Wednesday, June 22, 2011

ทัวร์วัด สิงห์บุรี-อ่างทอง-อยุธยา


พวกเราพากันไปทัวร์ไหว้พระ + กิน (ซะมากกว่า) ด้วยการขับรถไปเอง (จุ๋ยคนเดียว)
วัดที่ไปก็มี
1. วัดพิกุลทอง จ. สิงห์บุรี
2. วัดพระนอนจักรสีห์ จ. สิงห์บุรี
3. วัดไชโยวรวิหาร จ. อ่างทอง
4. วัดขุนอินทประมูล จ. อ่างทอง
5. วัดม่วง จ. อ่างทอง
6. วัดใหญ่ชัยมงคล จ. อยุธยา
7. วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ. อยุธยา
8. วัดป่าเลไลยก์ จ. สุพรรณบุรี






พวกเราพักที่ "บ้านสบายดี" จ. อยุธยา แบบสบายๆ ในห้องสูท พร้อมอ่างจากุชชี่ อยู่ห่างตัวเมืองนิดเดียว






ร้านอาหารแนะนำ


- ร้านรำพึง จ. สิงห์บุรี ข้าง รพ.สิงห์บุรี


- บ้านวัชราชัย จ. อยุธยา ข้างวัดกษัตราธิราชวรวิหาร


- โจ๊กนายยาว ตลาดหัวรอ อยุธยา


- ก๋วยเตี๋ยวเรือป้าเล็ก จ. อยุธยา ข้างองค์การโทรศัพท์


- ร้านโกเท้ บางเลน นครปฐม

Sunday, January 02, 2011

สิงคโปร์ 4 - 7 ธ.ค. 53

บันทึกการท่องเที่ยวสิงคโปร์ 4 - 7 ธ.ค. 53

4 ธ.ค. 53

พวกเรา ประกอบด้วย เรา หมอปุ้ม จุ๋ย และแมว ไปสิงคโปร์กันแบบตัดสินใจนาทีท้ายๆ งวดนี้ออกเดินทางกันตอนเช้าตรู่ นัดเจอกับแมวที่สนามบินแถวเคาน์เตอร์ Jet star แอบคาดหวังเล็กๆ ว่าสายการบินลูกของแควนตัสจะมีอาหารเสริฟบนเครื่อง แต่สงสัยจะเป็นนโยบายเหมือนๆ กันของสายการบิน low cost ที่ไม่มีอาหารและเบาะนั่งที่บอกอ้อมๆ ว่าถ้าคิดจะไปด้วยห้ามอ้วนกว่านี้แล้ว โชคดีที่กินข้าวหมูแดงเป็นมื้อเช้าที่สนามบินในขณะที่คนอื่นกินโจ๊กกัน เพราะกว่าเราจะไปถึงสนามบินชางฮี (Changi) ก็ปาเข้าไป 11 โมง เดินหาช่องทางที่จะไปรถ MRT เข้าเมืองกันอยู่เป็นนานค่อยถึงบางอ้อว่าขึ้น Airport link ที่ Terminal 2 หรือ 3 (เดินไกลกว่า) แล้วไปต่อ MRT ที่สถานี Changi Airport ได้เลย พวกเราซื้อบัตร EZ link ได้ที่สถานีโดยบัตร 1 ใบ ราคา 12 เหรียญสิงคโปร์ แต่เป็นค่ามัดจำบัตรซะ 5 เหรียญ ใช้ได้ 7 เหรียญ เลยเติมเงินเพิ่มกันอีกคนละ 10 เหรียญกะว่าคงจะพอใช้ในเวลา 3 วัน แล้วก็ขึ้นรถไปลงที่สถานี Tanah Merah เพื่อต่อรถไฟสายสีเขียวไปยังสถานี Outram park ซึ่งอยู่ใกล้ที่พักของเรา นอกจากนี้บัตร EZ link ยังใช้กับรถเมล์ และรถไฟที่ข้ามไปเกาะ Sentosa ได้อีกด้วย



รถไฟฟ้าของสิงคโปร์แล่นใต้ดินบ้างบนดินบ้างแต่ก็เรียก MRT แบ่งออกเป็น 4 สาย 4 สี สายสีเขียวเริ่มที่สถานี Pasir Ris ไปสุดสายที่ Joo Koon โดยมีสีเขียวของ Airport มาเชื่อมต่อแบบต้องเปลี่ยนขบวนกันที่สถานี Tanah Merah ส่วนสายสีแดงเริ่มจาก Marina bay ไป Jurong East สายสีม่วง Punggol ไป Harbour Front และสุดท้ายสายสีเหลืองจาก Dhoby Ghaut ไป Harbour Front จะเปิดเส้นทางในปี 2011 พวกเราเลยได้อาศัย 3 สายหลักไปก่อน วิธีการเดินทางค่อนข้างสะดวกแค่ดูป้ายที่ชานชาลาว่าด้านนี้รถวิ่งไปสุดสายที่ไหนแล้วก็ขึ้นให้ถูก มีแปะบัตรผ่านทางเข้าชานชาลาเหมือนเมืองไทย ตรงช่องแปะบัตรจะมียอดเงินคงเหลือบอกทุกครั้ง เราสามารถเติมเงินกับตู้อัตโนมัติหรือพนักงานที่สถานีก็ได้ ที่สถานีจะมีแผนที่ขนาดใหญ่บอกที่ตั้งของแหล่งต่างๆ และทางออกจากสถานี

