวกเรามีใบจองตั๋วรถไฟแบบนี้ จะต้องมีตั๋วรถไฟอีกหรือไม่ นายคนนั้นก็รับไปอ่านดู แล้วบอกว่าพวกเราต้องเอาใบจองนี้ไปแลกเป็น boarding pass ซะก่อน ถึงจะใช้เป็นตั๋วรถไฟได้ จุ๋ยยังงงกับคำว่า boarding pass เลยยื่นพาสปอร์ตให้เขาดู ซึ่งเขาก็รีบบอกว่าไม่ใช่พาสปอร์ต แถมยังเตือนอย่างหวังดีว่าพวกเราเป็นนักท่องเที่ยว ไม่ควรเอาพาสปอร์ตมาให้คนแปลกหน้าดู มันไม่ปลอดภัย แล้วเขาก็อ่านชื่อบริษัทที่พวกเราจองมาจากใบจอง ก่อนจะบอกว่า ที่จริงบริษัทนี้ก็อยู่ไม่ไกลและเปิดทำการตลอด ถ้าพวกเราจ้างแท็กซี่ให้ไปส่งที่บริษัท เพื่อแลกเป็น boarding pass ก็น่าจะทันเวลารถไฟออก ตอน 6.15 น. เขาทิ้งระยะให้พวกเราตัดสินใจอย่างแตกตื่นนิดหน่อย แล้วจึงบอกอย่างหวังดีและน่าเชื่อถือว่า ให้พวกเราบอกแท็กซี่ว่าให้รอรับกลับด้วย จะได้ไม่เสียเวลาเรียกแท็กซี่คันใหม่อีก จากนั้น พอเห็นพวกเรามองหน้ากันอย่างชั่งใจ เขาก็เลยบอกให้ตามเขามา จะช่วยบอกรถแท็กซี่ให้ แล้วก็พาลงบันไดมาที่ชั้นล่างอีกครั้ง

จากที่อ่านมาในหนังสือและเว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้อง ก็จะมีการเตือนให้ระวังมิจฉาชีพที่สถานีรถไฟนี้ในทำนองคล้ายๆ กัน เราเลยบอกจุ๋ยที่เริ่มลนว่า ถ้างั้นขอเวลาแป๊บเดียวจะไปถามตำรวจที่คอยตรวจคนอยู่ตรงช่องตรวจอาวุธให้แน่ชัดไปเลยว่าใบจองนี้ใช้ได้หรือไม่ได้ แล้วก็เชิดใบจองเดินลิ่วแหวกแถวเข้าไปถาม โล่งใจอยู่หน่อยที่ตำรวจคนนั้นถามตอบกันรู้เรื่อง ด้วยประโยคสำคัญที่สุดก็คือ “ใช้ได้ขรั่บ” เราก็เลยเดินไปบอกคุณชายที่คิ้วเริ่มผูกโบว์ว่า เจ้าหน้าที่สถานีบอกใช้ได้ชัวร์ ส่วนไอ้คนนั้นจะเดินไปถึงไหนแล้วก็ปล่อยมารดามันไปเถอะ!

พอผ่านช่องตรวจเข้ามาที่ชานชาลาได้พวกเราก็เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้หมอปุ้มฟังด้วยข้อเท็จจริง 40% อีก 60% เป็นการสรรเสริญพลพรรคต้มหมูชาวอินเดีย กว่ารถไฟด่วนพิเศษ (Shatabdi express) ขบวนที่จะไปอักรา (Agra) จะมาจอดก็เลยเวลาออกไปนิดหน่อย เราขึ้นรถทีหลังเลยแทบไม่มีช่องไว้กระเป๋าเดินทาง แต่สภาพรถไฟนั่งชั้น 1 ที่ขึ้นมา นับว่าดีมาก เทียบได้กับรถสปิ้นเตอร์บ้านเราเลยทีเดียว และยังมีน้ำชาร้อน น้ำดื่ม อาหารเช้า เสริฟให้บนรถอีกด้วย พวกเราจองที่นั่งได้กลางขบวนเลยมีโต๊ะให้วางของโดยหันหน้าเข้าหาผู้โดยสารอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนแถวอื่นๆ เป็นเก้าอี้ธรรมดาที่ไม่มีโต๊ะ อาหารเช้ามีให้เลือกแบบมังสวิรัติ (veg) กับเนื้อสัตว์ (non veg) เราเลือกมังสวิรัติ (ผิดวิสัยมาก แต่ในหนังสือบอกอร่อยก็เลยเลือกชิมดู) ก็ได้มันฝรั่งบดชุบเกร็ดขนมปังทอด (อย่างเย็นชืด) ให้กระเดือกเข้าไปนิดหน่อย ส่วนหมอปุ้มเลือกอาหารปกติให้ก็ได้ออมเลต แบบเย็นชืดเหมือนกัน มากิน ที่แย่กว่านั้น ดูเหมือนภาชนะเช่นแก้วพลาสติกหรือช้อนจะไม่ค่อยสะอาดเท่าไรนัก

การจองตั๋วรถไฟ online นั้นทำได้ง่าย ถ้าจะจองด้วยเว็บของการรถไฟอินเดีย www.indianrail.gov.in โดยต้องลงทะเบียนโดยให้เบอร์มือถือของอินเดียเป็นเบอร์ติดต่อและรับ password ก่อน ซึ่งการจองแบบนี้ ไปถึงอินเดียแล้วจองจะสะดวกกว่า แต่พวกเราใช้วิธีจองผ่านเอเจนซี่ของอินเดียซึ่งไม่ต้องใช้เบอร์มือถือ แต่จะคิดค่าธรรมเนียมการจองเพิ่มอีกประมาณ 15% ที่ www.cleartrip.com/trains ซึ่งสะดวกดี เราก็เลยจองตั๋วเครื่องบินในประเทศกับเว็บไซต์นี้ด้วยเลย

เวลา 2 ชั่วโมงนิดๆ บนรถไฟที่วิ่งไม่เร็วไม่ช้า ให้พอมองเห็นวิวข้างทางเมื่อฟ้าสว่างแล้ว ดูๆ ไปก็ไม่แตกต่างกับเมืองไทยมากมายนัก ส่วนในรถไฟ ผู้โดยสารทั้งหลายไม่ได้ควักโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดๆ เล่นเหมือนกับในรถไฟฟ้าเมืองไทย ยังคงมีหนุ่มกรุงเทพอยู่ผู้เดียวที่เดี๋ยวๆ ก็มีเสียง ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ให้ควักโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น แล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ในโลกส่วนตัว

รถไฟไม่ได้จอดทุกสถานี และที่ควรปรับปรุงก็คือไม่มีเสียงประชาสัมพันธ์ว่าถึงสถานีไหนแล้ว แต่รถก็จอดนานพอสมควร ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงต้องหาข้อมูลมาให้ดีว่าจะต้องลงที่สถานีไหน แล้วมองป้ายที่ตัวสถานีเอาเอง อย่างเช่นเมืองอักราที่พวกเราเดินทางมานี้มีสถานีรถไฟถึง 3 สถานี และพวกเราจะต้องลงที่สถานี Agra Cantt หรือ Agra cantonment ที่ถึงก่อนสถานีอื่น

หอบหิ้วกระเป๋าลงจากรถมาได้ ฝูงคนขับแท็กซี่ก็มารุมล้อมพวกเราเหมือนแมลงวัน ดูไปแล้วขี้ เอ๊ย หัวหน้าทริปผิวขาวชาวเกาหลีของพวกเราก็แตกต่างจากคนอินเดียอื่นๆ ทั้งสถานี เสมือนปักป้ายบนหัวไว้แล้วว่า “ตูเป็นนักท่องเที่ยวนะจ๊ะ” แต่หลังจากเกือบถูกหลอกที่สถานีเดลีแล้ว จุ๋ยก็ระแวงไปหมด และเดินหา prepaid taxi อย่างจริงจัง ไม่สนใจคำชวนใดๆ เลย

เคาน์เตอร์ prepaid อยู่ด้านนอกสถานี แต่เป็นสถานที่วุ่นวายมาก เพราะเป็นเพิงแคบๆ ขนาดเท่าๆ ป้อมยามที่รถผ่านหน้าโรงแรมในเมืองไทยเท่านั้น มีเจ้าหน้าที่อยู่ข้างใน 2 คน รอบๆ เพิงมีคนขับแท็กซี่รุมอยู่เต็มไปหมด จนพวกเราไม่รู้จะต่อคิวจ่ายเงินตรงไหนดี และก็ไม่มีการจัดการคิวแท็กซี่ด้วย เรียกได้ว่า คนขับคนไหนอยู่ใกล้กับลูกค้าที่สุดก็จะได้ลูกค้าไป

โชคดีที่คราวนี้รถของพวกเราค่อยดูเป็นแท็กซี่หน่อย แต่ถึงยังไงเก๋งทาทาก็เรียกว่าเล็กอยู่ดี (ใครคิดจะซื้อก็ไปลองนั่งดูก่อนนะคะ) กระเป๋าของพวกเราต้องเอาขึ้นไปมัดไว้บนหลังคารถถึง 2 ใบ ก่อนจะตรงไปโรงแรม เราก็บอกให้รถจอดที่หน้าโรงแรมซากุระเสียก่อนเพื่อจะจองตั๋วรถทัวร์ไปชัยปุระ (Jaipur) ในวันรุ่งขึ้น ถึงรถที่ได้จะไม่ใช่ VIP และไม่มีแอร์ (รถ VIP จะมีเฉพาะเที่ยวบ่ายของทุกวัน) แต่ก็ถือว่าเป็นเวลาที่สะดวกในการเดินทางที่สุดแล้ว

ระหว่างทางคนขับแท็กซี่ก็พยายามชวนพวกเราคุย และบอกราคาเหมาสำหรับเที่ยวในเมืองนี้หากเราสนใจ แต่จุ๋ยซึ่งยังระแวงอยู่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ผิดกับพจที่หัวเราะชอบใจอารมณ์ขันของพี่แท็กซี่ที่ตอนรถผ่านขบวนม้าของเจ้าบ่าว เขาก็เล่าให้ฟังว่าวันแต่งงานเป็นวันเดียวที่ผู้ชายเราจะได้ยิ้มแย้ม หลังจากนั้นแล้วเป็นเรื่องเศร้า ทิ้งช่องให้พจได้ถามเขาว่างั้นคุณคงแต่งงานแล้วล่ะสิ คิก คิก....(สม)

มาถึงที่พักหลักร้อยของอักราที่เราจองกันไว้จนได้ จุ๋ยไม่ได้ตกลงเหมาแท็กซี่พาพวกเราเที่ยวต่อ แต่ก็นัดให้เขามารับไปส่งที่ท่ารถทัวร์ในวันรุ่งขึ้น เพื่อความมั่นใจ พวกเราก็เลยขอนามบัตรคุณบาบูไว้เผื่อโทรตาม เราลากกระเป๋าต่อไปอีกประมาณ 50 เมตร ผ่านป้อมยามเขตทัชมาฮาล (ห้ามรถยนต์ผ่านเนื่องจากควันรถจะทำให้เกิดผลเสียกับหินอ่อนของทัชมาฮาล) เพื่อไปที่โรงแรมสิทธิธัตถะ โรงแรมนี้มีความเห็นจากลูกค้ามากมายว่าถูกและดี แถมยังอยู่ใกล้ทัชมาฮาล (เดินไปอีก 100 เมตร) พอเข้าไปเห็นการต้อนรับและห้องพักก็รู้สึกดีจริงๆ คะแนน 8 เต็ม 10 จากอโกด้าไม่ได้มาจากหน้าม้าเลย และเนื่องจากราคาห้องประมาณ 400 บาทเท่านั้น พวกเราก็เลยจองไว้ 2 ห้อง ไม่คิดจะเสริมเตียงเหมือนโรงแรมในคืนอื่นๆ



พักกันครู่เดียวก่อนที่จะหลับไปซะก่อน เราก็ตรงไปยังทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน ถึงแม้ค่าผ่านประตูจะค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับคนพื้นเมือง แต่พาสปอร์ตไทยก็ยังได้ส่วนลดด้วยเพราะประเทศเราเป็นสมาชิกของกลุ่มบิมสเทค (BIMSTEC) หรือกลุ่มความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล ที่มีความร่วมมือด้านวิชาการและเศรษฐกิจ รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย พวกเราได้สูจิบัตร น้ำดื่ม และถุงคลุมรองเท้าเพิ่มมาก่อนจะตรงเข้าไปถ่ายรูปมุมต่างๆ ตั้งแต่ประตูหน้า หรือ Chowk i Jilo Khana ที่บังทัชมาฮาลไว้ซะมิด ช่วงเวลาใกล้เที่ยง อากาศไม่ร้อนมากและแดดกำลังดี ทำให้พวกเราถ่ายรูปสวยๆ มุมต่างๆ ของสุสานรัก ที่ฝังพระศพของพระนางมุมตัซ แห่งนี้อย่างไม่เสียดายฟิล์ม (เพราะไม่ได้ใช้) รวมถึงให้ช่างภาพอาชีพถ่ายรูปที่ระลึกของพวกเรากับทัชมาฮาลและอัดรูปกลับมาด้วย

ตัวทัชมาฮาลนั้นเป็นหินอ่อนทรงแปดเหลี่ยม มีโดมตรงกลางเหมือนมัสยิดทั่วไป ด้านข้าง 4 ด้านเป็นหออะซาน (Minaret) ล้อมรอบอยู่ ภายในห้ามถ่ายรูป จะเป็นที่ตั้งหีบพระศพจำลองของพระเจ้าชาห์ จาฮาน และพระนางมุมตัซ ส่วนของจริงถูกฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินด้านล่าง รอบๆ หีบพระศพจำลองจะมีฉากหินอ่อนกั้นอยู่โดยที่ฉากจะมีการฝังหินสีมีค่า เช่น หยก เทอร์คอยซ์ ลาพิส เป็นลายดอกไม้อยู่ทั่วๆ การตกแต่งที่ผนังจะเป็นการฝังหินมีค่าเป็นลวดลายดอกไม้หรือทรงเรขาคณิต เรียกเทคนิกนี้ว่า เพ็ททราดูร่า (Pietra Dura) ส่วนที่ซุ้มประตูเป็นการฝังหินอ่อนสีดำในเนื้อหินสีขาวเป็นตัวอักษรคัมภีร์อัลกุรอาน เรียกว่าเทคนิก คอลลิกกราฟิก พาเนลส์ (Calligraphic Panels) ยังมีอาคารที่อยู่ข้าง ๆ ทัชมาฮาลทีสร้างจากหินทรายแดงอีกด้วย ซึ่งใช้เป็นมัสยิดและเป็นอาคารรับรอง

จนเกือบบ่าย 2 โมง เราก็กลับมากินอาหารในร้านของโรงแรมอีกครั้ง แล้วก็ต้องติดใจกับรสชาติของจ้าย (หรือใจ๋ ตามแต่จะออกเสียงแต่ละท้องถิ่น) หรือชานมร้อน ที่หวานมันจนคิดว่าชงในเมืองไทย แต่ในเมืองต่อๆ มา เราก็ยังได้เรียนรู้ว่า อินเดียนจ้าย ของแท้นั้นใส่สมุนไพรเพิ่มลงไปอีกโดยเฉพาะขิง ทำให้รสชาติชอบกล ส่วนอาหารอื่นๆ ก็เริ่มจับเค้าได้ว่า tandori คือย่าง briyani คือข้าวหมก และ masala คือแกงกระหรี่ ส่วนเนื้อสัตว์ที่จะสั่งก็เลือกเอาตามใจชอบอย่างไก่ หรือ แกะ (mutton) เนื้อหมูนั้นหายาก ส่วนเนื้อวัว คนอินเดียที่นี่นับถือศาสนาฮินดูถึง 90% ไม่กินกันเพราะถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ หลังอาหารมื้อนี้ หมอปุ้มก็เลยได้สูตรที่พอจะสลับกินได้แต่ละมื้อก็คือไก่ย่าง ข้าวเปล่า ผัดหมี่ และนานหรือโรตีที่ไม่จิ้มกับแกง แต่เอาไว้กินกับจ้าย ส่วนอีก 2 คนที่ยังรักษาสถิติแหลกไม่เลือกก็ตั้งหน้าตั้งตามองหาของแปลกกินกันต่อไป โดยเฉพาะอาหารที่ทำจากแกะเนื้อเปื่อยนุ่มลิ้น

กินอิ่มแล้วหัวหน้าทัวร์ก็เลยเสนอให้เช่ารถตุ๊กๆ หรือออโต้ริกชอว์ (ถ้าเป็นสามล้อถีบจะใช้คำว่าริกชอว์ ซึ่งพวกเราไม่ใช้บริการเพราะดูจากน้ำหนักตัวแล้วสงสารคนขี่ที่ตัวเล็กกว่ามากมาย) ไปเที่ยวกันต่อ เริ่มจากเบบี้ทัชมาฮาลที่อยู่นอกเมืองก่อน โดยพวกเรายังพอมองเห็นทัชมาฮาลอยู่ลิบๆ ข้างแม่น้ำยุมนา

เบบี้ทัชมาฮาล (Baby Taj) เป็นสุสานหินอ่อนเช่นเดียวกัน แต่ขนาดเล็กกว่าและสร้างก่อนทัชมาฮาล 10 ปี ลักษณะเด่นก็คือการฝังลวดลายที่ผนังและเพดานด้วยลวดลายสวยงาม ส่วนเพดานสูงลิ่วของทัชมาฮาลนั้นเป็นสีขาวล้วนดูเรียบโล่ง

จากนั้นเราก็ไปยัง Agra fort ซึ่งเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ประจำเมือง ทำจากหินทรายสีแดง ภายในยังเป็นพระราชวังหินอ่อนขนาดย่อม มีสวนหย่อมทรงเลขาคณิต และห้องที่ตกแต่งด้วยเศษกระจกเงา และโมเสกอีกด้วย ส่วนอาคารที่มีซุ้มโค้งประตูหยักทำเป็นรูปกลีบดอกไม้ เดิมใช้เป็นท้องพระโรงให้ชาวบ้านเข้ามาร้องเรียนได้ ทำจากปูนผสมเปลือกหอยมุกดูคล้ายหินอ่อน...ทึ่งกับความคิดซะจริง

เรากลับไปยังที่พักก่อนหมดวันเพื่อเล็งหาร้านอาหารบนดาดฟ้า (roof top restaurant) ที่บรรยากาศดีๆ ตามประสาคนกินบนหลังคา...ในเรือน และหาซื้อซิมการ์ดไว้โทรกลับบ้านเสียทีหลังจากมาถึงได้ 2 วัน การซื้อซิมโทรศัพท์ของที่นี่จะต้องลงทะเบียนก่อนและใช้เอกสารคือรูปถ่าย 2 รูป (คนขายทักซะอีกแน่ะว่าเป็นตำรวจหรือเปล่าพอเห็นรูปข้าราชการของเรา) สำเนาพาสปอร์ต และสำเนาวีซ่า เราไม่ได้เตรียมสำเนาพาสปอร์ตไว้เลยได้ลงทะเบียนด้วยชื่อหมอปุ้มแต่เป็นรูปถ่ายของพจ อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องไปถ่ายเอกสารวีซ่าอยู่ดี ส่วนเวลาจะเติมเงินจะต้องบอกคนขายด้วยว่าซื้อซิมมาจากเมืองไหน เพราะอินเดียเป็นประเทศใหญ่ ร้านค้าเจ้าเล็กๆ อาจเติมเงินให้ได้ไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ

ยังไม่ทันไร ไฟฟ้าก็ดับเกือบทั้งเมือง ทำเอาพวกเราพากันเซ็งที่ต้องไปนั่งมืดๆ กันบนหลังคาโรงแรม โดยไม่มีพนักงานมาต้อนรับ หลังจากไต่บันไดลงมาชั้นล่างแล้ว พวกเราก็เลือกร้านที่โปร่งน่านั่งอยู่ชั้น 1 แทน โดยมีลูกค้าวัยรุ่นญี่ปุ่นนั่งอยู่ก่อนแล้ว อาหารที่ต้องออกปากชมในร้านนี้เห็นจะเป็นไก่ย่างรสจัดจ้านถึงเกลือถึงพริกไทย เห็นจะเป็นที่ว่าหมักแช่แข็งมาหลายวันเพิ่งจะมีลูกค้าก็วันนี้ เพราะหลังจาก 2 หนุ่มญี่ปุ่นจากไป ก็เหลือพวกเราเหมาร้านไว้แต่เพียงผู้เดียว

อากาศตอนกลางคืนเย็นลงอย่างรวดเร็ว มองเครื่องทำน้ำอุ่นที่เก่าคร่ำคร่าในห้องน้ำแล้วต้องเลือกเอาว่าจะหนาวตายหรือจะโดนไฟดูดตายดี แต่สุดท้ายแล้วความไม่เอื้ออำนวยของฝักบัวก็ทำให้เราได้ใช้กระป๋องน้ำ เครื่องมือสามัญประจำห้องพัก ในการผสมน้ำอุ่นแล้วตักอาบแบบอุ่นสบาย ส่วนห้องของจุ๋ยที่สภาพใหม่กว่า (เจ้าตัวไม่คิดจะเป็นสุภาพบุรุษแลกห้องกับผู้หญิงเลย) เจ้าของห้องคุยฟุ้งว่าอยู่สบายคุ้มราคามากๆ เพราะห่มผ้า 2 ผืนในห้อง อุ่นสุดๆ เรายกผ้าห่มที่ดูเหมือนบางให้หมอปุ้มไปอีกผืน แล้วก็กางถุงนอนที่เอามาด้วย สอดตัวเข้าไปเป็นโรลใส้หมู นอนอุ่นไม่น้อยหน้าคนอื่น

7 ก.พ. 55

วันนี้ไม่ถึงกับตื่นเช้ามากเพราะนัดแท็กซี่ไว้ 7.30 น. พวกเราเลยได้โอกาสกินหมูแท่งที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทยเป็นอาหารเช้า เสียดายอยู่หน่อยที่กระเป๋าไม่มีที่ว่างให้ใส่กล่องข้าวพลาสติกมาด้วย จะได้สั่งอาหารใส่กล่องไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เพราะอีกอย่างที่ค้นพบก็คือ กว่าร้านรวงต่างๆ จะเปิดขายก็ปาเข้าไปเกือบ 10 โมงเช้าแล้ว

ไปถึงท่ารถได้ก่อนเวลารถออกมาก พวกเราเอากระเป๋าใส่รถแล้วก็เลยพากันกินอาหารเช้าเป็นขนมปังปิ้งกับจ้ายที่โรงแรมซากุระนั่นเอง อากาศค่อนข้างเย็นบนรถทำให้รู้ว่าทำไมช่วงเช้าถึงได้ไม่มีรถแอร์เลยเพราะมันไม่จำเป็น แต่สภาพจราจรที่รถวิ่งช้ามากๆ และบีบแตรตลอดทาง ทำเอาหวั่นใจว่าจะปวดฉี่ขึ้นมากลางทางหรือเปล่า หลังจากได้เห็นพวกผู้ชายเดินลงไปฉี่ริมถนนตอนที่รถจอดรอรถไฟ และผู้หญิงอินเดียนุ่งส่าหรีบางคนเดินดุ่มๆ เข้าไปในพงไม้อีกฟากหนึ่ง

แต่ในที่สุดรถทัวร์ก็แวะเข้าจุดพักรถ มีห้องน้ำค่อนข้างสะอาดทีเดียวให้เข้า และถ้ากินอาหารได้เร็วก็ยังมีอาหารขายอีกด้วย พวกเรากินขนมที่เอามาเองแล้วก็เมียงมองดูว่ามีอะไรน่ากินบ้างแต่ก็ไม่ได้ซื้อ พวกเรามาถึงชัยปุระเกือบบ่าย 2 โมง นั่งแท็กซี่ไปที่ Country Inn and Suites โรงแรม 5 ดาวที่ลดราคาพิเศษในอโกด้า เหลือคืนละพันกว่าบาท บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีที่ได้เห็นสถานที่โอ่โถงกว้างขวาง แต่อย่างไรก็ตามจนป่านนี้พวกเรายังไม่ได้กินอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอัน และขี้เกียจเรียกแท็กซี่เข้าเมืองไปหาร้านอาหารอีก เลยเลือกฝากท้องกันที่ร้านอาหารจีนในโรงแรมนั่นเอง ถึงแม้ว่าราคาอาหารจะค่อนข้างสูง แต่รสชาติก็อร่อยใช้ได้ทีเดียว ส่วนห้องพัก 2 คืนต่อจากนี้ เรียกได้ว่าดีมากๆ แต่น่าเสียดายที่การเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองจะใช้เวลามากไปนิด ในคืนต่อมาพวกเราก็เลยไม่ได้ปรีเปรมกับการพักผ่อนมากเท่าที่ควร



ชัยปุระ (Jaipur) เป็นเมืองหลวงของรัฐราชาสถาน (Rajastan) ตั้งชื่อตามมหาราชา Sawai Jai Singh ที่ 2 โดย Jai หรือ ชัย แปลว่า ชัยชนะ ส่วนที่เรียกว่าเมืองสีชมพูเป็นเพราะครั้งที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มีการทาสีทั้งเมืองให้เป็นสีชมพูเพื่อเอาใจและต้อนรับเจ้าชายแห่งเวลล์ในปี 1876

บ่ายแก่ๆ พวกเราก็เรียกออโต้ริกชอว์ (Auto Rickshaw) ซึ่งใช้คำว่าตุ๊กตุ๊ก คนอินเดียก็ฟังเข้าใจ ออกไปเดินในเมืองอีกครั้ง โดยเริ่มจากประตูเมืองเก่า ซึ่งมีตลาดนัด (Bazar) แต่ตุ๊กๆ คันนี้ไปส่งพวกเราที่ตลาดเก่าขายพวกเครื่องครัวหม้อไห แทนที่จะเป็นย่านขายของพื้นเมืองซึ่งอยู่อีกด้านนึง พวกเราเดินดูของไปเรื่อยๆ แถมยังถูกพ่อค้ากำไลเชื้อเชิญให้ลองใส่ดู แต่ข้อมือใหญ่เกินมาตรฐานหญิงอย่างเรา กว่าจะยัดวงที่ 2 ได้ (ชุดนึงมีหลายวง) ก็เจ็บสุดๆ เลยเลิกลอง และกว่าจะถอดกำไลออกคืนได้ก็เสียเวลาอีกโข หลังจากนั้นเจอกำไลร้านอื่นๆ เลยไม่กล้าลองอีก เดินไปทางด้านขวาก็เจอตลาดที่ต้องการซะที คราวนี้พวกเราได้ผ้าพื้นเมือง หรือผ้าปาสมีน่า ซึ่งเป็นผ้าทอมีหลายราคาแล้วแต่วัสดุที่ใช้ ซื้อได้ 2 ผืนจนเงินเกือบหมด ก็ออกไปดูตุ้มหู สร้อยคอ ที่ร้านอื่นๆ ต่อ จนเริ่มเหนื่อย พวกเราก็กลับมาพักที่โรงแรมก่อนแล้วค่อยออกไปกินอาหารอินเดียเจ้าดัง ชื่อร้านฮานดี (Handi) เป็นร้านที่เน้นอาหารปิ้งย่าง และรสแกงไม่จัดมาก บรรยากาศดี จึงมีนักท่องเที่ยวมากินเสียส่วนใหญ่



8 ก.พ. 55



เช้านี้พวกเรากินอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์รสชาติดีที่โรงแรม ก่อนจะออกไปเช่าแท็กซี่ด้านข้างโรงแรม ได้คุณลุงที่คุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้างเป็นคนขับให้ หลังจากเราแวะไปจองตั๋วรถทัวร์ที่สถานีขนส่งซึ่งไม่ไกลจากโรงแรมแล้ว เราก็ไปกันที่ป้อมแอมเบอร์ (Amber fort) ที่ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ ของเมืองชัยปุระ ซึ่ง Amber นั้นเคยเป็นเมืองหลวงเดิมก่อนจะย้ายมาวางผังเมืองใหม่เป็นชัยปุระ ระหว่างทางเราเห็นนักท่องเที่ยวนั่งช้างขึ้นไปที่ป้อมดูน่าสนุก แต่ไม่ได้บอกลุงคนขับไว้ ลุงก็เลยขับรถขึ้นเขาพาเราไปส่งจนถึงประตูด้านบน...อดซึมซับความรู้สึกแบบมหาราชาเลย

จากนั้น พวกเราก็ไปผจญภัยภายในป้อมที่ประกอบด้วยศาลาว่าราชการหินทรายสีแดงและพระราชวังหินอ่อน มีลวดลายดอกไม้ ติดกระจก กระเบื้องสีตามเพดานและประตู โดยถ่ายรูปกับมุมโน้นมุมนี้ ไม่ได้สังเกตเลยว่าทางซอกเล็กซอกน้อยที่มากมายเหล่านั้น ไม่มีป้ายบอกทางให้ จนเวลาผ่านไป เราถึงได้รู้สึกว่านักท่องเที่ยวชักจะบางตา บางตรอกที่ต้องเดินไปก็ทั้งแคบและมืด เริ่มนึกถึงประโยชน์เมื่อเจอกรุ๊ปทัวร์ชาวไทยและชาวจีนที่จะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวให้รู้ว่าเป็นเส้นทางหลักก็คราวนี้ แต่อย่างไรก็ดี พวกเราเดินวนเวียนไปมาจนเจอทางออกจนได้ ด้านทางออกจะมีร้านขายของที่ระลึกให้เราซื้อโปสการ์ดและแสตมป์ มีโชว์เป่าปี่เรียกงู และภาพวาดอื่นๆ หลังจากนั้นก็กลับกันมาที่รถ

ลุงคนขับชวนพวกเราไปดูร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่มีใครสนใจนัก เพราะเรายังมีเป้าหมายอื่นอีกหลายที่ เลยบอกให้ลุงพาไปที่พระราชวังในน้ำ ป้อมจัยกร้า (Jaigarh fort) และป้อมนาฮาการ์ (Nahargarh fort) ต่อ เห็นลุงเลี้ยวไปอีกทางที่ไม่ใช่พระราชวัง พวกเราก็เลยทักท้วง แต่ฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แล้วค่อยถึงบางอ้อว่าที่จริงแล้วป้อมจัยกร้าอยู่ใกล้กับป้อมแอมเบอร์มากกว่า แทบจะเรียกได้ว่ามีแนวกำแพงต่อกันไปเลยก็ว่าได้ โดยที่นี่จะมีปืนใหญ่ (Jaivan) หนักถึง 50 ตัน ตั้งเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวดูโดยต้องเสียค่ากล้องถ่ายรูปต่างหาก จากนั้นพวกเราก็เดินเที่ยวไปตามกำแพงที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นชัยปุระได้ทั้งเมืองและที่นี่ก็ยังมีกำแพงสีชมพูให้รู้ว่ามาถึงเมืองสีชมพูชัยปุระซะที



ส่วนป้อมที่อยู่ติดๆ กันก็คือป้อมนาฮาการ์ หรือ Tiger fort ที่ตัวอาคารส่วนใหญ่จะเน้นสีเหลือง และมีซอกเล็กซอกน้อยมากมายให้เดินหลงจนเหนื่อย



พวกเราแวะถ่ายรูปพระราชวังกลางน้ำ (Jal mahal) แป๊บเดียวก็ไปกินข้าวกันต่อ อาหารมื้อนี้เป็นแนวรสไม่จัดสำหรับนักท่องเที่ยวอีกแล้ว แต่ก็อร่อยดี พวกเรากินจนคุ้มกับพลังที่เสียไปตอนเดินในป้อม แล้วลุงก็จอดข้างถนนให้ถ่ายรูปกับพระราชวังสายลม (Hawa mahal) รูปทรงมงกุฎพระนารายณ์สีขาวอมส้ม ที่เต็มไปด้วยหน้าต่าง จุดประสงค์ก็คือมีไว้ให้เหล่าสนมของมหาราชาได้ดูชีวิตชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านจะมองขึ้นมาไม่เห็นนักถ้ำมองเหล่านั้น พวกเราเลือกไม่เข้าไปข้างในเพราะเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว น่าจะไปกันที่ City palace ซึ่งจะปิดตอน 5 โมงเย็นมากกว่า



ที่ City palace มีพิพิธภัณฑ์ Sawai Man Singh ที่จัดแสดงชุดโบราณและวิถีนักรบของชาวชัยปุระ ส่วนตัวพระราชวังนั้นเป็นสีชมพู จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นซุ้มประตู (Peacock gate) ที่วาดภาพตกแต่งเป็นรูปนกยูงอย่างสวยงามแบ่งเป็น 4 ประตู 4 ฤดู คือฤดูฝนเป็นประตูรูปนกยูงสีเขียวหลายตัว ฤดูร้อนเป็นประตูรูปดอกบัว ฤดูหนาวเป็นรูปดอกไม้สีชมพูปนม่วง และฤดูใบไม้ผลิสีเขียวตองอ่อน พวกเราพากันไปถ่ายรูปประตูฤดูร้อนอยู่เป็นนานจนพอใจแล้วจึงได้กลับออกมา

ก่อนจะหมดวัน เราให้ลุงคนขับพาพวกเราไปซื้อผลิตภัณฑ์หิมาลายา Himalaya ที่เป็นเครื่องสำอางของอินเดีย บนถนน MI ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองชัยปุระ เส้นเดียวกับที่ผ่านหน้าโรงแรมที่พัก แต่ก็ยังหลงทางวนไปวนมาหลายรอบในที่สุดก็มาถึงร้านจนได้ ของฝากที่ซื้อจากเมืองนี้แต่ละวันทำเอาพวกเราต้องใช้เงินดอลล่าร์แลกเป็นรูปีรายวันเลยทีเดียว บอกลาคุณลุงในตอนเย็นแล้ว เราก็เดินถ่ายดอกไม้สวยๆ ในโรงแรม พักผ่อนกันเล็กน้อยก่อนจะออกไปเรียกตุ๊กๆ พาไปกินอาหารที่ร้าน Niros อีกร้านที่หนังสือท่องเที่ยวแนะนำ กลับมาแวะซื้อไก่ย่างเจ้าดังร้าน (Talk of the town) ฝั่งตรงข้ามโรงแรมที่คนรอซื้อกันเยอะมากเพื่อใช้เป็นเสบียงในวันพรุ่งนี้

เช้านี้ลุงมารับก่อนเวลาซะอีก ทั้งที่ไปสถานีขนส่งแค่ 10 นาทีก็ถึง เราเลยต้องรอรถเที่ยว 6.30 ที่ออกเลยเวลาไปเกือบ 15 นาที ท่ามกลางลมหนาวในห้องรอของผู้โดยสาร หลังจากนั้นรถ VIP ก็พาเราไปต่อยังเมืองโยธปุระ (Jodpur) สภาพรถที่ดีกว่าเมื่อคราวก่อน ทำเอาเราคาดหวังว่าจุดพักรถจะดีตามไปด้วย แต่จุดแรกที่รถจอดให้กลับเป็นห้องน้ำสาธารณะ ยังดีที่เราพุ่งตัวลงจากรถไปก่อนจึงได้เจอห้องน้ำที่ยังไม่มีใครใช้ (ในวันนี้) แต่ในคอห่านมีคราบเก่าของคนท้องเสียแห้งกรังเต็มไปหมด หมอปุ้มเดินเข้าไปดูแล้วทำหน้ายี้ ส่วนเราอาศัยว่าดีกว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็เลยไม่สนใจอะไรนัก ฉี่ต่อโดยไม่ราดน้ำ (เพราะไม่มีน้ำ) ที่จริงแล้วห้องน้ำหญิงมีอีกห้องซึ่งไม่มีประตู ลองเดินไปดูแล้วเห็นเป็นพื้นปูนล้วนๆ และท่อระบายน้ำเท่านั้น ไม่มีคอห่าน ถ้าจะให้เปรียบกับห้องน้ำชายคงประมาณห้องสำหรับถ่ายเบากับถ่ายหนักละมั้ง เห็นแหม่มที่มาด้วยกันทำกล้าๆ กลัวๆ ไปเข้าต่อแล้วก็คิดว่าสำหรับคนไฮโซที่จะมาเที่ยวอินเดียคงต้องทำใจกันหน่อยล่ะ