พวกเราจองที่พักกับเว็ป Agoda เป็นโรงแรม 2 ดาว ชื่อ 81 Osaka อยู่ห่างจากสถานี Outram ประมาณ 500 เมตร แต่ครั้งแรกเราก็เดินหลงและวนหากันอยู่นานกว่าจะเจอโรงแรม ดีที่พวกเราเลือกเติมพลังรอบบ่ายด้วยขนมปังและนมถั่วเหลืองก่อนออกจากสถานี จากที่คิดว่าจะซื้อขนมมายืนกินกันนอกร้านให้หมดๆ หรือเดินกินกลางทาง แต่รู้สึกยังไงๆ อยู่ว่าทำอย่างนี้ได้หรือเปล่า เพราะกฎหมายสิงคโปร์ค่อนข้างเข้มงวด ไม่ทันไรก็เงยหน้าขึ้นไปเห็นป้ายเหนือศีรษะที่ห้ามกินบริเวณที่คนอื่นๆยืนอยู่และเรากำลังจะอ้าปากงับขนมพอดี พวกเราเลยต้องลากกระเป๋าเข้าไปในร้าน สั่งเครื่องดื่มเพิ่ม แถมยังถ่ายรูปกันในร้านอยู่เป็นนาน

ผู้จัดการทริปคงรู้ดีว่าลองได้เข้าห้องแล้วถ้าไม่รีบจัดโปรแกรม เดี๋ยวจะมีรายการนอนยาว เพราะห้องในโรงแรมถึงเตียงจะกว้างเท่าหมอน แต่ก็สะอาดน่านอน ยิ่งลากกระเป๋าหลงไปซะไกลยิ่งอยากจะลงไปนอนซะให้หายเมื่อย กุศโลบายอื่นนอกเหนือจากนั้นเป็นรายการอาหารบ่าย + ค่ำที่ไหนๆ ก็อดข้าวเที่ยงกันแล้วก็ขอกินให้มันเต็มที่ไปเลยทำให้พวกเรามีแรงออกเที่ยวกันอีกครั้ง

ข้างที่พักเรายังมีมินิมาร์ทให้ซื้อ sim โทรศัพท์ไว้โทรกลับบ้าน เครือข่ายใหญ่ๆ ของที่นี่ก็มี Singtel , M1 เราเลือก M1 ราคา 25 เหรียญ จากนั้นก็โทรกลับบ้านได้ในราคาไม่ถึง 2 บาท/นาที ก่อนไปกินอาหารทะเลมื้อใหญ่ พวกเราไปเดินกันที่ Marina bay กันก่อน ด้วยการต่อรถไฟสายสีแดงไปลง Marina bay เดินกันไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ Marina Bay Sands โรงแรมใหญ่ ใหม่ล่าสุดของสิงคโปร์ที่โปรโมตอย่างอลังการ ทั้งโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ประกอบด้วยตึกแท่งค้ำยัน 3 แท่งใหญ่ ที่ดาดฟ้าเป็นไฮไลท์คือเรือลำใหญ่มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่ไม่มีขอบสระเพื่อให้รู้สึกเหมือนว่ายน้ำอยู่กลางฟ้า มองเห็นวิวเป็นท้องฟ้ากับยอดตึกอื่นๆ แต่ถ้าจะขึ้นไปดูต้องจ่ายคนละ 20 เหรียญ พวกเราก็เลยได้แต่มองไกลๆ แล้วนึกภาพตามที่เคยได้ FWD mail มา



จากอ่าวมาริน่ามองเห็นสิงโตพ่นน้ำ (Merlion) แต่ไกล แต่ไม่รู้ต้องเดินทะลุทางไหนจึงจะไปถึง เราเลยเลือกกลับไปขึ้นรถไฟไปลงสถานี Raffles place ที่อยู่ถัดไปอีกสถานีแทน ออกที่ทางออกหน้าโรงแรม Fullerton แล้วก็เดินข้ามถนนต่อไปอีกก็ถึงสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ แต่ยังก่อน สะพานสวยหน้าโรงแรม หรือสะพาน Cavenagh ที่สร้างจากสก๊อตแลนต์แล้วนำชิ้นส่วนมาประกอบที่สิงคโปร์เป็นสะพานให้คนเดิน กับสะพาน Anderson จากแหล่งที่มาเดียวกันที่อยู่ถัดไปเป็นสะพานรถวิ่ง และรูปปั้นทองสัมฤทธิ์เด็กแก้ผ้ากระโดดน้ำดึงดูดให้เราถ่ายรูปกันต่อไป แถมยังหยุดกินไอติมแซนวิชที่คุยไปคุยมากับคนขายปรากฏว่าเป็นคนไทยซะอีก การเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์นี่ ถึงแม้จะทำให้ต้องหลงทางบ้าง กินไม่เป็นเวลาบ้าง แต่ก็ทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในสถานที่ใหม่ๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว



ตัว Merlion เป็นสิงโตทำจากวัสดุจำพวกซีเมนต์สีขาว จุดเด่นอยู่ตรงที่หัวเป็นสิงโตแต่ตัวมีเกร็ดและมีหางคล้ายปลา หันหน้าออกทะเล นักท่องเที่ยวก็สารพัดจะทำท่าถ่ายรูป ตั้งแต่ทำมือรองน้ำ อ้าปากกินน้ำที่พ่นออกจากปากสิงโต ส่วนพวกเราที่ไม่ได้กินข้าวเที่ยงได้แต่ไปยืนพิงรั้ว ถ่ายๆ รูปกันด้วยหน้าตาหิวโหย การที่เราเดินมาจากทางโรงแรม Fullerton จะเจอ Merlion ตัวลูกซึ่งมีขนาดเล็กกว่าก่อน โดยตัวลูกจะต่างกับตัวแม่คือมีการเพิ่มลายละเอียดของเกร็ดด้วยกระเบื้อง และนำถ้วยชาขนาดเล็กสีแดงมาทำเป็นลูกตา ยืนชมวิวรอบอ่าวมองเห็นด้านตรงข้าม ได้แก่ โรงละคร Esplanade รูปทรงหนามทุเรียนริมน้ำเหมือนกับ Sydney Opera House อาคารพิพิธภัณฑ์รูปดอกบัวบาน และ Singapore flyer

พวกเราหาที่เรียกรถแท็กซี่กันจนเดินเข้าไปในโรงแรม เจอแท็กซี่พิเศษที่ต้องเสีย service charge 7% นอกเหนือจากราคาในมิเตอร์ เพื่อจะพากันไปฝั่งตะวันออกที่รถไฟฟ้าไปไม่ถึง โชคดีที่ภัตตาคารจัมโบ้วันนี้คิวไม่ยาวทำให้เราได้กินอาหารทะเล รวมทั้งปูศรีลังกาผัดพริกไทยดำ (Srilankan king crab) อย่างอร่อยในเวลาไม่นาน ก่อนจะตบท้ายด้วยโอนิแป๊ะก๊วย แบบสิงคโปร์ที่ไม่มีข้าวเหนียว มองดูคล้ายโจ๊กเละๆ แต่ก็อร่อยใช้ได้



ได้หมอปุ้มกระตุ้นให้ไปขึ้น Singapore flyer กันต่อเพราะเห็นว่ายังไม่ดึกมาก และโปรแกรมแน่นเอี๊ยดในวันต่อๆ ไปที่จะไปทั้ง Night safari และ Universal studio ซึ่งเสี่ยงจะทำให้พลาดโอกาสนั่งชิงช้ายักษ์เอาง่ายๆ จุ๋ยเลยต้องตามใจเรียกแท็กซี่ไป Singapore firer เลยโดนแท็กซี่แซวซะเสีย self นักเรียนนอกว่า ไม่ไปอ่ะ “ไฟเออร์” ไป “ฟลายเออร์” เหอะ (ไม่นับพวกลูกทัวร์ที่พากันตื้บซ้ำ อิอิ)



พวกเราซื้อตั๋วขึ้นชิงช้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความสูง 165 เมตร แล้วก็เดินไปรอขึ้นแคปซูลกระจกใส ภายในเป็นม้านั่งยาวไม่มีพนัก นั่งได้ประมาณ 25 คน เคลื่อนตัวมารับช้าๆ เดิมทีเรานึกว่ามันหมุนเร็วๆ เป็นรอบๆ เหมือนชิงช้าสวรรค์งานวัดซะอีก ที่ไหนได้มันหยุดรับคนได้เรื่อยๆ อย่างนี้ก็หมุนเอื่อยๆ ได้ทั้งวันแหละ ตอนแรกไม่มีใครนั่งที่ม้านั่งเลย ทุกคนกระดี๊กระด๊าไปยืนกันริมกระจกถ่ายรูปคู่กับวิวรอบนอก แต่พอชิงช้าเริ่มหมุนขึ้นสูงก็ชักจะเริ่มเสียว มีจุ๋ยไปนั่งก่อนตามด้วยเราและคนอื่นๆ ส่วนหมอปุ้มกับแมว และอีก 3 – 4 คนไม่รู้สึกกลัวก็ถ่ายรูปวิวยามค่ำคืน แสงไฟตามตึก และสะพาน double-helix ที่ประดับไฟกระพริบวนไปตามเกลียวกันต่อ ใช้เวลา 30 นาทีก็ครบรอบ โชคดีอีกอย่างที่พวกเรามาเที่ยวในเดือนธันวาคม ทุกที่มีการประดับไฟฉลองคริสมาสต์ รวมถึง Singapore flyer ที่มีดาวดวงใหญ่พร้อมไฟประดับเป็นสายยาวระย้าตั้งแต่ยอดชิงช้าไปจนถึงพื้นสวยงามมาก เดินหาแท็กซี่กันอยู่นานว่าจุดรับผู้โดยสารมันอยู่ตรงไหนกันแน่ เราก็ไปถามสาวสก๊อยน่ารักนางหนึ่งว่าแถวนี้มีสถานีรถไฟฟ้าบ้างป่าว? ซึ่งหล่อนก็ตอบแบบงงๆ ว่ามันไกลมากเลยนะป้า ถึงอย่างนั้นเดินไปเรื่อยๆ หาแท็กซี่ไปพลางแล้วก็ไปถามอีกคนก็ได้ความว่า สถานี Promenade เดินไปอีก 5 นาทีก็ถึง แถมชี้มือให้เห็นป้ายสถานีลิบๆ อีกต่างหาก.....ฮ่วย ยังไม่ปิดฉากการหลง เนื่องจากเราขึ้นรถไฟสายสีม่วงกลับ ดังนั้นทางออกของสถานีที่อยู่อีกด้านหนึ่งของถนน Outram ทำเอาเราเดินหลงอีกจนได้ กว่าจะอ้อมกลับมาที่เก่าและตั้งต้นจากทางออกของสถานีสายสีเขียวอีกครั้ง

5 ธ.ค. 53

เช้านี้พวกเรามีเป้าหมายไปกินข้าวเช้ากันที่ Chinatown ฟังชื่อสถานีก็นึกถึงโจ๊ก กาแฟร้อน ปาท่องโก๋ แล้ว แต่พอเดินออกจากสถานีก็ต้องเหวอกับร้านค้าที่ปิดตลอดแนวในเวลาเกือบ 9 โมง เดินจนมาเจอกับอีกทางออกของรถไฟฟ้าคือทางออก A ที่โผล่ขึ้นมากลางไชน่าทาวน์เลย เรายังคงเดินเรื่อยๆ ไปเจอวัดฮินดูหรือวัด Sri Mariamman ที่เป็นศิลปะแบบฮินดู มีรูปปั้นอยู่เต็มผนังและยอดปรางค์ รวมทั้งรูปปั้นวัวตัวใหญ่บนรั้ววัด พวกเราได้แต่ถ่ายรูปกันด้านนอก ไม่ได้เดินเข้าไปในวัด เพราะมีสิ่งสำคัญกว่าที่ต้องทำ คือ หาอาหารเช้า! เราผ่านวัดพระเขี้ยวแก้วให้ชั่งใจว่าจะเข้าไปดีไม่ดี ก็มาเจอศูนย์อาหาร Maxwell ฝั่งตรงข้ามวัด ให้ขาของทุกคนพาเดินข้ามถนนอย่างอัตโนมัติไปหาร้านข้าวมันไก่ที่แขวนไก่ตัวอ้วนๆ โชว์ ยั่วน้ำลายอยู่ จุ๋ยที่ปักใจกับข้าวมันไก่ไม่สนใจอะไรแล้ว แต่สาวๆ ที่เหลือยังอยากจะเดินดูให้ทั่วๆ ก่อนว่ามีอะไรกินบ้าง แต่ในที่สุดก็ย้อนกลับมากินข้าวมันไก่ ผัดคะน้าฮ่องกง กับผัดถั่วงอก โดยสั่งแบบข้าว 4 จานกับไก่ครึ่งตัว



มีคนเคยบอกว่าจะกินข้าวมันไก่ต้นตำรับต้องมากินที่สิงคโปร์ แต่ก็มีอีกพวกที่บอกว่าข้าวมันไก่สิงคโปร์ไม่อร่อยเท่าบ้านเรา สำหรับเราแล้วอร่อยกันคนละแบบ ข้าวมันไก่เมืองไทยเป็นไก่ต้มแห้งเหมาะกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว แล้วก็น้ำซุปลอยด้วยฟัก ส่วนไก่สิงคโปร์เป็นไก่ต้มเนื้อนุ่ม สับเป็นชิ้นแล้วราดในน้ำมันมาอีก กินกับน้ำจิ้มพริกที่ออกเปรี้ยวนิดหน่อยก็อร่อยไปอีกแบบ แต่ไม่ว่าแบบไหนก็ดูท่าจะไม่เหมาะกับไขข้อเราเท่าไหร่นัก ยิ่งต้องเดินๆๆ เที่ยวไปด้วยแบบนี้



อิ่มกันดีค่อยมีอารมณ์เข้าวัดกันแล้ว วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha tooth relic temple) เป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุต่างๆ มากมาย ด้านล่างมีห้องโถงใหญ่เป็นที่ทำพิธีสวดมนตร์ ที่ผนังเป็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ ตั้งอยู่ในช่องตลอดแนว พวกเราเกือบจะกลับกันอยู่แล้ว โชคดีที่เจอทัวร์คนไทยกำลังต้อนกันขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 4 ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระทนต์ของพระพุทธเจ้า เลยได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ จากนั้นก็เดินลงบันไดมาชั้น 3 ที่เป็นห้องแสดงพระธาตุอื่นๆ ลักษณะเป็นเม็ดใสละเอียดแยกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมีหลายสี ท่าทางกำลังขยายของแว่นตาคุณชายจุ๋ยจะไม่มากพอ ผลจากการชะโงกเข้าไปดูใกล้ๆ เลยทำให้เกิดเสียง “โป๊ก” ดังลั่น ทำเอาคนแถวนั้นมองกันเป็นตาเดียว ก่อนจะมีเสียงหัวเราะหึๆ จากพวกที่มาด้วยกัน พร้อมทั้งสำรวจว่ากระจกบานใหญ่ของตู้โชว์มีแตกมีร้าวบ้างหรือเปล่า ส่วนชั้น 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีพระพุทธรูปโบราณ และรอยพระพุทธบาท