กลับขึ้นไปบนรถก็ถามจุ๋ยว่าทางห้องน้ำชายเป็นไงบ้าง จุ๋ยบอกว่าไปยืนฉี่ข้างห้องน้ำ พอเห็นเพื่อนทำหน้างง เลยเฉลยต่อว่าก็ประตูห้องน้ำมันล๊อกทุกคนก็เลยต้องไปยืนวัดขนาดกันข้างๆ นั่นแหละ อีก 2 ชั่วโมงถัดมาก็ถึงจุดพักรถคล้ายๆ กับที่เคยแวะ คือมีอาหารง่ายๆ ให้สั่งกินได้ แต่กระเหรี่ยงไทยทั้ง 3 ได้โอกาสแกะห่อไก่ย่างมาถือกินกันข้างๆ รถอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจคนมองว่าใครจะหิว หรือใครจะเป็นมังสวิรัติ ฮิ ฮิ

ถึงโยธปุระเอายามบ่ายเช่นเคย พวกเราเข้าไปแวะซื้อตั๋วรถที่สถานีขนส่งของรัฐบาล (Central bus stand) ที่รถจอดเพื่อไปอุทัยปุระ (Udaipur) ก่อน แต่สภาพรถที่เห็นแต่ละคันเหมือนกับรถอ้อมใหญ่ใช้งานมากว่า 50 ปีแล้ว ทำเอาใจแป้วว่าพรุ่งนี้ต้องขึ้นรถแบบนี้ไปหรือ? ดูเหมือนรถจะจอดทุกป้ายและอาจมีเอาสัตว์พวกแพะพวกวัวขึ้นได้ด้วยนะนี่ แต่เข้าไปคุยกับที่จองรถอยู่นานกว่าจะรู้ว่าไม่ต้องจองตั๋ว วันพรุ่งนี้มาซื้อแล้วขึ้นรถได้เลย เราจึงได้ให้รถตุ๊กๆ ไปส่งโรงแรมในย่านเมืองเก่า



บ้านเรือนในย่านเมืองเก่าปลูกติดๆ กัน จนแทบจะใช้ฝาบ้านร่วมกัน และตรอกที่ทำไว้สำหรับเดินเท้า ทำให้รถตุ๊กๆ ผ่านเข้าไปลำบาก แต่เมื่อไปถึง Juna mahalโรงแรมบูติก ที่แบ่งเป็นห้องเล็กๆ เล่นระดับต่างๆ กัน และตกแต่งได้น่ารักก็ทำเอาสดชื่นขึ้นมาหน่อย เดินออกมาจากโรงแรมนิดเดียวเราก็ยิ่งสดชื่นยิ่งขึ้นเมื่อเจอร้านขนมหวานเรียงกัน และไม่หงุดหงิดที่แก๊งชาวต่างชาติจะจิ้มกระจกตู้โชว์เลือกขนมชิ้นโน้นชิ้นนี้อย่างมีความสุข เวลาคิดเงินก็ยิ่งประหลาดเมื่อเขาใช้ชั่งเอา พวกเราเดินไปตามทางเพื่อเข้าประตูอีกด้าน (Fateh pole) หนึ่งใน 7 ประตูของป้อมเมลังการ์ (Mehrangarh fort) ป้อมใหญ่ที่สุดในอินเดีย ที่เชื่อมต่อกับย่านเมืองเก่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนขาวจะเป็นที่นิยมในหมู่เด็กๆ เพราะจุ๋ยเดินไปทางไหนก็มีเด็กๆ เดินล้อมหน้าล้อมหลัง คนไหนกล้าๆ หน่อยก็เข้ามาจับแขนดู ประมาณว่าคนหรือนี่?

หลังจากซื้อตั๋วสำหรับคนและกล้องถ่ายรูปแล้ว เราก็รีบเลือกวิธีขึ้นป้อมด้วยลิฟท์ แบบบอกว่า พจใช้เงินส่วนตัวจ่ายก็ได้นะ 20 รูปี ส่วนคนอื่นถ้าจะเดินขึ้นป้อมที่สูง 400 ฟุตก็ได้ เดี๋ยวเราไปเจอกันข้างบน คนที่เหลือเลยไม่มีโอกาสตัดสินใจ ขึ้นลิฟท์ตามกันไปแต่โดยดี



วิวด้านบนป้อมมองเห็นเมืองเก่าที่ทาสีฟ้าเกือบทั้งเมือง ค่อยสมกับชื่อเมืองสีฟ้า ที่แต่เดิมทาเพื่อกันแมลงและให้รู้สึกเย็นตาจะได้ไม่ร้อนจากอากาศกันมากนัก ภายในป้อมก็คล้ายๆ กับที่อื่น คือ มีซุ้มประตู ผนังเขียนลาย แต่ที่นี่จะมีที่ประทับของมหาราชาและพระมเหสีด้วย ซึ่งแต่ละห้องจะตกแต่งอย่างสวยงาม โดยเฉพาะพูลมาฮาล (Phool mahal) ที่ตกแต่งเพดานและผนังห้องด้วยสีทองแสบตา มีลวดลายดอกไม้ประดับ ส่วนตำหนักไข่มุก (Moti mahal) ผนังเป็นปูนบดผสมกับเปลือกหอยมุก หน้าต่างใช้กระจกสีสดใส เวลาจุดเทียนตอนกลางคืนน่าจะสวยมาก มีเบาะขนาดใหญ่และหมอนอิงวางบนพื้นคล้ายจะเป็นห้องนั่งเล่นสำหรับมเหสี รายรอบด้วยเบาะเล็กๆ ที่อาจจะเป็นของนางกำนัลหรือสนม ให้บรรยากาศพวกผู้หญิงที่จะมานั่งเม้าท์แตกกันอยู่ในห้องได้เป็นอย่างดี แต่ที่จริงแล้วกลับเป็นที่หารือข้อราชการของมหาราชากับข้าราชบริพารระดับสูงไปซะนี่



กลับลงมาที่ด้านล่างจะมีร้านขายของที่ระลึกพวกเสื้อผ้า พรม และของกระจุกกระจิกแต่งบ้าน จุ๋ยซื้อชุดตุ๊กตามหาราชาเป็นเปเปอร์มาเช่ที่เจ้าของร้านคุยเก่งมาก และก็เปิดโอกาสให้พวกเราถ่ายรูปสินค้าที่เขาทำขึ้นเองอย่างภาคภูมิใจ พวกเราแวะร้านน้ำชาบรรยากาศดีชื่อ Café Mehran ในป้อมก่อนจะเดินกลับไปยังโรงแรม ยังแวะซื้อองุ่นดำราคากิโลละ 80 บาท ที่หวานอร่อย ก่อนจะให้ทางโรงแรมช่วยจองตั๋วรถทัวร์ให้

ทีแรกเรากะว่าจะเดินไปที่หอนาฬิกาที่อยู่ในเขตเมืองใหม่ไม่ไกลนัก แต่ตรอกที่เต็มไปด้วยร้านขายของเหมือนตลาดผ้าในนครปฐม ทำเอาเรางงและเดินไม่ถึงซักทีเลยได้แต่ถอดใจเดินกลับมาตั้งหลักที่โรงแรมอีกครั้ง แต่อาหารโรงแรมที่มีแต่อาหารเบา เช่น โรตี ออมเลต ทำให้เราเดินไปเรียกตุ๊กๆ ออกไปหาร้านที่หนังสือแนะนำกันอีกครั้ง คราวนี้พ่อหนุ่มขับรถตุ๊กๆ ไม่รู้จักร้านอาหารที่โรงแรม Haveli พาไปผิดที่วนไปวนมาจนเกือบ 2 ทุ่ม ในที่สุดก็ปล่อยพวกเราไว้ในที่มืดเชียว ดีที่เจอตุ๊กๆ อีกคันบอกทางให้เดินต่อไปอีกไม่ไกลนัก

เราเจอแก๊งคนไทยที่ร้านนี้ด้วย ดูท่าแล้วน่าจะพักที่นี่ แต่เนื่องจากเขากินกันเสร็จแล้ว ก็เลยไม่ได้ทักทายอะไรกัน จากเมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ เราก็เลยเลือกเซตที่น่าจะอร่อย เรียกว่า ดาลบาตีโชมา (Dhal Bati Chauma) แต่แกงถั่วบดปนกับข้าวหวานๆ คลุกน้ำตาลกับเนย ที่กินแล้วมองหน้าจุ๋ยที่สั่งเหมือนกันทำนองว่านี่อาหารคนป่าววะ ทำเอาผัดหมี่ของหมอปุ้มอร่อยขึ้นมาทันที ถึงอาหารจะห่วยแต่บรรยากาศ roof top ของที่นี่มองเห็นป้อมเมรังการ์ได้ชัดเจนทีเดียว

กลับถึงโรงแรมอีกครั้ง พนักงานบอกว่ารถทัวร์เที่ยวที่เราจะไปนั้นไม่มีเลยไม่ได้จองให้ แต่เขาแนะนำรถทัวร์ของเอกชนที่จะไปอุทัยปุระ สภาพดีกว่ารถที่สถานีขนส่งมาก ถ้าพวกเราจะไปเขาจะจองให้ ซึ่งพวกเราก็ไม่ปฏิเสธและบอกให้เรียกตุ๊กๆ มารับในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วย

9 ก.พ. 55

วันนี้พวกเราก็ออกแต่เช้ากันอีกเช่นเคย รถมารับตามเวลาและไปส่งพวกเราที่ห้องแถวที่คล้ายๆ จะเป็นคิวรถ มีฝรั่งรออยูแล้ว 4 – 5 คน พวกเรายื่นใบจองให้ดู และรออยู่ครู่หนึ่งตามที่เขาบอก แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลารถมา คนที่คิวรถโทรถามแล้วก็มีปัญหาบางอย่าง จึงได้เรียกพวกเราไปชี้แจงว่าต้องเปลี่ยนรถเป็น sleeping bus “แต่ว่าอีนี่ฉ๋านไม่ได้ชาร์ตเงินเพิ่มนะนาย” เท่าที่จับใจความได้เขาบอกว่าเราได้ที่นั่งติดกระจก 2 ที่ด้วย แต่หลังจากนั้นพวกเราต้องเสียค่ารถตุ๊กๆ ต่อไปตรงที่รถจะจอดซึ่งอยู่ไกลกัน เราเลยต้องเสียค่ารถเพิ่ม แต่ฝรั่งกลุ่มที่ตามมาค่อนข้างเขี้ยว เขาเถียงกับคนขับตุ๊กๆ ว่าก็ในเมื่อคุณเรียกค่าโดยสารแบบแล้วแต่จะให้ (As you like) ดังนั้นตูก็ให้ 20 รูปี ซึ่งคนขับตุ๊กๆ ก็เลยโวยวาย (ส่วนคันที่พวกเรานั่งให้ไป 100) และพอโวยวายมากเข้า นายฝรั่งคนนั้นก็เลยไม่ให้ซะเลย ร้อนถึงคนอยู่ที่คิวต้องถูกตามมาคุย พอรถมา กลุ่มฝรั่งก็ไม่สนใจเอากระเป๋าไปใส่รถ ส่วนพวกเราก็เอาเลขที่นั่งไปให้คนรถดู ปรากฎว่าเป็นที่นอนอยู่ชั้นบน 2 ที่ ให้นั่งกันไป 3 คน คราวนี้จุ๋ยก็เลยทำเข้มโวยวายบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าพื้นที่ของพวกเราเท่ากับเบาะนั่งข้างล่าง 4 ที่เลยนะ ส่วนฝรั่งกลุ่มนั้นรู้สึกจะได้นั่งด้านหลังรถ

ถ้าคิดในแง่ดีแล้วถือว่าพวกเรามีที่นั่งขัดสมาธิกันเป็นสัดส่วนและดูวิวได้ชัดเลยทีเดียว มีกระจกกั้นจากช่องทางเดินไม่ให้คนที่ขึ้นมาขายของตอนรถจอดมากวนใจอีกด้วย โดย sleeping bus ของอินเดีย ชั้นล่างจะเป็นเบาะนั่ง ข้างหนึ่ง 2 เบาะ อีกข้างเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนชั้นบนเป็นเบาะนอน ด้านที่มีเก้าอี้ 2 จะเป็นเบาะนอนคู่ ส่วนอีกด้านจะเป็นที่นอนเดี่ยว มีบันไดขึ้นจากบนหัวคนนั่ง...ป่าว จากพนักเก้าอี้นั่ง แต่เมื่อถึงจุดพักรถก็ขึ้นลงลำบากพอได้เลยทีเดียว ห้องน้ำที่จุดพักรถนี้พอใช้ได้ และผ่านมาหลายครั้ง ห้องน้ำหญิงไม่ต้องรอนาน นั่นเป็นเพราะว่าผู้หญิงอินเดียไม่ค่อยเดินทางไปไหนมาไหน ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวด้วยกันซะมากกว่า ตามสถานที่ต่างๆ ก็ไม่ค่อยมีผู้หญิงให้เห็น ไม่รู้เป็นเพราะว่าค่านิยมที่ผู้หญิงต้องทำงานในบ้าน หรือหาห้องน้ำเข้ายากก็ไม่รู้

รถจอดนานทีเดียว จนพวกเราเข้าไปดูขนมก้อนกลมที่ทำจากแป้งทอดเหลืองกรอบอยู่ในกระทะ ทอดเสร็จก็ใส่จานแล้วเอาน้ำอะไรสักอย่างราด มีคนยืนกินอยู่รอบๆ พอพวกเราตัดสินใจจะสั่งกินบ้าง รถก็ติดเครื่องเตรียมจะออกพอดี

ผ่านพื้นที่แห้งแล้ง จนขึ้นเขามาได้ เราก็มาถึงเขตเมืองอุทัยปุระ กำแพงเมืองสร้างอย่างแข็งแรงเพราะนอกจากจะใช้เป็นรั้วของเมืองแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยอีกด้วย ความสูงที่ลดหลั่นขึ้นๆ ลงๆ ของกำแพงนั้นยังมีตัวอาคารปลูกอยู่เรียงราย รวมทั้งยังมีซอกเล็กซอกน้อยให้ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าได้ขึ้นไปเดินเที่ยวเหมือนในเกม RPG จะสนุกแค่ไหน ผ่านไปอีกราวครึ่งชั่วโมง รถถึงได้จอดในตัวเมืองที่ดูเจริญ ต่างกับชุมชนที่อยู่นอกกำแพงเมืองอย่างเห็นได้ชัด หลักฐานก็คือกระเป๋าลากที่อยู่ท้ายรถบัสของพวกเราเต็มไปด้วยฝุ่นเกาะอย่างหนา

พวกเราพึ่งบริการแท็กซี่ที่หาได้ง่ายจากนั้นก็ไปโรงแรม Anjani ที่ตกแต่งสวยงามอีกแห่ง โดยต้องเดินขึ้นเนินไปอย่างไม่ลำบากเท่าไร จากโรงแรม เราพอจะมองเห็นวิวทะเลสาบขนาดใหญ่ของเมือง และเดินลงมาตรงที่รถแท็กซี่จอดก็ยังใกล้กับร้านขายของที่ระลึก รวมถึง City palace อีกด้วย พวกเราหาอาหารเที่ยงกินกันเมื่อบ่ายคล้อยกันอีกครั้ง ก่อนจะเดินเล่นรอบๆ แวะซื้อเค้กกล้วยหอมเจ้าอร่อยร้าน German bakery และของที่ระลึกอีกเล็กน้อย จนถึงเวลาดูการแสดงพื้นเมืองที่ Bangore Haveliใน City palace



การแสดงเริ่มจากการเต้นรำประกอบเพลง ระบำที่ใช้ฉิ่งติดตามร่างกายแล้วตีให้เป็นจังหวะ แล้วค่อยเริ่มสนุกกับการเชิดหุ่นกระบอกที่เวลาเดินมีเสียง แอ่ดๆ เหมือนคนไขข้อไม่ดี และหุ่นกระบอกที่ถอดหัวไปต่อที่แขนขาได้ สุดท้ายก็เป็นการโชว์เต้นระบำเทินหม้อขนาดใหญ่ ที่คุณป้าค่อยๆ เพิ่มทีละ 3 ชั้นจนเป็น 9 ชั้นและยังกระโดดโลดเต้นได้อย่างชำนาญ นอกจากนี้พวกเรายังเจอแบ็คแพ็คชาวไทยเหมือนกันอีกกลุ่มหนึ่งด้วย

10 ก.พ. 55

วันนี้เราให้ทางโรงแรมจ้างรถตุ๊กๆ สำหรับเที่ยวชมเมือง และแท็กซี่ที่จะพาเราไปส่งที่สนามบินในตอนเย็นไว้ให้ จากนั้นตุ๊กๆ ก็พาเราไปที่ Musical fountain มีน้ำพุที่อาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกดันน้ำจากทะเลสาบให้พุ่งขึ้นมาจนเป็นละอองฝอยมองเห็นรุ้งกินน้ำพาดผ่านอย่างสวยงาม ด้านข้างมีกระเช้าข้ามไปอีกภูเขาให้ชมวิวทั้งเมืองได้ทั่วๆ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีคนนิยมนัก เพราะนอกจากพวกเราแล้วก็เห็นมีแต่เด็กๆ อีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

เมื่อพวกเราไม่แวะดูพิพิธภัณฑ์รถโบราณ คนขับก็พาเราไปที่สุสานมหาราชา สร้างคล้ายสถูปขนาดใหญ่ทาสีขาว บรรยากาศวังเวงเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว มีแค่ยามที่นัดแฟนมาพรอดรักกันคอยเฝ้าอยู่เท่านั้น พวกเราเดินลุยหญ้าเข้าไปจนถึงข้างใน เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรก็กลับออกมา จากนั้นก็ไปแวะวัดฮินดู ที่น่าจะใหญ่ที่สุดในเมือง แต่วัดก็กำลังก่อสร้าง และไม่ให้ถ่ายรูป มีแต่เทวรูปพระอิศวรให้นมัสการเท่านั้น จากนั้นพวกเราก็ไปที่ตลาดเครื่องเทศ (Mandi market) ซึ่งมีสมุนไพรแปลกๆ น่าสนใจดีที่เดียว ถ้าไม่ติดว่าคนขายพยายามขายอย่างหนักแล้ว เราคงเข้าไปชี้ถามว่านี่อะไร นั่นอะไร โน่นอะไร และได้ความรู้มากขึ้นทีเดียว แต่ตลาดผลไม้ที่พบต่อมาก็ทำให้เราได้ทับทิมลูกใหญ่มาก กับองุ่นดำ มากินกันอีก

Saheliyon-ki-Bari หรือ Garden of the Maids of Honour สวนที่พวกเราไปแวะต่อมีน้ำพุอยู่ตรงกลางเป็นจุดเด่นอยู่ที่เดียว นอกนั้นพันธุ์ไม้ต่างๆ เรียกได้ว่าน้อยมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังน่าแปลกใจที่มีร้านขายของแบกับดินอยู่ตรงทางเข้าด้านหน้ามากทีเดียว

หลังกินข้าวแล้วทัวร์ก็จบเร็วกว่าที่คิด เพราะตุ๊กๆ พาพวกเราไปส่งที่ทางเข้า City palace ซึ่งทีแรกเราก็นึกว่าจะได้นั่งเรือไปที่พระราชวังกลางน้ำ (Lake palace) ซึ่งเป็นโรงแรม 5 ดาวในทะเลสาบ Pichola แต่ปรากฎว่าในวันนี้ไม่มีเรือออกเสียแล้ว พวกเราเลยได้แต่เข้าไปชมพระราชวังของเมืองสีขาวของราชวงค์ Mewar ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้เมืองอื่นๆ และมีนักท่องเที่ยวหนาตาทีเดียว เดินถ่ายรูปกันแบบบ้ากล้องกันอีกเช่นเคย ตามห้องสวยๆ ภายในพระราชวังที่เน้นตกแต่งด้วยกระจกสี ก่อนจะเผื่อเวลาซื้อย่ามอินเดียสีเจ็บๆ กลับมาฝากเพื่อนฝูง

พวกเราอำลาเมืองอุทัยปุระเมื่อยามบ่ายแบบค่อนข้างประทับใจ ระหว่างรอเครื่องบินของ Kingfisher สายการบินในประเทศ เราก็ควักทับทิมที่เนื้อในสีแดงเข้ม และรสชาติหวานหอมออกมากินอย่างอร่อย ก่อนจะเหินฟ้ามุ่งหน้ากลับเดลีเมืองหลวง เรื่องตลกอีกอย่างก็คือแทนที่รถบัสจะมารับผู้โดยสารจาก gate ไปที่เครื่อง กลายเป็นว่าพอรถบัสเที่ยวแรกแล่นออกไปแล้ว ผู้โดยสารที่เหลือ รวมทั้งพวกเราด้วย ต้องเดินไปขึ้นเครื่องกันเอาเอง นับเป็นประสบการณ์แรกที่ได้เดินเล่นอยู่ในผิวจราจรของสนามบิน



คุยกันไว้อย่างดีว่าให้โรงแรมที่จะพักคืนนี้ส่งรถมารับพวกเราด้วย แต่เดินออกมาจากอาคารผู้โดยสาร มองแล้วมองอีกก็ไม่เห็นว่าจะมีใครชูป้ายชื่อผู้จัดการของเรา จุ๋ยก็เลยไม่ได้สนใจ เรียกแท็กซี่กลับมาที่โรงแรม หลังจากคนขับที่ไม่รู้ทาง จอดถามทางดูแล้ว เราก็มาถึงโรงแรมจนได้ พอเช็คอินเสร็จ เราก็โดนพนักงานตัวเตี้ย ตาขวาง หน้าคล้ายๆ PK บ่นว่าคนขับโทรมาบอกว่ารอพวกเราอยู่หลายชั่วโมง ซึ่งเราก็โต้กลับไปเหมือนกันว่า พวกกรูก็เดินหาอยู่นานเหมือนกันไม่เห็นมีใครชูป้ายชื่อนี่หว่า

ห้องพักของพวกเรามีตู้ปลาอยู่ด้านในด้วย แต่ระบบจ่ายน้ำร้อนค่อนข้างแปลกเพราะต้องโทรแจ้งให้เปิดน้ำอุ่นผ่านเข้ามาในห้องด้วย เหน็ดเหนื่อยกันพอสมควรแล้วพวกเราก็ขึ้นไปกินอาหารชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ก่อนจะตกลงกันว่าอาหารเช้าก็มากินกันที่เดิมเถอะ เพราะเส้นทางที่รถผ่านมาดูไม่ค่อยน่าปลอดภัยหากจะเดินไปหาอะไรกินกันยามเช้า

11 ก.พ. 55

เช้านี้เราได้อาบน้ำก่อนใครเหมือนเคย เลยบอกเพื่อนๆ ว่าจะไปสั่งอาหารเช้ารอ เสร็จแล้วค่อยตามกันขึ้นไปจะได้ไม่เสียเวลา แต่หลังจากสั่งเสร็จ ไปเดินถ่ายรูป และเขียนโปสการ์ดถึงเพื่อนๆ จนเสร็จแล้ว อาหารก็ไม่มาซะที เราเรียกพนักงานมาย้ำอีกที ก็หายต๋อม จนคนอื่นๆ มากันแล้วก็ยังไม่ได้ เลยชักโมโหหิว แต่ก็เห็นว่ามีอาหารเช้าบางส่วนที่เอาไปส่งถึงห้องพัก เลยต้องหันความสนใจมาคุยกันว่าเราจะไปไหนกันดีในวันนี้

เก็บของเสร็จและลงมาเช็คเอ้าท์และเตรียมฝากกระเป๋า ปรากฏว่าทางโรงแรมคิดค่าแท็กซี่ไปรับที่สนามบินด้วย ทางเราก็เถียงว่าไม่ได้ไปรับ ส่วนทางนั้นก็บอกว่าคนขับไปรอที่ terminal 3 อยู่นานมาก ซึ่งที่จริงแล้วเครื่องบินเที่ยวในประเทศจะลงที่ terminal 1 ต่างจากใบจองที่ระบุ terminal 3 เพราะฉะนั้นตอนที่จองโรงแรมและระบุให้ส่งรถไปรับเราจึงได้ระบุเวลาเที่ยวบินและ terminal 3 ตามใบจองตั๋วเครื่องบิน ดีที่เรายังมีสำเนาตั๋วเครื่องบินอยู่ จึงได้บอกกับเขาว่าการที่เราระบุผิดนั้นเป็นเพราะว่าเขียนตามใบจองซึ่งเราเองก็ไม่ใช่คนอินเดีย จะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าเครื่องบินมันจะจอดที่ไหน

พักยกกันพักหนึ่ง ลุงที่ดูจะเป็นเจ้าของโรงแรมหรือว่าเป็นผู้จัดการก็ยอมให้พวกเราไม่ต้องจ่าย จุ๋ยก็ขอบใจแต่ก็บอกจากใจจริงว่าบริการที่เราได้รับก็ยินดีจ่ายอยู่แล้ว และเช้านี้พวกเราก็ยังจะเหมาแท็กซี่ที่เป็นบริการของโรงแรมไปเที่ยวและส่งที่สนามบินอีกด้วย ทุกอย่างก็จบด้วยดี และดียิ่งขึ้นที่วันนี้เตี้ย PK ประจำอยู่ที่โต๊ะแลกเงิน ไม่ใช่โต๊ะแท็กซี่บริการของโรงแรม

แท็กซี่พาเราไปวัดลักษมีนารายัน (Laxmi Narayan Mandir) วัดฮินดูที่ทาสีแดงขอบขาว ดูสวยดีเป็นที่แรก หลังจากงงหาทางเข้าอยู่เป็นนาน พวกเราก็ได้ถอดรองเท้าขึ้นไปเหยียบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูอีกแห่ง ด้านบนของวัดมีอาศรมที่มีรูปปั้นเทพเจ้าอยู่ ชาวศิลปากรก็เดินไปไหว้พระพิฆเณศวร์เป็นอันดับแรก เห็นพราหมณ์ที่น่าจะเฝ้าอยู่กวักมือเรียก เราก็เลยเดินเอ๋อๆ เข้าไปหา เขาก็เจิมสีแดงที่หน้าผากให้จุดหนึ่ง ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ 2 คนที่เหลือรีบชิ่ง ไม่ยอมไปแต้มด้วยกัน มารู้ทีหลังว่าคนนิยมอธิษฐานกับพระพิฆเณศวร์ศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ เลยชักเสียดายที่ไม่ได้ร่างคำขอ 10 หน้ากระดาษ A4 เตรียมมาด้วยง่ะ

เดินดูรูปปั้นรอบๆ วัด และมีพระพุทธเจ้าด้วยส่วนหนึ่ง เราก็เลยถือโอกาสไหว้พระที่อินเดียได้ซะที เพราะตอนที่บอกใครๆ ว่าไปอินเดีย ทุกคนก็จะพากันคิดเอาเองว่าไปไหว้พระ แถมยังมองกลับมาอย่างงงๆ ว่าหน้าอย่างเนี้ยนะจะไปเที่ยวไหว้พระ?



รถวิ่งอีกนานเหมือนกันกว่าจะถึงป้อมแดง หรือ Red fort ป้อมขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินทรายสีแดงในเขตเมืองเก่า (Old Delhi) แท็กซี่ก็ถามว่าจะหยุดให้ถ่ายรูปไหม พวกเราก็งงว่าแล้วจะไม่พาเข้าไปหรือไง เลยยืนยันกันว่าเข้าไปดูข้างในด้วย เขาก็ทำหน้าแปลกๆ แต่ก็เอารถไปจอดในลานจอดรถให้พวกเราเดินเข้าไปจนถึงบางอ้อว่า คนล้านแปดที่เข้าคิวซื้อตั๋วในวันอาทิตย์คงทำให้เราตกเครื่องบินแน่ กว่าจะได้ตั๋ว และกว่าจะดูเสร็จ พวกเราเลยได้แต่ถ่ายรูปกันด้านหน้า และจะเดินไปที่มัสยิดจามา (Jama Masjid) ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย เห็นอยู่ลิบๆ แต่ดูแล้วจะไกลมากก็คงไม่ไหว เลยได้แต่เดินเลาะรั้วของป้อมแดงมองดูตลาดนัดขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้าม หรือตลาด Chandni Chowk และก็ซื้อขนมทอดราดน้ำสีขาวๆ คล้ายโยเกิร์ต กินกัน กะว่าถ้าท้องเสียก็ได้กลับมาเข้าห้องน้ำที่เมืองไทยแล้วล่ะ

เอ๋เขียนในบันทึกท่องเที่ยวไว้ว่ามีวัดฮินดูวัดใหญ่อีกแห่งที่สวยงามน่าเข้า พวกเราก็เลยให้แท็กซี่พาไปอีก เหมือนเดิมที่แท็กซี่จอดให้ดูวิวของวัดจากถนนด้านบนแล้วถามพวกเราว่าจะลงไปถ่ายรูปไหม พวกเราก็ยังยืนยันว่าจะไปที่วัดอักชาร์ดัม (Akshardham) และก็อีกครั้งที่เจอคนล้านแปดตรงทางเข้าให้อ่อนใจ คราวนี้จะถ่ายรูปวัดก็ได้แต่ชูกล้องขึ้นไปให้ถ่ายติดบางส่วน ไม่เห็นทั้งหมดเหมือนวิวที่ถนนอีกต่างหาก

หลังจากนั้น พวกเราไปที่วัดบาไฮ หรือวัดดอกบัว (Lotus temple) ที่ไม่บอกก็รู้ว่าถึงแล้ว เพราะมองเห็นตัวอาคารหินอ่อน สร้างเป็นรูปดอกบัวคลี่กลีบบานขนาดใหญ่ ภายในเป็นที่โล่งให้เข้าไปนั่งทำสมาธิได้ทุกศาสนา แต่เนื่องจากต้องถอดรองเท้าแล้วนำไปไว้ในที่เก็บที่คนเบียดเสียดกันมาก เรากับจุ๋ยเลยนั่งรอและเฝ้ารองเท้าให้หมอปุ้มเป็นตัวแทนไปแสวงบุญอยู่คนเดียว บ่ายคล้อยเราก็บอกแท็กซี่ให้พาไปกินข้าวดีกว่า ถึงแม้ว่าแท็กซี่จะบอกว่านายจ๋าช่วยเข้าไปดูในร้านขายของที่ระลึกซักหน่อยเถอะ เราก็เข้าไปเดินดูกันอย่างเสียไม่ได้ภายใน 5 นาที

อาหารมื้อสุดท้ายที่อินเดียเป็นร้านหรูและรสชาติดีทีเดียว น่าสงสารฝรั่งที่มาคนเดียวโต๊ะข้างๆ สั่งข้าวหมกอะไรซักอย่างมา แต่กินไปคำเดียวก็ทำหน้ายี้ แล้วก็เรียกเก็บเงิน ผิดกับชาวไทยที่กินได้กินดีราวกับเป็นอินเดียกลับชาติมาเกิด รวมถึงของหวานที่หน้าตาคล้ายขนมไข่นกกระทาชุบมาในน้ำเชื่อมชื่อน่ากินว่า กุหลาบจามุน (Gulab Jamun)

ไปถึงสนามบินก่อนเวลานานเหมือนกันพวกเราเลยได้ขนมหวานของอินเดียไปฝากพรรคพวก เมื่อขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินกันอีกครั้ง คราวนี้ทั้งลำมีแต่คนไทยคุยกันเสียงดัง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะได้มาม่ากินจนอุ่นท้องแล้วเราก็นอนเอาแรงเพื่อทำงานในเช้าวันถัดมา ถึงสุวรรณภูมิ 2.00 น. จุ๋ยมาส่งถึงบ้าน 4.30 น.

Thursday, August 11, 2011

Hello UK 14 - 2 4 ก.ค. 54

บันทึกการท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร 14 – 24 ก.ค. 54

14 ก.ค. 54




พวกเรา ประกอบด้วย เรา หมอปุ้ม และแมว ไปเที่ยวสหราชอาณาจักรกันแบบลัดคิวประเทศอื่นมากมายเนื่องจาก ย้งที่ดันหลวมตัวชวนให้ไปเที่ยวกำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ และยังมีปุ๊กไปเรียนปริญญาเอกอยู่สก๊อตแลนด์อีกคนนึง คิดกันง่ายๆ ว่ามีไกด์และเจ้าของที่พักรอเรากันอยู่แล้ว ไหนเลยจะทิ้งโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปได้

แต่ไม่คิดเลยว่าการขอวีซ่าจะยุ่งยากตั้งแต่การเตรียมเอกสารส่วนตัว รวมถึงจดหมายเชิญจากย้งที่ต้องส่งทาง air mail ใช้เวลาตั้ง 10 วันกว่าจะถึงเมืองไทย พอเอกสารพร้อม เราก็ต้องกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่ากันทางอินเตอร์เน็ต แล้วขอนัดวันยื่นเอกสารกับทางตัวแทนสถานทูต จากนั้นก็รอเวลาอีก 10 วันทำการถึงจะรู้ผลทางอินเตอร์เน็ตว่าวีซ่าผ่านหรือเปล่า ซึ่งหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่งเพราะทุกคนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว แถมยังได้วีซ่าก่อนไปแค่ 15 วันเท่านั้น ดังนั้นข้อมูลหรือการบ้านที่เตรียมไปงวดนี้จึงน้อยซะยิ่งกว่าน้อยเพราะไม่รู้จะได้ไปหรือเปล่า แต่ย้งก็รับคำเป็นมั่นเหมาะว่าอยากไปที่ไหนให้บอกแล้วก็จัดโปรแกรมมาให้อย่างดี

เย็นๆ ของวันที่ 14 หลังเลิกงานแล้วเรากับหมอปุ้มก็ตัวปลิวเข้ากรุงเทพฯ โดยฝากกระเป๋าเดินทางมากับจุ๋ยเหมือนทุกที และพากันไปกินเมนูปลา ที่ใกล้เคียงกับ fish & chip กันเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเดินทาง

พวกเรานัดเจอแมวตอนเกือบ 5 ทุ่ม ไม่นานก็ได้ check-in ปลดภาระกระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้วไปได้ หลังจากพากันไปเดินซื้อของปลอดภาษีจนครบถ้วนแล้ว แมวก็พาเราไปพักที่เล้าจ์ของ king’s power ก่อนเวลาเครื่องออก โดยที่สมาชิกบัตร 1 คน พาเพื่อนอีก 2 คนเข้าไปพักด้านในได้ นับเป็นความรู้ใหม่ แถมห้องด้านในยังมีโซฟายาวพอจะนอนได้ มีทีวี อินเตอร์เนต และที่สำคัญ ชา กาแฟ ขนมเค้กหลายอย่าง ไว้บริการ เสียตรงที่เราชักจะปวดท้องจนต้องรีดไถยาจากหมอปุ้มเพราะของตัวเองอยู่ในกระเป๋าใหญ่ เลยได้แต่มองเค้กตาละห้อย