เดินออกมาจากวัดได้ก็ต้องแปลกใจที่บรรยากาศผิดตาจากตอนขามา หน้ามือเป็นหลังมือ เพราะร้านค้าต่างๆ รายทางไปจนถึงสถานีรถไฟ เปิดขายกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะร้านขายของที่ระลึก แสดงว่าในวันธรรมดาจะเปิดขายสายกว่าวันเสาร์ – อาทิตย์ แน่นอนสาวๆ ปราดเข้าไปเลือกซื้อของฝากกันพักใหญ่ ปล่อยให้จุ๋ยยืนหน้าบูดอยู่นอกร้าน ไม่รู้ว่าเจ็บหัว หรือว่ารอนานกันแน่

ขึ้นรถไฟสายสีม่วงต่อไปอีก 2 สถานีก็เป็นสถานี Little India ที่เราจะกินข้าวกลางวันสไตล์อินเดียกัน ถึงเวลาจะล่วงเข้าเที่ยงกว่าแล้ว แต่สีสันสดใสของตึกก็ดึงดูดให้พวกเราปิดถนนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน พวกเราเดินหาร้านสำหรับกินข้าวเที่ยงจนมาเจอร้านเป้าหมาย ที่มีคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวกินกันเยอะ และดูสะอาด ชื่อร้าน Banana leaf ใช้ใบตองแทนจานข้าวสมกับชื่อร้าน อาหารที่นี่ก็เหมือนกับอาหารอินเดียทั่วไปคือเน้นเครื่องเทศ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อไก่และเนื้อแกะ เมนูแนะนำที่นี่เป็นแกงกระหรี่หัวปลา แต่ไม่มีใครกินเป็น เลยสั่งสิ่งที่คล้ายๆ แกงมัสมั่นเนื้อแกะ และอื่นๆ มากินกับโรตีทอดกรอบ ก่อนจะมองพนักงานเสริฟตักข้าว ผักดอง โปะๆ บนใบตองกันตาปริบๆ

เรายังอาศัยรถไฟสายสีม่วงย้อนกลับมาที่สถานีสุดสายคือ Harbour Front เพื่อไปขึ้น Sentosa Express สถานีนี้มีทางเชื่อมผ่านเข้ามาในห้าง Vivo city ที่เราต้องขึ้นไปที่ชั้น 3 เพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้า Sentosa ตลอดทางของห้างมีป้ายบอก เพิ่มความมั่นใจว่ามาถูกทางแน่ พวกเราเสียเวลาเข้าคิวซื้อบัตรเครื่องเล่นของ Sentosa คือ Tiger sky tower และ Merlion ซึ่งจริงๆ แล้วไปซื้อเอาตรงเครื่องเล่นก็ได้ไม่ต้องรอคิวนานในยามบ่ายอย่างนี้



เส้นทาง Sentosa Express แบ่งออกเป็น 4 สถานีย่อย คือ สถานี Sentosa ที่อยู่ในห้าง Vivo city ถัดมาเป็นสถานี Waterfront ที่ใครจะไป Universal studio หรือพักที่ Resort world ก็ลงได้ ถัดไปอีกเป็นสถานี Imbian ที่มีสวนผีเสื้อ และเครื่องเล่นต่างๆ ที่พวกเราซื้อตั๋วไว้ ส่วนสถานีท้ายสุดคือ สถานี Beach ที่เป็นชายหาด เป็นที่แสดงโชว์มัลติมีเดีย Songs of the Sea ส่วน Underwater world จะอยู่ใกล้หาด Siloso นอกจากการเดินทางไปเกาะเซ็นโตซ่าด้วยรถไฟฟ้าแล้วยังสามารถไปด้วยกระเช้า (Jewel cable car) หรือรถเมล์ก็ยังได้

บ่ายคล้อยแล้ว พวกเราเลือกลงสถานี Imbian แล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนตรงดิ่งไปที่ Tiger sky tower ที่เป็นหอคอยสูง 110 เมตร มีห้องกระจกหมุน 360 องศารอบแกนหอคอยให้นั่งดูวิวทั่วทั้งเกาะ หอคอยค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้นแถมยังหมุนช้าๆ ไปด้วย ไม่ค่อยเสียวเหมือนขึ้น Singapore flyer แถมแผ่นพับที่แจกยังให้ความมั่นใจว่าหอคอยนี้รับน้ำหนักได้ 200 ตัน เท่ากับช้างอาฟริกา 16 เชือกเชียว เพราะฉะนั้นช้างไทยเชือกเดียวที่ขึ้นมาบนนี้เลยค่อยเบาใจ ลงมาได้ก็พากันไปที่ Skyline Luge ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เหตุผลที่จุ๋ยไม่ยอมให้ซื้อตั๋วล่วงหน้า เพราะกะว่าไม่มีเวลาจะได้ไม่ต้องเล่น และยังเป็นการหลีกเลี่ยงการขึ้นที่สูง แต่จริงๆ แล้วเครื่องเล่นนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Skyline เป็นกระเช้านั่งห้อยขาที่ต้องขึ้นจากตีนบันไดเลื่อนที่เราขึ้นมาจนมาสุดทางที่นี่ กับ Luge เป็นรถเลื่อนบังคับมือ (แมวเรียกว่ารถกระเหรี่ยง) ที่อาศัยแรงโน้มถ่วงไหลลงไปตามทางจนถึงด้านล่าง เมื่อเราซื้อตั๋วตรงนี้จึงต้องเล่น Luge ลงไปก่อนแล้วถึงจะขึ้นกระเช้ากลับมาอีก หรือใครจะเล่น Luge ลงไปอย่างเดียวก็มีตั๋วขาย