15 ก.ค. 54





2.15 น. ตรง พวกเราก็โดยสารเครื่องบินสายการบินกาตาร์ แบบอุตส่าห์คาดหวังว่าสายการบินที่ได้รางวัลดีเด่นจะมีแอร์ สจ๊วต หน้าตาดีแบบตะวันออกกลางคอยให้บริการ แต่ที่ผ่านมา 4 เที่ยวบิน รู้สึกจะเป็นรองสายการบินเอมิเรตต์อยู่หลายขุม แต่เรื่องอาหารนั้นไม่มีบกพร่อง เพราะพอใกล้ๆ จะหลับ ก็จะมีโน่นนี่มาเสริฟอยู่ไม่ขาด งัวเงียตอบเป็นภาษาไทยว่า “เหมือนมัน” ก็ยังเสริฟให้กินได้

6 ชั่วโมงต่อมาเราก็แวะเปลี่ยนเครื่องกันที่โดฮา (Doha) เมืองหลวงของกาตาร์ โดยลงจอดกันที่สนามบินกลางทะเลทราย ออกมาจากเครื่องให้ลมร้อนพัดวูบผ่านหน้าไป แล้วก็ขึ้นรถบัสเข้าไปที่ตัวสนามบิน เรากับหมอปุ้มเดินนำไปก่อนเลยได้ขึ้นรถคนละคันกับแมว ฟังเสียงประชาสัมพันธ์ในรถบอกให้รู้ว่าป้ายที่รถจะจอดป้ายแรกเป็นเข้าเมืองโดฮา ป้ายที่ 2 ถึงจะเป็นป้ายที่ผู้โดยสารแวะเปลี่ยนเครื่องต้องลง ดีที่ได้ยินแมวพูดให้ฟังก่อนแล้วเลยไม่ค่อยสับสนเท่าไหร่ แต่รอแล้วรอเล่าแมวก็ไม่มาซะที เลยหาเหยื่อคนไทยถามอีกทีให้แน่ใจ สุดท้ายแมวจึงค่อยมาถึงอย่างอ่อนใจว่ารถคันที่มาด้วยขับช้าเหลือเกิน

พวกเรามีเวลาที่โดฮา 2 ชั่วโมงกว่า ไปเดินดูของที่ระลึกที่ส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปอูฐ และขนมขบเคี้ยว ส่วนด้านสินค้าปลอดภาษีมีชิงโชคเป็นรถเบ็นซ์สปอร์ตอีกต่างหาก จนได้เวลา ขาช้อปทั้งหลายก็กลับมาขึ้นเครื่องโดยไม่สูญเงินในกระเป๋า

งวดนี้ที่นั่งแบ่งเป็น 2 ที่ เราเลยต้องแยกกับสาวๆ ไปนั่งกับหนุ่มฝรั่งที่พวกสเป็คต่ำทั้งหลายที่มาด้วยบอกว่าหน้าตาดี แล้วก็หลับยาวไปอีก 6 ชั่วโมง มีตื่นมากินอาหารมื้อเล็กๆ ก่อนถึงที่หมายนิดหน่อย เวลา 13.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 19.15 น. ตามเวลาไทย เราก็มาถึงสนามบินแมนเชสเตอร์โดยสวัสดิภาพ

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสนามบินนี้มีช่องตรวจคนเข้าเมืองแค่ 2 ช่อง รองรับผู้โดยสารจากเครื่องบิน 2 ลำ (ถึงจะแยกพาสปอร์ต EU ไปต่างหากก็เถอะ) พวกเราต้องยืนรอกันขาแข็งตั้งชั่วโมงกว่าจึงจะผ่านออกมาได้ และด้วยความเซ็งบวกกับมึนงงสำเนียงอังกฤษแท้ หลังจากที่บอกกับ ตม. ว่ามาหาเพื่อนที่นี่แล้ว ก็เลยบอกซะว่าเพื่อนชั้นกำลังเรียนอยู่ที่ Manchester United ฮ่วย....

ย้งยืนรอเงกอยู่ตรงผู้โดยสารขาออกแล้ว พอเจอหน้าก็ทักทายกันตามประสาคิดถึงว่า “หิวว่ะ” ส่วนคุณเพื่อนก็ทักกลับอย่างสนิทสนมว่า “เนี่ยรอตั้งนาน อดข้าวเที่ยงรีบมารอเหมือนกัน” แล้วก็พากันไปเข้ามินิมาร์ทในสนามบิน ย้งเหมือนจะรู้ใจเมื่อพวกเราไปวนๆ ดูแซนวิชที่ราคาค่อนข้างแพง เลยบอกให้กลับบ้านกันก่อนแล้วจะทำอาหารให้กิน พอมีอาหารมาล่อ สาวๆ ก็เลยซื้อน้ำกินกันแค่คนละขวดแล้วเดินตามเจ้าบ้านไปต้อยๆ

ย้งผลัดลากกระเป๋าใบยักษ์ให้พจกับแมวไปจนถึงป้ายรถเมล์หน้าสนามบิน แล้วก็วางแผนใหม่ให้พวกเราไปรอที่ union สำหรับนักศึกษากันก่อนเพราะมีนัดถ่ายรูปกับรุ่นพี่ที่จะรับปริญญา ถ้าพวกเรากลับไปถึงบ้านแล้วออกมาอีกทีอาจจะไม่ทัน ดังนั้นพวกเราก็เลยต้องเอาขนมที่เตรียมเผื่อไว้และจิ๊กจากเครื่องบินมากินประทังความหิวกันไปพลางๆ ก่อนจะออกไปเดินเตร็ดเตร่ตามถนนแถวนั้นรับอากาศเย็นกำลังดี มองจากบนรถเมล์ที่แล่นผ่านอาคารบ้านเรือนทรงแปลกตา แถมมีต้นไม้สีสดประดับดูสวยดี แต่พอได้ออกมาเดินริมถนน เราก็พบว่าถนนหนทางไม่ได้สะอาดซักเท่าไหร่เลย มีเศษขยะ บุหรี่ทิ้งเต็มไปหมด ดีหน่อยที่ไม่มีฝุ่นและน้ำสกปรกขัง ในความเป็นอิฐทำให้ดูดีขึ้นได้ไม่น้อย ย้งเล่าให้ฟังว่ามหาวิทยาลัยนี้มี 3 วิทยาเขต ที่ย้งเรียนอยู่เป็นส่วนกลางและกว้างขวางที่สุด

รอย้งแป๊บเดียวจนไม่แน่ใจว่าไปแสดงความยินดีกับรุ่นพี่หรือเอาหน้าไปเข้ากล้องเขาแล้วก็เสร็จภารกิจ มันก็พาเดินต่อไปจนถึงบ้าน โชคดีที่เป็นช่วงปิดเทอม ย้งเลยอาศัยไมตรีหรืออิทธิพลก็ไม่รู้ ขอยืมใช้ห้องที่ว่างอยู่เพราะน้องเจ้าของห้องกลับบ้านตอนปิดเทอมได้ 2 ห้อง อยู่ในยูนิตเดียวกับย้งที่ชั้น 3 ห้องนึง กับชั้น 7 ที่ห้องกว้างกว่าหน่อยเป็นห้องนอนของพจกับแมวอีกห้องนึง โดยแต่ละยูนิตจะมี 3 ห้องนอน 1 ห้องครัว 1 ห้องอาบน้ำและ 1 ห้องส้วม ย้งอยู่กับน้องคนจีน (ที่ไม่เคยเห็นตัว แต่ย้งบอกว่าอยู่) กับน้องคนไทยที่หมอปุ้มยึดห้องอีกคน ส่วนที่ชั้น 7 เป็นอาณานิคมของคนไทยทั้ง 3 ห้อง น้องและพี่คนไทยน่ารักทั้งคู่ ยังชวนพวกเรากินส้มตำกันด้วยแต่ไม่พอ เอ๊ย แอ็บเป็นคนมีมารยาทเลยได้แต่ขอบคุณ มึนงงกับประตูกันไฟที่กั้นระหว่างทางเดินไปห้องกันพอสมควรถึงได้กลับไปค้นครัวของย้ง ที่เจ้าตัวอวดต้มกระดูกหมูผักกาดจอให้ดูด้วยความภาคภูมิใจ แต่เสียใจด้วยที่แขกทำหน้าประมาณว่ามีให้กินแค่เนี้ย? ผู้เหย้าก็เลยพาแขกไปเดินซื้อของเพิ่มเติมด้วยการขึ้นรถเมล์ที่พวกเราซื้อตั๋ววันเดย์ราคา 3.2 ปอนด์ ขึ้นๆลงๆ ได้จนถึงตี 4 วันรุ่งขึ้น ไปที่ Traford center โดยให้ขึ้นไปชมวิวที่ชั้น 2 ของรถ จะได้ถ่ายรูปกันสะดวก ระหว่างทางผ่านสนาม Old Traford ของทีม Manchester United แบบที่ย้งถามว่าจะลงไปถ่ายรูปไหม ทุกคนได้แต่ส่ายหน้า

Traford center เป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มีกว่า 300 ร้านค้าในหลังคาเดียวกัน แถมยังปิด 4 ทุ่ม ดึกกว่าร้านค้าทั่วไปที่ปิดประมาณ 2 ทุ่ม เดินกันซะง่วง (และหิว) แต่ก็ได้ขนม M & S ที่จะเอามาเป็นของฝาก กับนมรสกล้วยกับช็อคโกแลตที่หมดก่อนจะกลับซะอีก ตามทางเดินของห้างตกแต่งแบบยุโรปอย่างสวยงามทั้งภาพฝาผนังและรูปปั้น ฝรั่งแถวนั้นเลยไม่แปลกใจที่กระเหรี่ยงไทยทั้งหลายถ่ายรูปกันตรงโน้นทีตรงนี้ที แต่ต้องมาแตกตื่นกับท่ากระโดดถ่ายรูปหมู่และเสียงเอะอะเบื้องหลัง shot โอ๊ว ทำปายได้

ย้งให้เหตุผลในการพาเราไปต่อเพื่อให้เหนื่อยจะได้หลับกันอย่างสนิท แทนที่จะพักหลังจากเหนื่อยจากการเดินทาง เราเลยไปต่อกันที่ห้าง Asda เจ้าประจำของย้ง (คล้ายๆ Big C) เลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร ขนม และผลไม้ ย้งยังแนะนำลูกเชอร์รี่ และแนคทารีน ที่อร่อยมากหน้านี้ แถมยังบอกวิธีเลือกซื้อให้เสร็จสรรพ ก่อนจะพากันกลับบ้านมากินต้มจืด ไก่ผัดขิง+สารพัดผัก ไข่เจียว รอบดึกกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ลืมโทรกลับบ้านด้วยซิมโทรศัพท์ที่ย้งซื้อไว้ให้ในราคาโทรกลับไทยแค่นาทีละ 4 บาทเท่านั้น

16 ก.ค. 54




คนอื่นจะ jet lac ยังไงไม่สนใจ แต่พจนารถก็ยังตื่นมา 5.30 น. จัดการธุระส่วนตัวแล้วก็โทรไปจิกย้งจากที่นอนให้มาทำข้าวเช้าให้กินโดยเสนอตัวเป็นลูกมือ นั่งมองไปพลางแทะขนมไปพลาง ก่อนแมวและหมอปุ้มจะมาช่วยกันชิมต่อ เช้าวันนี้เราได้กินแฮมเบอร์เกอร์อันใหญ่มาก ส่วนอาหารของพ่อครัวเป็นอ้วก เอ๊ย ข้าวโอ๊ตต้มเละๆ ที่ทำไว้เป็นมื้อเที่ยงตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้พวกเราต้องแบ่งเสื้อผ้าบางส่วนเพื่อไปค้างที่เอดินเบอระ (Edinburgh) หลังกินข้าวเช้าแล้ว พวกเราก็หอบผ้าตามย้งไปเอารถที่เช่าไว้ที่ศูนย์ Hertz หลังสถานีรถไฟแมนเชสเตอร์ แต่เดินวนไปวนมาท่ามกลางสายฝนอยู่นานก็หาไม่เจอซะที ย้งเลยพาเรากลับมาตั้งต้นใหม่ที่สถานีรถไฟแล้วถามทางคนแถวนั้นก็ปรากฎว่าศูนย์เช่ารถอยู่ด้านหลังสถานีรถไฟที่ทางออกอีกทางนั่นเอง

ฝรั่งพนักงานให้เช่ารถพูดภาษาอังกฤษฟังยากมาก รวมถึงชาวอังกฤษทุกคนที่เจอด้วย ไม่รู้เรียนภาษาอังกฤษกันมายังไงเนอะ อย่างไรก็ตาม 4 คำก็เที่ยวได้ ง่ายนิดเดียวของเรา (yes, no, ok, thank you) ก็ยังใช้ได้อยู่เสมอ เมื่อให้พจนารถเป็นคนขับที่ 1 พวกเราจึงตกลงทำประกันรถเพิ่มอีก เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อนร่วมทาง นายฝรั่งคนนั้นชี้นิ้วกูลีกูลูออกมาด้านนอกแล้วก็หายหัวไปเลย ปล่อยให้ย้งเอารีโมตที่ได้มาไปจ่อรถสีบรอนซ์เงินคันที่จอดด้านหน้าสำนักงานแล้วเปิดไม่ได้อยู่เป็นนาน กว่าเราจะได้ Ford focus สีดำสนิทที่จอดห่างออกไปเป็นพาหนะตลอด 3 วันต่อมา

ระบบรถในอังกฤษนอกจากที่ปัดน้ำฝนและไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านตรงข้ามกับเมืองไทยแล้ว ยังมีระบบเสริมอีก เช่น เนวิเกเตอร์ที่ต้องใส่รหัสไปรษณีย์ของต้นทาง (home) และปลายทาง จากนั้นลูกศรที่จอภาพตรงกลางคอนโซลรถและหน้าปัดความเร็วที่คนขับก็จะแสดงออกมาให้เห็นพร้อมชื่อถนน โดยจะเปิดเสียงบอกทางด้วยหรือไม่ก็ได้ ส่วนไฟหน้าและที่ปัดน้ำฝนจะทำงานอัตโนมัติ การปัดน้ำฝนที่กระจกหลังก็แค่ดึงก้านปัดน้ำฝนเข้าหาตัว (เป็นความรู้ใหม่เพราะรถตูไม่มี) เราอุตส่าห์ทำ CD เพลงมาไว้ฟังกันระหว่างเดินทาง เครื่องเล่นก็อ่านไม่ได้ซะอีก

ออกจากเมืองได้แบบพึ่งเนวิเกเตอร์ของรถและแผนที่ที่ย้งโหลดมา เราขับเอายางไปถูฟุตบาทข้างซ้าย 1 ครั้ง ให้ตกใจกันเล็กๆ พอเข้าทางด่วนได้ก็ไม่ค่อยมีทางแยกให้หลง มีแต่แยกที่พักริมทางและปั้มน้ำมันให้พักรถเป็นระยะ (ใช้คำว่า service) เราแวะพัก service เอาตอนเกือบบ่าย ยังไม่มีใครหิวก็เลยซื้อกาแฟกินไปก่อน เป็นสาขาของยี่ห้อคู่แข่งสตาร์บัค ชื่อ costa ซึ่งทั้ง 2 เจ้าไม่มีขั้นตอนการสั่งจุกจิกเหมือนในเมืองไทย เพราะสั่งแล้วเราจะได้แค่กาแฟผสมน้ำร้อนมา ส่วนน้ำตาล นม มาเติมเอาเองที่เคาน์เตอร์อีกด้าน ด้วยความที่ยังไม่หิว เรา แมวและย้ง เลยตกลงกันว่าสั่งมาชิมแก้วเดียวก็คงพอ ได้กาแฟมาแล้วเราก็ฉีกน้ำตาลทรายเติมลงไปซองนึง แมวที่อยู่ใกล้ๆ บอกว่ามี syrup ให้เติมด้วย (Brown sugar) แล้วก็หยิบซองมาอวด เราก็เลยคว้ามาเติมเพิ่มอีกซอง เติมเรียบร้อยแล้ว แมวคงกะจะจิ๊กอีกซักซองถึงได้เห็นว่า นี่มันเป็นซอสบาร์บิคิว (Brown sauce สำหรับเติมแฮมเบอร์เกอร์) นี่หว่า..... จากนั้นก็เป็นการผลัดกันชิมกาแฟสูตรพิเศษ ที่เติมนมสดตามเข้าไปกลบกลิ่น แล้วก็กลับมาทำเนียนๆ ที่รถ คะยั้นคะยอให้ย้งกินโดยอ้างว่ายังร้อนเลยให้ย้งกินก่อน ย้งผู้น่าสงสารเลยได้กินกาแฟรสชาติแปลกๆ (เจ้าตัวก็รู้สึกแหม่งๆ) ก่อนที่เพื่อนๆ จะเฉลยและช่วยกันกินจนหมด

ย้งคงเบื่อจะเตือนเรื่องลากเกียร์และชิดซ้ายมากไปเลยขอเปลี่ยนขับเอง ทำให้ทุกคนเบาใจขึ้นถ้าไม่คิดถึงความเร็วที่เจ้าตัวบอกต้องทำเวลาหน่อย (160 km/h ขณะที่พจขับก็ 130 km/h แล้วนะยะ) แล้วมันก็พารถไปถูข้างขวาอีก 1 ครั้ง สมดุลกัน แต่ให้ตายเหอะพอเราละจากที่นั่งคนขับปุ๊บ ฝนก็หยุดตก แดดทำท่าจะออกขึ้นมาทันที เราไปถึงเอดินเบอระจุดหมายก็บ่ายคล้อยแล้ว เสียเวลาวนหาที่พักเพราะถ้าเข้าเมืองแล้ว เนวิเกเตอร์ของรถก็กลายเป็นส่วนเกินหมดประโยชน์ทันที จากย่าน old town มรดกโลกของเอดินเบอระที่เป็นอาคารสวยรูปทรงโบราณสมัยศตวรรษที่ 16 - 17 ที่พร้อมจะมีสาวกระโปรงสุ่มเดินกรุยกรายออกมาทุกเมื่อ ไปจนถึงย่าน new town ที่เป็นตัวอย่างผังเมืองที่ยอดเยี่ยมในสมัยศตวรรษที่ 18 เนวิเกเตอร์ย้งต้องคอยบอกทางไปพลาง ดูแผนที่ไปพลาง ที่สำคัญไม่ว่าจะบอกให้ไปทางไหน พจนารถ (ที่เปลี่ยนมาขับหลังเข้าเมืองและฝนก็ตกอีกครั้ง) ก็จะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด....เสมอ

ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักจนได้ แบบต้องจอดรถไว้เมื่อเข้าเขตบ้านเลขที่ที่มีในใบจอง แล้วพากันเดินหา ดูจากภายนอกแล้วที่พักของเราขนาดเท่าบ้านขนาดกลาง 2 ชั้นแค่นั้น แต่พอเดินไปตามห้องพักที่วนไปเวียนมา พบว่ามี 20 กว่าห้อง (แคบๆ) เลยทีเดียว เราเดินกลับมาเอารถระหว่างที่ย้ง check-in แล้วเอาข้าวของไปวางไว้ในห้องอีกที เพื่อจะกลับมารอปุ๊กเจ้าของพื้นที่ที่ล็อบบี้ เดินไปเดินมาผ่านประตูกันไฟนับไม่ถ้วน เราก็พบว่าหลงทางเรียบร้อยแล้ว ไปเจอประตูที่เปิดไปชั้นใต้ดิน สวนหย่อม ฯลฯ จะกลับห้องไปกินข้าวเที่ยง (ที่ไม่ได้กินจนเย็นย่ำ) ตั้งหลักที่ห้องพักก็ดูท่าจะกลับไม่ถูกอีกเหมือนกัน แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ เดินไปเรื่อยๆ จนเจอประตูหนีไฟที่เปิดออกถนนทางเข้าที่จอดรถจนได้ หลังจากนั้นเพื่อนๆ ก็ไม่ปล่อยให้เดินในอาคารคนเดียวอีกเลย

ปุ๊กก็ต้องถามทางมาที่พักของพวกเราเหมือนกัน แต่ใช้เวลาน้อยกว่ากันเยอะ เจอกันได้ก็พากันใช้ ตั๋วรถเมล์แบบวันเดย์ไปยังถนนสายหลัก คือ Princes street ที่อยู่กลางเมือง ก่อนจะลงรถไปถ่ายรูปกันที่ Scott monument กลางฝนปรอยๆ (แล้วข้าวเค้าล่ะ....ฮือ) แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ตามทางมีผู้ชายใส่กระโปรงลายสก็อตมาเป่าปี่สก็อตหาลำไพ่ แต่ด้วยความหิวจึงไม่เห็นว่าจะแตกต่างกะพี่อี๊ดโปงลางที่นุ่งผ้าขาวม้าเป่าแคนที่ตรงไหน ดีที่มีแวะเข้าห้างให้ได้แว้บกินพุดดิ้งผลไม้รองท้องนิดหน่อย ได้ขนมของฝากเพิ่มมาอีก (แต่อาจจะไม่ฝ่งไม่ฝากมันแล้ว) ปุ๊กก็ชักชวนให้ไปที่วัดไทยแห่งเดียวของเอดินเบอระกันต่อ คราวนี้ฝนตกหนักจนน้ำท่วมถนน (สงสัยจะอนุโมทนากับจิตอันเป็นกุศลของเรา) วิ่งแน่บฝ่าฝนเข้าวัดได้ทันเวลาทำวัตรเย็นซะอีกแน่ะ

วันนี้เป็นวันเข้าพรรษาพอดี เหมาะกับการประกอบบุญเป็นอันมาก ฝนถึงได้ตกไม่ให้เราได้ไปเหยียบต้นหญ้าต้นข้าวที่ชาวนาปลูกเอาไว้ (ว่าเข้านั่น) นั่งขัดสมาธิสวดมนตร์ไปกับเขา (อ้างได้ว่าหลังผ่าตัดยังนั่งพับเพียบไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับกางเกงคับแต่อย่างใด) ปีนี้มีพระสงฆ์มาปวารณาตนจำพรรษาที่วัดนี้กับหลวงพ่ออีก 2 รูป หลังทำวัตรเสร็จพวกเราก็ถวายปัจจัยร่วมกัน หมอปุ้มกับแมวมีพระเครื่อง พระธาตุ หนังสือสวดมนตร์เตรียมมาถวายพร้อมอยู่แล้ว หลังจากนั้นปุ๊กก็พาพวกเราไปที่ชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องพักของพระสงฆ์ ห้องพักแขก และห้องครัว หาข้าวก้นบาตรให้เพื่อนๆ กินกัน

พวกเรามีกันหลายคน เลยกินกันคนละนิดหน่อย จะได้ไม่เบียดเบียนพระสงฆ์มาก แล้วก็กลับเข้าเมือง ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฝนก็ยังตกอยู่ตลอด ต้องต่อรถเมล์ 2 ทอด และเดินกันอีกกว่าจะถึงที่พัก โชคดีที่คนขับรถเห็นว่ามืดแล้ว เลยใจดีขับเลยป้ายไปจอดให้พวกเราเดินใกล้หน่อย และก็เป็นธรรมเนียมของอังกฤษที่ผู้โดยสารเป็นฝ่ายขอบคุณคนขับเวลาจะลง คราวนี้เลยไม่ได้แค่พึมพำขอบคุณเบาๆ อยากจะร้องต่ออีกต่างหากว่า loving you too much, so much, very much right now ด้วย อิ อิ ปุ๊กก็ยังอุตส่าห์มาส่งเพื่อนถึงป้ายรถเมล์ แถมยังรับปากทำข้าวกล่องสำหรับพรุ่งนี้ให้พวกเราอีกด้วย ถึงจะดึกดื่นแค่ไหนอาหารก็ยังสำคัญสำหรับพวกเรา ข้าวผัดที่ย้งทำไว้ตอนเช้ายังกินได้อยู่โดยไม่ต้องแช่เย็น อิ่มได้พวกเราก็แยกย้ายกันเข้านอน

17 ก.ค. 54




เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาฝนก็ยังคงตกอยู่ จากข้อมูลที่พัก แมวบอกว่ามีครัวให้ใช้ด้วย เรากับย้งเลยเตรียมแฮมไปอุ่น ที่ไหนได้ เขาบอกว่าใช้เฉพาะพนักงาน เลยเอากลับมาลวกน้ำร้อนกันเองที่ห้องพัก เท่านี้ก็ได้ขนมปังแฮม ใส่เนยแผ่น และยังมีสลัดผักราดด้วยโยเกิร์ตอีกคนละชามใหญ่ สังเกตได้ว่าพ่อครัวจะเสริมผักเพื่อสุขภาพให้ด้วยทุกครั้ง ส่วนย้งก็สังเกตได้ว่าเพื่อนๆ ไม่มีอาการเจ็ทแล็ค คือ ง่วงเหงาหาวนอน กินน้อยหรือกินไม่ลงกันเลย มีแต่อาการ เจ๊แหลก...ม่ายเลิก กันซะมากกว่า

เช้านี้เรานั่งรถเข้าเมืองกันอีกครั้ง ไกด์ปุ๊กชี้เป้าห้างที่ลดราคาเตรียมไว้ช้อปซะส่วนใหญ่ พวกเราเดินขึ้นเนินไปยังปราสาทเอดินเบอระก่อนจะแยกทางกับย้งและปุ๊กที่เคยเข้าไปแล้ว ให้ 2 คนไปทำบุญที่วัดกันต่อ

รอคิวซื้อบัตรเข้าปราสาทกันท่ามกลางสายฝนอยู่เป็นนาน เรา แมว และหมอปุ้มก็คลำทางกันเดินเที่ยว (เพราะไม่ได้ซื้อแผนที่ที่ต้องจ่ายเงินต่างหากนอกจากบัตรผ่านประตู) แต่ตามทางเดินจะมีป้ายบอกชื่อสถานที่และรายละเอียดของอาคารแต่ละอาคารตลอดทางอยู่แล้ว

ปราสาทเอดินเบอระ ประกอบด้วยตึกรามและหอคอยทำด้วยหินทั้งหมด ภายในปราสาทมีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่สุดในเอดินเบอระ คือ Saint Margaret’s chapel เป็นโบสถ์หลังเล็กๆ อุทิศแด่มเหสีของกษัตริย์มัลคอล์ม แคนมอร์ ในตัวปราสาทมีห้องที่พระราชินีแมรี่ สจ๊วต แห่งสก็อตทรงมีพระประสูติกาลพระเจ้าเจมส์ที่ 4 แห่งสก็อตแลนด์ (หรือพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ผู้ผนวกดินแดนทั้ง 2 เข้าด้วยกัน) ที่ชั้นบนสุดยังมีพระมหาพิชัยมงกุฎ พระคทา และพระแสงดาบแห่งสก็อตซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย

แดดมาออกเอาตอนเกือบเที่ยง ให้ได้ถ่ายรูปกันมากหน่อยเมื่อใกล้เวลานัดพบกับย้งและปุ๊ก แมวถึงกับบอกว่าไม่เคยชอบแดดขนาดนี้มาก่อนเลย เกือบจะออกมาด้านนอกอยู่แล้ว ย้งก็โทรมาบอกว่าจะมาช้าสักหน่อย คะเนว่า 2 คนคงจะกินข้าววัดกันมา เราเลยชวนเพื่อนๆ กินข้าวกันในปราสาทซะเรย ตัวข้าวกล่องที่ปุ๊กเตรียมมาให้นั้นอยู่ที่พวกเรา แต่ช้อนส้อมดันไปอยู่ที่ย้ง ดีที่หมอปุ้มพกช้อนส้อมพลาสติกไว้เลยไม่ต้องถึงกับเปิบข้าวอย่างไทยแท้กลางปราสาทยุโรป

ออกมาถ่ายรูปหมู่กันก่อนจะเดินดูข้าวของตามร้านรวงที่อยู่ระหว่างทางเดินด้านหน้าปราสาท ย้งพาเข้าร้านที่มีเครื่องทอผ้าลายสก็อต และมีบริการถ่ายรูปในชุดพื้นเมืองให้ด้วย แต่ไม่ว่าจะชวนยังไง ย้งก็ยังยืนยันไม่ยอมนุ่งกระโปรงลายสก็อตของผู้ชายหรือที่เรียกว่าคิลต์ (Kilt) ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ เดินเข้าออกร้านขายของที่ระลึกอื่นๆ ที่เรียงรายต่อกันไปยาวเหยียดตามถนนรอยัลไมล์ ที่ยิ่งห่างจากปราสาท ราคาก็ยิ่งถูกลง เราเดินไปเรื่อยๆ ผ่านบ้านของข้าราชสำนักเก่าที่สวยงามแทรกอยู่ทั้ง 2 ข้างทาง จนสุดถนนก็ถึง Palace of Holyroodhouse ซึ่งเป็นพระราชวังที่ประทับแปรพระราชฐานของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 สร้างในปี 1498 โดยพระเจ้าเจมส์ที่ 4 ในพระราชวังมีจุดเด่นคือพรมประดับผนังแบบฝรั่งเศสแขวนไว้เกือบทุกห้อง ติดกับ Palace of Holyroodhouse เป็น Holyrood Abbey ซากวิหารเก่าอยู่ติดกับสวนสวยปูหญ้าเขียวขจีราวกับพรม ที่เห็นอยู่ไกลๆ จากวิหารเป็น Holyrood park ที่มีทางเดินลาดชันนำไปยัง Arthur’s seat เป็นยอดเนินลาดตัด ให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นไปในวันที่อากาศดี

ย้งต้องตัดใจเลิกเกณฑ์เพื่อนๆ เดินขึ้นเขา เพราะเสียเวลามานานโข เปลี่ยนเป็นขึ้นรถเมล์ไปที่ Calton hill แทน ปุ๊กยังได้โอกาสพาสาวๆ ขาช้อปไปซื้อรองเท้า fitflop ที่ลดราคาวันสุดท้าย (บางรุ่น) ในห้างแถวๆ รถเมล์จอดจนได้

พวกเราต้องเดินขึ้นเขา (ที่ไม่ชันนัก) กันอยู่ดีที่ Calton hill ซึ่งมีบันไดขึ้นเขา ถ่ายรูปกันโดยมีฉากหลังเป็นเสาหินโรมันส่วนหนึ่งของ National monument ที่สร้างเลียนแบบวิหารพาร์เธนอน แบบสบายๆ ไปจนแบบกระโดดหมู่ ให้ฝรั่งแตกตื่นกันอีก ก่อนจะไปปีนเสาหินโรมันเพื่อถ่ายรูประยะใกล้ มีพจกับปุ๊กคอยเป็นกำลังใจให้อยู่ด้านล่าง
แล้วค่อยย้ายไปถ่ายรูปกับจุดชมวิวที่มองเห็นเมืองเอดินเบอระทั้งเมืองอยู่เบื้องล่าง ไม่นานนักเราก็สำนึกได้ว่าแว่นตาตูหายไปไหนหว่า จนต้องเดินกลับทางเก่ามาพบกับเศษแว่นแถวๆ เสาหินโรมันนั่นเอง โชคยังดีที่ชำรุดไม่มาก พอจะประกอบกลับเข้าเป็นเหมือนเดิมได้

ลงจาก Calton hill ก็ถึงเวลาต้องแยกทางกับปุ๊กกลับแมนเชสเตอร์ซะแล้ว พวกเราแวะถ่ายรูปกับสถานีรถไฟ Waverley และวิวบนสะพานที่มองเห็นเมืองและปราสาทเอดินเบอระ แล้วขึ้นรถเมล์กลับไปเอารถที่โรงแรมเดิมก่อนอำลาเอดินเบอระเอาตอนย่ำค่ำ
เนวิเกเตอร์ของรถคงพาเราออกจากเมืองไปตามเส้นทางลัด เพราะเราผ่านทุ่งข้าวสาลี มีแกะ วัว ให้เห็นอยู่ตามท้องทุ่งในตอนเกือบ 2 ทุ่ม และฝนตกปรอยๆ มีต้นไม้ 2 ข้างทางโค้งเข้าหากันเป็นอุโมงค์ต้นไม้ให้ตื่นตาตื่นใจเป็นระยะๆ กว่าจะเข้าทางด่วนได้ก็มืดสนิทแล้ว พวกเราถึงที่พักกันอย่างง่วงสุดๆ เอาเกือบเที่ยงคืน

18 ก.ค. 54




วันนี้พวกเราขับรถไปที่เมืองบาธ (Bath) กันต่อ เราขับออกมานอกเมืองให้ย้งได้นอนพักแป๊บนึงเพราะต้องดาวน์โหลดเส้นทางจนดึก ตอนเช้ายังต้องเตรียมอาหารเช้าและข้าวกล่องตอนเที่ยงอีก ผ่านเส้นทางที่สวยงามเหมือนเมื่อคืนวาน (และฝนตก) ก่อนจะแวะเปลี่ยนขับกันกลางทาง เราแวะกันที่สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) หมู่ก้อนหินโบราณกลางท้องทุ่งกว้างใหญ่ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณ ประกอบด้วยหินเรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกเป็นรูปวงแหวน ส่วนชั้นในเป็นรูปเกือกม้า ก่อด้วยหินเนื้อสีฟ้าลักษณะเหมือนหินขุดจากเนินเขาพรีเซลี (Prescelly) ที่เพ็มโบรกเชอร์ (Pembrokeshire) ในเวลส์ (อยู่ไกลมากสำหรับยุคโบราณ) ก้อนหินขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มสูง 6 เมตร ส่วนที่ฝังในดินยาวกว่า 2.5 เมตร สโตนเฮนจ์สร้างขึ้นเพื่ออะไรไม่มีใครทราบ แต่สันนิษฐานกันว่าเกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์และพิธีกรรมบางอย่าง

พวกเราจอดรถในที่จอดรถ แล้วก็เดินไปเกาะรั้วตาข่ายเหล็กเพื่อหาทางเข้าแต่ก็ไม่เจอ เลยกลับมาตั้งต้นที่ลานจอดรถกันใหม่ถึงได้เห็นว่าทางลาดลงไปใต้ดินมีช่องขายบัตรผ่านประตูอยู่ ให้ซื้อบัตรแล้วเดินลอดทางใต้ดินไปโผล่ข้างในตาข่าย
ถ่ายรูปกันท่ามกลางฝนตกและลมแรง (อีกแล้ว) เป้าหมายต่อไปก็คือเมืองบาธ ที่ย้งยังรับหน้าที่คนขับต่อไป ในขณะที่ผู้โดยสารเปิดกล่องข้าว กินข้าวผัดน้ำพริกใส่หอยลายกระป๋องกันอย่างอร่อย