คราวนี้จุ๋ยเห็นกระเช้าที่คนนั่งขึ้นมากันก็คุยว่าแบบนี้ไม่สูงเท่าไร พอจะนั่งได้ คนอื่นเลยถือเป็นคำอนุญาตของผู้จัดการทริปให้ซื้อตั๋วทั้ง luge และ skyline เราต้องรอคิวกันพอสมควรถึงจะได้นั่ง luge ที่มีคนสอนวิธีบังคับรถแบบดึงแฮนด์รถเข้าหาตัวเป็นการเบรก และโยกเลี้ยวไปตามทิศที่ต้องการ เส้นทางวิ่งมี 2 เส้น คือแบบไม่คดเคี้ยว กับแบบ expert ที่มีโค้งหักศอกหลายที่ แน่นอนว่าเราเลือกแบบ expert แต่ไม่ได้ทำความเร็วทำที่ควรเพราะได้ยินเสียงอ่อยๆ มาจากด้านหลังว่า รอเค้าด้วยยยยย

อีตอนขาขึ้นกระเช้ากลับนี่สิ ทีแรกก็เฉยๆ แต่พอนั่งไประยะนึง คู่หมอปุ้มกับแมวที่นั่งห้อยขาเฮฮาถ่ายรูปกันต่อ ชักเริ่มผิดสังเกตว่าคู่หลังเงียบกริบ หันมามองถึงได้รู้ว่าคนนึงก็หลับตาปี๋ ส่วนอีกคนก็นั่งตัวแข็งเกาะราวจับไว้แน่น บ่นกันอุบว่าเมื่อไหร่จะถึงซะทีฟระ เสียวโครต



พวกเรามาดูโปรแกรมโชว์ Songs of the Sea ที่ตั้งใจจะมาดูในคืนพรุ่งนี้หลังจากไป Universal studio แล้ว จากนั้นก็แวะกินไอติมเติมพลังเมื่อโดนพจนารถหลอกเอาว่าเดี๋ยวเราต้องเดินใต่ขึ้นไปตามทางเพื่อขึ้นไปจนถึงยอดรูปปั้น Merlion ที่สูงน้องๆ Tiger sky tower แต่จริงๆ แล้วตามทางเดินมืดๆ ข้างในตัวสิงโตนี้ มีรูปปั้นมังกรทะเลอยู่ข้างใน และห้องที่ฉายประวัติของประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งกำเนิดตัว Merlion รูปแบบการ์ตูน (อย่างตลก) ด้วย โดยหัวรูปปั้นเป็นสิงโตหมายถึงสิงโตที่เจ้าชายซางนิลาอุตามะ (ภาษาอังกฤษได้ยินเป็น Solomon) เคยเห็นตอนที่พระองค์พบเกาะสิงกะปุระในปี ค.ศ. ที่ 11 ตามบันทึกของชาวมาเลย์ ส่วนหางที่เป็นปลาคือสัญลักษณ์ของเมืองโบราณเทมาเซ็ค (หมายความว่า "ทะเล" ในภาษาญี่ปุ่น) และปิศาจท้องทะเลมีหางเป็นปลาที่เจ้าชายบวงสรวงด้วยมงกุฎให้เรือแล่นไปอย่างปลอดภัย ซึ่งสิงคโปร์ถูกค้นพบมาแล้วก่อนที่เจ้าชายนิลาจะตั้งชื่อเกาะนี้ว่า "สิงกะปุระ" (หมายความว่า "สิงโต" (สิงห์) และ "เมือง" (ปุระ) ในภาษาสันสกฤต) เสร็จแล้วเราก็ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 10 ถ่ายรูปกันที่ปากด้านในของตัว Merlion แล้วก็ขึ้นไปชมวิวที่ดาดฟ้าบนหัวสิงโตจนเบื่อก็กลับลงมาแลกของที่ระลึกกันด้านล่าง



กลับมาถึงสถานี Harbour Front อีกครั้ง ถ่ายรูปกับต้นคริสมาสต์ประดับไฟยามค่ำคืนที่ใหญ่มากของห้าง Vivo city แล้วค่อยไปหาข้าวเย็นกินกันที่ศูนย์อาหารของห้าง Ion บนถนนออร์ชาร์ด ที่สถานี Orchard โดยเปลี่ยนรถไฟฟ้าเป็นสายสีแดง ที่ศูนย์อาหารนี้มีอาหารหลายอย่างให้เลือก เรากิน Raksa ที่เป็นก๋วยเตี๋ยวแกงกระหรี่ใส่เต้าหู้ กุ้ง ปลา ปลาหมึก หอยแครง อร่อยและเสียเวลางมหอยในน้ำแกงอยู่เป็นนาน