ใกล้จะถึงตัวเมือง คนมีใบขับขี่อย่างเราก็เปลี่ยนมาขับ และพาเลี้ยวซ้ายอีกเช่นเคย วนไปวนมาจนชักหงุดหงิด ย้งเลยเปลี่ยนขับแล้วหาที่จอดรถ แบบต้องเสียค่าจอดโดยให้หยอดเหรียญตามเวลาที่จะจอด ก่อนจะเหยียบเมืองน้ำแร่ที่มีชื่อที่สุดของอังกฤษ ซึ่งในยุคที่อาณาจักรโรมันแผ่อิทธิพลมาถึง นักรบโรมันเป็นผู้พบบ่อน้ำแร่อุ่นๆ บริเวณนี้เข้า จึงสร้างโรงอาบน้ำและก่อสร้างเมืองสไตล์โรมันขึ้นจนได้รับการยกย่องเป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง สิ่งที่น่าดึงดูดที่สุดของบาธก็คือโรงอาบน้ำในยุคโรมัน หรือ Roman Baths ที่อยู่ใจกลางเมือง ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์และบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ยังคงมีไออุ่นและควันจางๆ ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ น่าลงไปแช่อย่างยิ่ง ถึงแม้จะมีป้ายห้ามลงไปในน้ำ แต่พจนารถก็ยังแอบๆ เอามือจุ่มและยังแถกับเพื่อนๆ ได้อีกว่าในรูปห้ามเอาเท้าแช่ ไม่ได้ห้ามเอามือแช่ซะหน่อย....แฮ่


เราเดินเที่ยวกันไปจนถึงเซอร์คัส (The Circus) อาคารเก่าแก่ที่เรียงต่อกันเป็นรูปทรงกลม แล้วเลยไปจนถึงรอยัลเครสเซนต์ (Royal creacent) อาคารรูปทรงสวยงามสร้างเป็นครึ่งวงกลม ถ่ายรูปกันจนพอใจแล้วค่อยเดินย้อนกลับมาริมแม่น้ำเอวอน ผ่านมหาวิหารแห่งบาธ (Bath Abbey) ที่ดูยิ่งใหญ่ตามแบบสถาปัตยกรรมโกธิค แวะซื้อขนมขบเคี้ยวกินไปพลางๆ จนมาถ่ายรูปกันใกล้ๆ สะพานพัลทินีย์ (Pulteney bridge) ที่มีร้านค้าสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสะพาน ฝนที่ยังคงตกอยู่ตลอดทางทำให้เราได้เห็นรุ้งกินน้ำตัวใหญ่เกิดคู่กันอย่างสวยงามระหว่างรถวิ่งผ่านตอนเกือบ 3 ทุ่ม


19 ก.ค. 54



วันนี้เราออกเดินทางสายกว่าทุกทีเพราะจุดหมายคือ ยอร์ก (York) นั้นห่างจากแมนเชสเตอร์เพียงชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น ย้งยังมีเวลาชงชาชัก (มีถุงกาแฟอีกต่างหาก) กับกาแฟผงของสตาร์บัคให้พวกเรากินอีกต่างหาก เราวนหาที่จอดรถในร่มแล้วหยอดเหรียญเช่าเป็นเวลา 4 ชั่วโมง จากนั้นก็เริ่มต้นเดินไปที่ Clifford tower อันเป็นหอคอยแบบนอร์มัน มีนักเรียนเดินขึ้นไปชมป้อมปราการนี้กันเป็นแถว ขึ้นบันไดเดินตามเขาไปแบบไม่รู้เรื่อง ในที่สุดก็ถูกเรียกให้ไปซื้อบัตรผ่านประตูก่อน รอคิวอยู่นานจนขี้เกียจเข้า พวกเราเลยไปกันต่อที่พิพิธภัณฑ์รถไฟ (National railway museum) เนื่องจากยอร์กเป็นชุมทางรถไฟของอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เมื่อเดินเข้าไปได้ ย้งก็กลายร่างเป็นเด็กชายตัวโต เดินดูรถไฟทั้งของจริงทั้งแบบจำลองอย่างร่าเริง

ออกมาถ่ายรูปกับกำแพงเมืองเก่าแก่ที่ทอดตัวเหยียดยาวออกไปสุดสายตาแล้ว เราก็ต้องหยุดหลบฝนที่ป้ายรถเมล์กันพักใหญ่ ให้ย้งได้เปรยว่าตั้งแต่เพื่อนมาไม่มีวันไหนฝนไม่ตก ก่อนจะไปยังสถานที่โดดเด่นที่สุดในยอร์ก คือ ยอร์กมินสเตอร์ (York Minster) สถาปัตยกรรมผสมระหว่างศิลปะคลาสสิก นอร์มันแซกซัน และอังกฤษ วิหารนี้ใช้เวลาสร้างกว่า 250 ปี ผ่านยุคสมัยมามากมาย ดูได้จากชั้นของเสาหินหลักของตัววิหาร นอกจากนั้นศิลปะการวาดภาพประดับกระจก และหน้าต่างกระจกสียังเป็นจุดเด่นอีกอย่างของวิหารแห่งนี้ ด้วยความที่พวกเราไม่ได้หาข้อมูลอย่างละเอียดแต่อาศัยโชคช่วยเลยพลอยได้รูปกระจกหน้าต่างด้านตะวันตกที่วาดในปี 1338 ที่รู้จักกันในชื่อ “หัวใจแห่งยอร์กเชอร์” และหน้าต่าง “ไฟว์ ซิสเตอร์ (Five sisters)” ที่เก่าแก่ที่สุดของวิหาร สร้างด้วยกระจกกริซาย สีเขียวและเทา เป็นรูปเรขาคณิต รวมทั้งหน้าต่างกระจกสีบานเดี่ยว บานใหญ่ที่สุดในโลก ทางทิศตะวันออก หรือ Great East window ซึ่งภาพบนกระจกจะแสดงถึงกำเนิดและอวสานของโลกตามคัมภีร์ไบเบิ้ล นอกจากนี้ยังถ่ายรูปมั่วๆ ไปติด “หน้าต่างกุหลาบ (Rose window)” ที่แสดงถึงการยุติ “สงครามกุหลาบ” ระหว่างราชสกุลแลงคาสเตอร์ (กุหลาบแดงแห่งแลงคาสเตอร์) และยอร์ก (กุหลาบขาว) และเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงค์ทิวดอร์อีกด้วย



The great east window




Heart of Yorkshire




Five sisters window




Rose Window



เราแวะกินขนมสโคน (scone) ขนมประจำชาติอังกฤษ กับน้ำชาในร้านดังของยอร์ก ชื่อร้าน Bettys ซึ่งมีเคล็ดลับพิเศษในการชงชาที่คนทั่วไปยกย่องว่าอร่อย เช่น ระดับความร้อนของน้ำชา การกำหนดเวลา และส่วนผสมของใบชา เรากินชาอังกฤษสูตรดั้งเดิมของร้าน ชาเอิร์ลเกรย์ แต่ที่สุดแล้วกลับถูกใจชาซีลอน (น่าจะดังแถบศรีลังกา) กันซะนี่ ส่วนขนมสโคนที่เนื้อแน่นหนานุ่ม ถ้าได้กินอีกซัก 4 – 8 ชิ้น คงจะดีไม่น้อย อิอิ


หลังจากนั้นย้งก็ปล่อยให้มองกระเป๋าลดราคาของร้าน Cath Kidston กันตาละห้อย ก่อนจะพาเดินจ้ำอ้าวกลับไปที่รถ เนื่องจากใกล้จะหมดเวลาที่เสียค่าเช่าที่จอดไว้เต็มที เราต้องเปลี่ยนแผนกันใหม่โดยกลับให้ถึงแมนเชสเตอร์ก่อน 5 โมงเย็นเพื่อคืนรถในวันนี้แทนที่จะเป็นวันพรุ่งนี้ เพราะย้งต้องรีบไปพบ อ.ที่ปรึกษา ตอนเช้า จะไม่ว่างเอารถไปคืนตามเวลาที่กำหนด แต่ที่สุดแล้วฝนตก รถติด ก็ยังมีที่อังกฤษ เราเลยกลับมาถึงในเวลา 6 โมงเย็น ยังสว่างพอที่ย้งจะติวเส้นทางให้พจขับรถไปคืนที่ศูนย์ Hertz

เมนูวันนี้เป็นแกงเขียวหวานไก่ และปลาทอด เราไปหาวัตถุดิบกันที่ Asda กันอีกเช่นเคย ส่วนปลานั้นย้งได้เตรียมไว้ให้พวกเราตั้งแต่แรก (แปลว่าอย่างน้อย 3 วัน) แล้ว นอกจากนี้ยังมีเมนูมูสสตอเบอร์รี่เป็นของหวานอีกต่างหาก แต่ก่อนจะได้กิน เราต้องไปรับตั๋วรถไฟที่จองไว้ที่สถานีรถไฟก่อน ย้งแยกไปซื้อของอีกที่หนึ่ง ปล่อยให้ 3 สาว เดินตามทางที่จะต้องเอารถไปคืนในวันพรุ่งนี้เพื่อย้ำให้จำได้ ก่อนจะมาเจอกันอีกทีที่สถานีรถไฟแมนเชสเตอร์

ย้งบอกว่าพวกเราโชคดีมากที่ซื้อตั๋วไปลอนดอนได้ในราคาถูกสุดๆ คือในราคาคนละ 17 ปอนด์ ในขณะที่ซื้อตามปกติราคาจะอยู่ที่ประมาณ 30 ปอนด์ จากนั้นเราก็ไปเดินเที่ยวกันในเมืองแมนเชสเตอร์โดยไกด์ย้งคอยชี้เป้าให้ว่าวันพรุ่งนี้ตอนที่ย้งคุยกับ อ. ที่ปรึกษา เพื่อนๆ จะมาเดินเที่ยวกันที่ไหนได้บ้าง ก่อนจะทำหน้าที่ตากล้องถ่ายรูปพวกเรากับ Manchester wheel, Manchester cathedral และสถานที่ใกล้เคียงจนมืด เดินขาลากผ่านไชน่าทาวน์ของแมนเชสเตอร์ แล้วก็กลับไปกินข้าว (ที่ปุ๊กให้มา) แกงเขียวหวาน ปลาทอด กันจนเกือบอิ่ม ไม่ลืมของหวานที่นึกว่าย้งจะตีวิปครีมให้ฟูก่อน เราก็เลยได้กินสตอเบอร์รี่ราดด้วยน้ำครีมข้นมันของวิปครีม จนสตอเบอร์รี่หมด ก็ได้เวลาแม่ครัวพจนารถสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาด้วยความเสียดายวิปครีม (อย่างน้ำ) ที่เหลือ เช่น ใส่กล้วยหอม ช็อคโกแลต และแนคทารีน

20 ก.ค. 54




เช้านี้ย้งเปิดโอกาสให้ตื่นกันตามสบาย แต่พจนารถก็ยังมาตะกายประตูขอของกินในครัวแต่เช้าเหมือนเดิมจนได้ แถมยังขอเมนูไปกินกลางวันที่ลอนดอนเป็นผัดกระเพราะไข่ดาว อิอิ ย้งรีบออกไปก่อนเอาเคล็ดว่าถ้าเพื่อนยังอยู่ในอาคาร ฝนคงยังไม่ตก จากนั้นพวกเราก็กินข้าวแล้วพากันเอารถไปคืน ชาวเมืองแมนเชสเตอร์คงต้องระวังรถเช่ากันไปอีกนานเพราะพอรู้ว่าผิดเลนปุ๊บ พจนารถก็จะปาดเข้าเลนที่ถูกต้องปั๊บ หรือไม่ก็แซงซ้ายมาเข้าขวา ในที่สุดก็ได้เยี่ยมหน้าเข้าไปคืนรถด้วยประโยคภาษาอังกฤษที่ซ้อมมาเป็นอย่างดี หลังจากฟังฝรั่งคนเดิมตอบกลับมาเป็นชุดด้วยหน้าตาว่างเปล่า เราก็ตบท้ายด้วย “Is that all? OK thank you” แล้วก็สะบัดตรูดจากมา ยังไงซะขาดเหลืออะไรมันก็ไปตัดที่บัตรเครดิตของย้งละวะ

เมื่อสาวๆ อยู่กันตามลำพังก็เป็นเวลาของการช้อป เราไปเริ่มกันที่ Market street เข้าห้าง Arndale ไม่ได้อะไรติดมือกันมา แต่ก็ยังได้ชาอังกฤษจากร้าน Whittard ที่ใส่มาในกระปุกสวยน่าซื้อลวดลายแตกต่างจากที่ซื้อจากเอดินเบอระ แอบคิดอยู่เล็กๆ ว่าไปถึงลอนดอนคงจะมีกระปุกสวยๆ รูปแบบอื่นอีกเป็นแน่ จนย้งโทรมาบอกว่าเสร็จธุระและเตรียมอาหารเที่ยงไว้ให้แล้ว เราก็เลยกลับไปกินข้าว มื้อนี้มีมักกะโรนีแกงเขียวหวานสุดอร่อย และเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยเตรียมพร้อมสำหรับไปลอนดอนกัน

ไม่น่าเชื่อย้งเล้ย ว่าเผื่อเวลาไว้ให้เต็มที่เพื่อจะลากกระเป๋าหนักๆ เดินราวครึ่ง กม. ไปสถานีรถไฟ เพราะในที่สุดเราก็ต้องจ้ำตามควาย เอ๊ย ตามคนเดินหน้า ฝ่าฝนไปให้ถึงสถานีภายใน 15 นาที ขึ้นรถไฟได้แป๊บเดียวก็ถึงเวลารถไฟออกให้หวาดเสียวว่ามาช้ากว่านี้หน่อยคงต้องตกรถไฟแน่ๆ ไม่ว่าจะหวาดเสียวหรือเหน็ดเหนื่อยจากการลากกระเป๋าขนาดไหน เราก็หลับสนิทตั้งแต่ต้นทางในตู้ปลอดเสียง ส่วนย้งใช้บัตรนักเรียนลดราคาเลยต้องไปนั่งอีกตู้หนึ่ง

2 ชั่วโมงกว่าๆ ต่อมาเราก็มาถึงสถานีอูสตัน (Euston) มหานครลอนดอน พวกเรายังได้รับความอนุเคราะห์บัตร Oyster card จากรุ่นน้องที่ย้งยืมมาให้เติมเงินด้วยตู้อัตโนมัติโดยไม่ต้องเสียค่ามัดจำบัตร เริ่มลำบากกับการลากกระเป๋าใบใหญ่ต่อรถไฟใต้ดินซะแล้ว เพราะลิฟท์ที่มีตามสถานีไม่เห็นจะใช้งานได้ ดีที่พวกเราไม่ได้มาในช่วงคนแน่นเวลาเลิกงาน เลยพอมีที่ให้นั่งในรถไฟ แต่แมวกับหมอปุ้มต้องแยกไปนั่งอีกด้านหนึ่ง


รถไฟใต้ดินที่นี่เป็นระบบเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ผ่านมา คือ มีป้ายบอกสาย สถานีที่ผ่าน และชานชาลา ต่อจากสถานีอูสตัน เราจะเอาของไปเก็บที่พักกันก่อนที่สถานีแฮมเมอร์สมิธ (Hammersmith) ซึ่งห่างออกมา 4 สถานี ในรถมีเสียงบอกชื่อแต่ละสถานีและแจ้งว่ามีการก่อสร้างที่สถานีที่ 3 รถจะไม่จอด (ด้วยสำเนียงอังกฤษแท้) เรารู้ข้อมูลเพราะยืนอยู่ใกล้แผนผังสถานีและอ่านเอา พอถึงก็เรียกหมอปุ้มที่นั่งห่างออกไปให้ลง เห็นหมอปุ้มพยักหน้าแล้วเชียว ลากกระเป๋าลงมาได้อย่างทุลักทุเล มองไปอีกประตูที่เพื่อนๆ ควรจะลงกลับพบแต่ความว่างเปล่า เลยถามย้งว่าตกลงหมอปุ้มกับแมวลงมาหรือเปล่า ย้งรีบวิ่งไปตบกระจกแรงๆตรงที่ 2 สาวยังนั่งอยู่แทนคำตอบ ให้แมวได้แสดงพลังแฝงยกกระเป๋าปลิวลงมาที่ชานชาลา ส่วนหมอปุ้มลงเป็นคนต่อมาเลยโดนประตูรถไฟหนีบเป้หลัง ดีที่ฝรั่งข้างบนรถช่วยแงะประตู กับย้งที่ง้างด้านล่างจนหลุดออกมาได้ นับว่าชาวอังกฤษเป็นสุภาพชนทีเดียวเพราะการง้างประตูให้เปิดออก น่าจะลำบากกว่าการถีบของที่ค้างอยู่ให้หลุดออกไป อิอิ

มาถึงสถานีแฮมเมอร์สมิธ แบบต้องลากกระเป๋าลงบันได ยกกระเป๋าขึ้นบันได......เฮ่อ มาได้พักตรงแถวทางออกสถานี ให้ย้งไปถามว่าที่พักของพวกเราต้องไปทางไหน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลากกระเป๋าน้ำหนัก 20 กก. หลงทาง แล้วเราก็เจอที่พักเป็นหอพักแยกเข้าไปในซอย ห่างจากสถานีนิดเดียว แต่ดูสงบไม่พลุกพล่านเหมือนที่สถานีรถไฟ พวกเราเลือกห้องพักที่มีห้องน้ำในตัวแทนที่จะเป็นห้องนอนรวมกับคนอื่นที่ราคาถูกกว่า แต่ทั้งห้องนอนและห้องน้ำก็คับแคบสุดๆ มีดีตรงที่ผ้านวมหนานุ่ม และมีห้องครัว ห้องดูทีวี ให้ใช้รวมกับผู้เข้าพักคนอื่น

เราจัดการผัดกระเพราไข่ดาวกันก่อนจะไปเดินเที่ยวยามเย็นกัน หลังกินข้าวก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกแล้ว เพราะย้งหาบัตร Oyster ที่ในซองใส่มีตั๋วรถไฟกลับแมนเชสเตอร์ไม่เจอ พวกเราช่วยกันค้นห้องหากันก็ยังไม่เจอ จนต้องตัดใจเดินไปที่สถานีแฮมเมอร์สมิธเพื่อซื้อใหม่ ยังดีที่ถามกับพนักงานขายก่อนเลยได้ความว่ามีคนเก็บมาส่งให้แล้ว แต่โชคร้ายที่ทางสถานีระงับเงินในบัตร Oyster ไปแล้ว ย้งก็เลยต้องทำบัตรใหม่ ส่วนตั๋วรถไฟซึ่งมีมูลค่ามากกว่าได้กลับคืนมา