จุดหมายต่อไปของค่ำคืนนี้คือ Night Safari ที่เราต้องขึ้นรถไฟสายสีแดงต่อไปลงที่สถานี Ang Mo Kio จากนั้นก็นั่งรถบัส (ใช้บัตร EZ link แปะตอนขึ้นกับตอนลงรถ) สาย 138 ที่มีทางเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าให้เดินมาต่อคิว ประมาณครึ่งชั่วโมงรถเมล์ก็ไปสุดสายที่ Night Safari หรือตอนกลางวันคือ Singapore Zoo เราซื้อบัตรผ่านประตูแล้วก็นั่งรถรางรอบสวนสัตว์ มีไฟส่องให้เห็นสัตว์ต่างๆ ที่ออกมากินมื้อเย็น พร้อมคำบรรยายที่ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แถมยังมืดและง่วงนอน ก่อนจะหลับรถรางก็แล่นครบรอบให้ทันไปดูโชว์รอบสุดท้ายเป็นการแสดงของสัตว์ แต่ก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่นัก อาศัยว่าเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ทำหน้าที่เป็นพิธีกรชวนคุยเอาสนุกซะมากกว่า มีตื่นเต้นตรงที่เอางูเหลือมตัวเบ้อเร่อมาซ่อนไว้ใต้ที่นั่งคนดูให้วี้ดว้ายกันเล่น แมวยังอยากเดินป่ารอบดึกต่อ แต่สังขารของแต่ละคนเริ่มล้ากันแล้วเลยต้องตัดใจกลับกันดีกว่า แทนที่จะรอรถเมล์เหมือนเดิม พวกเรามีทางเลือกที่ฉลาดกว่านั้นคือนั่งรถตู้ไปลงที่ Little India โดยรถตู้จะจอดที่ Orchard กับ Little India ที่เลือกลงแหล่งหลังเพราะไม่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟ แต่ Little India ที่พวกเราคิดว่าเป็นสถานีรถไฟฟ้านั้น กลายเป็นย่าน Little India แถมยังอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้แน่ ทำเอาต้องถามทางอีกครั้งที่ร้านสะดวกซื้อ ก็ได้ความว่าเดินย้อนกลับไปขึ้นรถที่สถานี Dhoby Ghaut อันเป็นชุมทางของรถไฟทั้ง 3 สายจะสะดวกกว่า (และถ้ามาอีกครั้งควรเลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีนี้จะเดินทางง่ายและสะดวก) แต่พอถามว่าแล้วสถานี Little India ล่ะ ก็ได้คำตอบว่าเดินไปอีก 5 นาที พวกเราเลยเลือกเดินไปข้างหน้า ที่ยิ่งมายิ่งมืด ต้องถามทางอีกครั้ง คราวนี้พี่สาวเชื้อสายอินเดียใจดีมากๆ บอกทางอย่างละเอียด ชวนคุยไปพลางเดินไปพลาง พอถึงทางที่เธอต้องแยกไปยังอุตส่าห์ชี้บอกทางต่อไปที่สถานี ซึ่งเราก็ยังหลงกันอยู่ดี แล้วก็ไม่คิดว่าเธอจะวิ่งตามมาแล้วพาพวกเราเลี้ยวไปส่งจนถึงสถานีจนได้ ต้องขอบคุณในน้ำใจของคนต่างถิ่นจริงๆ คุยกันต่ออีกนิดถึงได้รู้ว่าเธอเป็นพยาบาลเพิ่งออกเวร ค่ำคืนนี้คะแนนความประทับใจต่อประเทศสิงคโปร์และคนสิงคโปร์ของพวกเราสูงขึ้นมามากมาย หลังจากหลงไปหลงมา พรรคพวกก็สรุปว่า ต่อไปไม่ต้องให้พจไปถามทางแล้ว เป็นเรื่องทุกที และก่อนเข้าที่พักเรายังต้องเติมเงินบัตร EZ link กันอีก 10 เหรียญ ตามข้อแนะนำบนบัตรที่ว่าไม่ควรปล่อยให้ยอดเงินคงเหลือน้อยกว่า 3 เหรียญ

6 ธ.ค. 53

อาหารเช้าของวันนี้เริ่มที่ศูนย์อาหาร Chinatown อีกเช่นเคย พวกเราเลือกร้านโจ๊กที่เห็นคนต่อคิวกันยาวเมื่อวาน สั่งไม่เป็นเลยแทนที่จะได้ไข่เยี่ยวม้าก็กลายเป็นไข่ไก่ไป โจ๊กที่นี่มีแต่เนื้อไก่กับเนื้อปลาให้เลือก ไม่ยักมีเนื้อหมู แถมยังมีเมนูยำปลาดิบมาให้กินแกล้ม ไม่รวมปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ กาแฟ น้ำเกาลัด+แห้ว ที่พวกเราเอามาวางกินกันเต็มโต๊ะ ให้คนท้องถิ่นมองกันใหญ่ ว่าแก๊งค์นี้มาจากไหนกันฟะเนี่ย