เราไปเดินถ่ายรูปกันที่ Big Ben กลางสายฝนอีกแล้ว เดินไปบนสะพานเวสมินสเตอร์ยังมองเห็น London eye อีกฝั่งของแม่น้ำเทมส์ได้อีกต่างหาก ถ่ายรูปกันจนได้ยินเสียงระฆังเหง่งหง่าง บอกเวลา 3 ทุ่มจากบิ๊กเบน มาถึงลอนดอนได้ก็ต้องคิดถึงของฝาก แมวสนใจร่มที่มีลวดลายธงชาติสหราชอาณาจักร ซึ่งบนผืนธงของอิงแลนด์เดิมมีเครื่องหมายกางเขนสีแดงบนพื้นสีน้ำเงิน เพิ่มเครื่องหมายกางเขนสีขาวของสก็อตแลนด์ และเครื่องหมายกากบาทสีแดงบนธงเป็นของไอร์แลนด์ เรียกว่า ธงยูเนียน หรือ ธงยูเนียนแจ็ก (Unionjack) เจ้าแรกที่เจอราคาคันละ 6 ปอนด์ แต่วันต่อๆ มาก็หาได้ในราคา 4 ปอนด์

เดินผ่านดงอาคารสถาปัตยกรรมโกธิกอายุพันปีตั้งแต่ตึกรัฐสภาที่มีประวัติงัดข้อกับกษัตริย์มายาวนาน และวิหารเวสมินสเตอร์ (Westminster Abbey) ในยามค่ำคืน (แต่ยังสว่าง) และฝนตกไปเรื่อยๆ แวะตามร้านขายของที่ระลึก มีทั้งโปสการ์ดข้อความตลกๆ ทิวทัศน์ของลอนดอน เสื้อยืด หมวก พวงกุญแจ แผ่นแม่เหล็ก ชากระปุกที่ขายแยกชิ้นให้สะสม จนเหนื่อยก็พากันกลับที่พัก

21 ก.ค. 54




วันนี้เราออกกันสายหน่อย กินข้าวเช้าที่เตรียมด้วยไมโครเวฟ ก็ยังได้ไก่อบ มาม่า ข้าวโอ๊ต ใส่ผัก กันจนอิ่มมากๆ แบบที่มากับย้งแล้วกินเผื่อไปเลยเพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะได้กินมื้อหน้าเมื่อไหร่.....น่าสงสาร ไปจองที่เกาะรั้วแถวหน้าพระราชวังบักกิ้งแฮมเพื่อจะดูพิธีเปลี่ยนผลัดยามกันก่อน จากตอน 10 โมงเช้าที่ผู้คนเดินถ่ายรูปกันรอบๆ อย่างสบายๆ เมื่อใกล้เวลา 11 โมงกลับแออัดยัดเยียดกันข้างรั้วพระราชวัง วันนี้ไม่มีธงโบกพลิ้วเหนือพระราชวัง แปลว่าสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธไม่ได้ประทับอยู่ พวกเราดูขบวนทหารที่เข้าแถว พร้อมด้วยการประโคมของวงโยธวาทิตอย่างเพลิดเพลิน จนลืมไปเลยว่าทหารยามผลัดกลางคืน (ชุดสีดำ) เปลี่ยนเวรกับผลัดกลางวัน (ชุดสีแดง) เรียบร้อยแล้ว




เดินต่อกันไปจนถึงโบสถ์เวสมินสเตอร์ (Westminster Cathedral)ซึ่งเป็นคนละที่กับ Westminster Abbey โดยสิ่งก่อสร้างที่เป็น Abbey จะมีโบสถ์หลัก และอาคารอื่นๆ อยู่ในอาณาเขตนั้นๆ แต่เพราะเราไปเดินชมกันกลางคืนและไม่ได้เข้าไปด้านใน เลยไม่ได้เห็นโบสถ์หลวง และโบสถ์พระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 ที่ภายในมีหลังคาทรงโค้งเป็นรูปพัดสร้างด้วยหินสีขาว รวมถึงอาคารที่เก็บรักษาพระราชอาสน์ในพระราชพิธีราชาภิเษก ซึ่ง Westminster Abbey เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีหลายๆ อย่างของราชวงศ์

ส่วน Westminster Cathedral เป็นอาคารเดี่ยวด้านนอกก่ออิฐสีแดงสลับขาวเด่นต่างจากโบสถ์อื่นๆ ภายในตกแต่งด้วยหินหลากสี เข้าไปด้านในแป๊บเดียวเนื่องจากในโบสถ์กำลังมีพิธีสวดมนตร์อยู่ และย้งเห็นลูกทัวร์เริ่มจะงอแงขออาหาร เลยพาพวกเราไปย่านโซโห หรือไชน่าทาวน์ที่สถานีไลซ์สเตอร์สแคว (Leicester square) พวกเราก็เลยได้กินเป็ดย่าง four seasons เจ้าดังกันอย่างเอร็ดอร่อย

อุตส่าห์เรียนภาษาจีนมาเป็นปี เจอพนักงานร้านพูดภาษาจีนทัก (คงจะเห็นว่ามากะย้ง) จากรูปแบบแล้วน่าจะถามว่ามากี่ที่ เราก็ตอบไปว่าซื่อเหยิน (si ren) พลีส มองหน้ากันไปมาอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นทั้งร้านและลูกค้าก็สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ (แบบเอเชีย) ด้วยความราบรื่นพร้อมด้วย service charge 20%


อาหารยังไม่ทันย่อยดีเราก็ไปกันต่อที่ Piccadilly circus ที่มีจุดเด่นคือรูปปั้นสัมฤทธิ์อีรอส (Eros) โก่งหน้าไม้ เอ๊ย คันธนู เด่นอยู่กลางแยก เป็นจุดนัดพบของชาวลอนดอนอีกที่หนึ่ง มีหนุ่มๆ วัยรุ่นจอมทะเล้นคอยทำท่าถ่ายรูปเป็นฉากหลังร่วมกับนักท่องเที่ยว เดินผ่านจตุรัสทราฟัลการ์ (Trafulgar) มีรูปปั้นอีตาเนลสันเด่นเป็นสง่าพร้อมด้วยสิงโตสำริดประดับ 4 ด้าน แล้วก็เลยไปที่ National gallery หอศิลป์แห่งชาติให้ถ่ายรูปกับอาคาร (แมวก็เลยอดดูภาพของแวนโกะห์) และสัญลักษณ์โอลิมปิก 2012 ย้งพาเดินเก็บ RC กันต่อโดยผ่าน ร้านเชอร์ล๊อกโฮมส์ ไม่รู้ที่มาที่ไปแต่ก็ถ่ายรูปไว้ แล้วค่อยขึ้นรถไฟไปหอคอยลอนดอนกัน



หอคอยลอนดอน (Tower of London) เป็นพระราชวัง คุกขังนักโทษ และลานประหารสมัยโบราณ เราถ่ายรูปกับด้านหน้า และด้านข้างที่มองเห็นTower bridge สะพานที่ยังยกขึ้นได้เมื่อมีเรือลำใหญ่ผ่าน ก่อนจะไปเยือนห้างแฮร์รอดส์ (Harrods) ห้างดังของลอนดอน ใกล้สถานี Knightbridge แค่การก่อสร้างอาคารก็ยิ่งใหญ่อลังการแล้ว เดินหลายวันก็คงไม่ทั่ว การตกแต่งภายในยิ่งสุดๆ บางชั้นเหมือนเนรมิตวิหารในอิยิปต์มาเชียว ในห้องน้ำยังมีโลชั่น น้ำหอม ให้ใช้ฟรีอีก แต่อยู่นานไม่ได้เพราะเจ๊คนทำความสะอาดแกจะคอยเรียกคิวเข้าห้องน้ำขัดคออยู่ตลอด แมวเริ่มควักใบสั่งสินค้าที่ผู้มีอุปการะคุณฝากซื้อมาแล้วก็ดิ่งไปที่กระเป๋าแฮร์รอดส์ก่อนอื่น โห ไม่อยากจะเชื่อว่าถุงผ้าใส่ของพอเคลือบพลาสติกแล้วมันจะแพงได้ขนาดนี้ ชักจะนึกถึงคำพูดตัวเองก่อนมาว่าจะไปเหมากระเป๋าแฮร์รอดส์แถวประตูน้ำมาไล่แจก มันก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะเนี่ย ปล่อยให้แมวเลือกเอาตามสะดวกส่วนเราก็มายิกๆ ให้ย้งถ่ายรูปกับอภิมหาหมีที่ตั้งโชว์ (ขายด้วย)แถวนั้น ส่วนกระเป๋า Cath Kidston นั้น ถามจากประชาสัมพันธ์ที่ยืนคล้องสายสะพายอยู่เกือบทุกชั้นก็ได้ความว่าที่นี่ไม่มีคร่า แล้วก็ควักไอแพดออกมาแสดงเป้าหมายของร้านให้ดูตามแผนที่ ไปเดินในโซนซุปเปอร์มาเก็ตกันต่อ มีดอกไม้ดอกใหญ่ๆ และผลไม้จากทั่วโลก (ทุเรียน ลำไยยังมี) จากข่าวที่ได้มา ถ้าคุณอยากจะได้ฮิปโปไปเลี้ยงซักคู่ ก็ยังหาซื้อได้ที่แฮร์รอดส์ ย้งยังพาไปดูเบเกอรี่สุดน่ากิน ให้สูดกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย แล้วก็จากไป....แง

เรานั่งรถยาวไปสถานีคิงครอส (King cross) ด้วยความเคยชิน พวกเราก็เดินกันเข้าไปที่ชานชาลา แล้วก็หา 9 ¾ อยู่นานจนต้องเดินไปถามนายสถานี ก็ได้ความว่าอยู่ด้านนอกสถานีรถไฟโน่น ยังมีฝรั่งถ่ายรูปกันอยู่ไม่กี่คน หรือเป็นเพราะเย็นแล้วก็ไม่แน่ แต่ก็โชคดีที่พวกเราไม่ต้องรอนาน และถ่ายรูปกันอย่างไม่ต้องเร่งร้อน

ด้วยความติดใจเป็ดย่าง เมื่อย้งชวนไปกินอาหารจีนกันอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนร้านก็เลยไม่ได้สั่งเป็ดทั้งตัว สั่งเป็นข้าวหมูแดง เป็ดย่าง และอาหารอื่นๆ แทน ก่อนจะพากันกลับที่พัก

22 ก.ค. 54






วันนี้หมอปุ้มตื่นมาแต่เช้าจะขอแยกไปถ่ายรูปกับสนามฟุตบอลของทีมอาเซนอล เราก็เลยไปบอกย้งให้กินข้าวไปพลางๆ ก่อนแล้วไปด้วยกัน ถึงจะนั่งรถไฟนาน แต่โชคดีที่มีแดด หมอปุ้มเลยได้ถ่ายรูปที่สนามเอมิเรตต์สมใจอยาก

กลับมากินข้าวเช้ากันแล้วก็ไป British museum พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของอังกฤษ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราฟังชื่อก็ยี้ตั้งแต่ทีแรก แต่พอได้เข้าไปชมความอลังการและได้ถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้อย่างเพลิดเพลินแล้ว เข้าพิพิธภัณฑ์นี่ก็สนุกดีเนอะ แถมยังเข้าฟรี ยิ่งพอเข้าไปในโซนกรีกแล้วเจอบรรดาเทพเจ้าให้ได้จ้อประวัติจนเพื่อนๆ งุนงงว่าทำไมมีความรู้ประวัติศาสตร์กะเขาด้วย เราก็ทำหน้างงตอบกลับไปว่าพวกแกไม่ได้ดูเซนต์เซย่าเหรอ? เฮ้อ เบื่อจริงพวกเด็กยุคเจ้าหนูอะตอมเนี่ย ไปขำกลิ้งต่อที่ตุ๊กตานมแบน (Moai) ของหมู่เกาะอีสเตอร์ แล้วก็ถ่ายรูปกันในรูของเสาไม้แอฟริกาใต้จนยามต้องมาไล่ จากนั้นก็ขุดเทคนิคของกล้องมาถ่ายงูสองหัว (Double-headed serpent) ด้านในตู้กระจก แบบไม่ได้ดีซักภาพ ก่อนจะขึ้นไปดูมัมมี่อิยิปต์ที่ชั้น 3 ซึ่งคนเยอะที่สุด แต่แทนที่มัมมี่คน หรือมัมมี่กษัตริย์ ราชินี จะดึงดูดเรากลับกลายเป็นมัมมี่จระเข้ ปลาไหล ลิง ฯลฯ สารพัดของแปลก (ที่อุตส่าห์ทำขึ้นมา) และตลกเท่านั้นที่เราจะเข้าไปดูนานหน่อย

ออกจากพิพิธภัณฑ์เราก็ไปเดินเก็บ RC ที่เหลือ ที่โบสถ์เซนต์ปอล (Saint Paul’s Cathedral) อาคารทรงไม้กางเขนที่มีโดมใหญ่เด่นเป็นสง่า เป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และเจ้าหญิงไดอาน่า ถัดจากนั้นก็ไปสะพานมิลเลเนียมที่สร้างในปี 2000 และเป็นฉากหนึ่งในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ 6/1 และโคเวนต์การ์เดน ที่มีผู้คนมาเดินซื้อของกัน รวมทั้งจำอวดริมถนนให้ได้ดู หลังจากนั้นก็มากินอาหารจีน (และงดเป็ด) กันอีกที่ไชน่าทาวน์ แต่แวะซื้อขนมเค้กร้านน่ากินสุดๆ ก่อนจะกลับไปหาอิรอสที่พิคัลดิลลี่ เซอร์คัส อีกครั้ง เพื่อไปดูทีวีโฆษณาจอยักษ์ของซัมซุงตลอดความยาวตึกที่แยกนั้น ร้านเหล้าหรือบาร์ระหว่างทางที่พวกเราเดินไปนั้นคึกคักมากในคืนวันศุกร์เช่นนี้ ผู้คนยืนดื่มเบียร์กันหน้าร้านแล้วก็คุยกันอย่างออกรส ส่วนข้างในร้านมีแค่โต๊ะไม่กี่โต๊ะ บางร้านก็จำกัดเฉพาะชาวเหนือม่วงเท่านั้นอีกต่างหาก เสียดายอย่างเดียวที่เราผ่านร้านเค้กสไตล์ญี่ปุ่นที่น่ากินกว่าที่ซื้อมาซะอีก มองหน้าผู้จัดการทริปแล้วเห็นทีจะไม่ได้กินเป็นแน่แท้ เพราะเฮียเห็นท่าเราเกาะกระจกน้ำลายยืดแล้วบอกว่า “ถ่ายรูปไว้ดิ” เฮ่อ แต่กลับถึงที่พักและควักขนมออกมากินได้เราก็แก้แค้น เอ๊ย ให้เกียรติหัวหน้าทริปโดยหยิบช้อนชาประจำห้องพักให้ก่อน ส่วนสาวๆ มีแค่ส้อมคันใหญ่ที่เหลือๆ จ้วงกินกันจนหมดอย่างรวดเร็ว ให้ย้งมองตามตาปริบๆ หลังจากกินได้ไม่กี่คำ.....นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจพวกผู้หญิง เวลาจะกินของหวาน ฮี่ฮี่

23 ก.ค. 54



เช้านี้เราตื่นก่อนคนอื่นๆ เหมือนเดิม หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเตรียมอุ่นอาหาร และเก็บกวาดของสดของแห้งที่ซื้อมาให้หมดในวันกลับ เมนูเช้านี้เลยมีมาม่าใส่ไก่อบและผัก ไข่เจียวใส่หอยลายกระป๋อง ส่วนย้งก็มาทำข้าวโอ๊ตของโปรดกินเหมือนเคย เสร็จแล้วก็พากัน check out และฝากของไว้กับที่พัก ก่อนจะไปพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กันต่อ บรรดาหินลาวาและภูเขาไฟทั้งหลายที่นี่ยังไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่า โซนสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่แมลง นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีปลาวาฬสีน้ำเงินจำลองเท่าขนาดจริงตัวมหึมาแขวนไว้ยาวตลอดห้องโถง แล้วก็โซนไดโนเสาร์ที่มีทั้งรูปจำลอง กระดูก และฟอสซิลต่างๆ มากมาย ชักจะเสียดายว่าเวลามีน้อยไปซะแล้ว ถ้าได้มาอีกครั้งคงต้องมีทัวร์ตะลุยพิพิธภัณฑ์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ที่ใช้ระบบ IMAX 3 D ที่ไม่ได้ไปนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย เรายังต้องไปกันต่อที่น๊อตติ้งฮิลล์ (Notting Hill) ย่านที่มีแต่ตึกสีขาว พร้อมสวนสวย มีตลาดนัดที่ใหญ่มากในวันเสาร์อย่างนี้ ทั้งของมือสอง งานศิลปะ ผัก ผลไม้ ต้นไม้ และร้านรวงต่างๆ หนาแน่น เราก็เลยได้ของฝากซะจนครบ





ย้งพาไปกินเป็ดย่างส่งท้ายกันที่ร้าน Four seasons สาขาใหญ่ของลอนดอน เรายังได้เจอคุณอรพรรณ พานทอง และครอบครัวอีกด้วย ซึ่งเป็ดย่างร้านนี้อร่อยสุดๆ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์เดินหาร้านกันมาตั้งไกล ก่อนที่พวกเราจะกลับไปเอากระเป๋าหนักโครตขึ้นรถไฟไปที่สนามบินฮีทโธว และอำลาย้งก่อนจะขึ้นเครื่องข้ามเส้นเวลากลับบ้าน มีหมอปุ้มมาส่งกลับถึงบ้านวันที่ 24 ก.ค. 54 เวลา 22.00 น.