หลังอาหารเช้าพวกเราก็กลับไปเซ็นโตซ่ากันอีกครั้งเพื่อไป Universal studio ถึงแม้ว่าเราตั้งใจจะไปวันธรรมดา ที่ราคาตั๋วถูกกว่าเสาร์ – อาทิตย์ แต่ผู้คนก็ยังล้นหลามตั้งแต่ช่องขายตั๋ว และที่แตกต่างจากสวนสนุกบ้านเราก็คือเป็นตั๋วราคาเดียว รวมเครื่องเล่นและค่าผ่านประตู ไม่มีให้ซื้อที่หน้าเครื่องเล่นอีก แต่จะเล่นกันกี่รอบก็ได้ ถ้าคุณรอคิวไหว

ภายใน Universal studio แบ่งเป็น 7 โซน คือ Hollywood และ New York ที่อยู่คนละด้านของทางเข้า โซนอื่นๆ ถ้าเดินตามเข็มนาฬิกาก็ได้แก่ Madagascar , Far Far Away, The lost world, Ancient Egypt, Sci-Fi city และมาสุดที่ New York ให้แมวที่มีข้อมูลมาแน่นกว่าเพื่อนเป็นผู้นำ เริ่มจากไปเข้าแถวรอดูหนัง 4 มิติเรื่อง Shrek ที่ปราสาทในโซน Far Far Away ถึงจะรอนานมากแถมยังมีอาหมวยและครอบครัวมาแซงคิว แต่หนังก็สนุกคุ้มกับการคอยทั้งตัวหนังแบบ 3 มิติ รวมทั้งน้ำและลมที่พ่นออกมาใส่ผู้ชม ออกมาได้ก็หาอาหารเที่ยงกินกันอย่างรวดเร็ว เพื่อจะไปต่อคิว Jurassic Park Rapid Adventure ที่โซน The lost world แต่คิวไม่ยักจะเร็วเหมือนชื่อเครื่องเล่น เพราะระยะเวลารอที่แจ้งด้านหน้าก็ปาเข้าไป 2 ชั่วโมงแล้ว เราได้แต่มองคนที่มีบัตร VIP หรือ Universal express ที่ไม่ต้องเข้าคิวกับคนอื่น แต่จะมีช่องทางเดินลัดไปได้อย่างรวดเร็ว จะมีบัตรนี้ได้ก็ต้องติดต่อกับ Guest service หรือ email ติดต่อกับทาง Universal ก่อน เครื่องเล่นนี้เป็นแพยางรูปกลม มีเบาะนั่งล้อมวงแล้วก็ไหลไปตามลำน้ำ ที่พื้นดินบริเวณข้างๆลำธาร มีหุ่นไดโนเสาร์เคลื่อนไหวได้ ยังไม่ทันได้ตื่นเต้นแพก็มาสุดปลายน้ำ ต่อจากนั้นก็ทิ้งตัวลงมาจากหน้าผา ด้านที่เรานั่งกระทบพื้นน้ำก่อนก็เลยเปียกหมด ส่วนคนอื่นๆ โดนละอองน้ำกันไปมากบ้างน้อยบ้าง เราแวะพักให้เสื้อผ้าแห้งด้วยการไปดูโชว์ที่ Water world ในโซนเดียวกัน เป็นการแสดงหนังย่อยๆ เน้นฉากต่อสู้ และระเบิดที่มีน้ำเป็นฉากใหญ่ จบแล้วไปที่โซน Ancient Egypt เพื่อต่อคิวเล่น Revenge of the Mummy ที่ต้องเอาของติดตัวมาเก็บไว้ในล๊อกเกอร์ให้หมด ชั่วโมงกว่าๆ เราก็ได้เข้าไปนั่งบนขบวนรถไฟที่เดินหน้าถอยหลัง มีฉากในเรื่องมัมมี่ออกมาเป็นระยะ ก่อนจะพุ่งตัวลงไปในความมืด แล้วก็เลี้ยวโค้งไปมาด้วยความเร็วสูง ให้กรี๊ดจนหายเครียด แน่นอน คราวนี้ผู้จัดการทริปถูกหลอกให้ไปเล่นด้วยประโยคที่ว่า “มันมืดจนไม่เห็นว่าสูง ไม่เสียวร๊อก” เจ้าตัวยังภูมิใจไปอีกนานว่าออกมาได้แบบครบ 32 อิ อิ

เสียดายที่เครื่องเล่นหลัก คือ รถไฟเหาะตีลังการางคู่ หรือ Battlestar Galactica ในโซน Sci-Fi city ปิดปรับปรุง ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาชั่งใจว่าจะเล่นหรือไม่เล่นดี แต่ก็ไม่แน่เพราะพอผ่านมัมมี่มาได้แล้วอาจจะฮึกเหิมแบ่งพวกกันเป็นพระเอก (Human) รางสีแดง หรือตัวร้าย (Cylon) รางสีน้ำเงิน แล่นฉวัดเฉวียนเหมือนจะสู้กันบนรางรถไฟเหาะที่ความเร็ว 90 กม./ชม. ถ้าหากว่าได้มาอีกในครั้งหน้าน่ะนะ



ก่อนสวนสนุกจะปิดในเวลา 1 ทุ่ม พวกเราก็เดินถ่ายรูปกันต่อในเวลาเย็นย่ำ บางเครื่องเล่นคนน้อย มองเห็นเวลารอไม่ถึง 20 นาที ถ้าตั้งใจจะมาเล่นให้คุ้ม พักที่โรงแรมในเซนโตซ่าก็คงจะดีไม่น้อย จะได้เข้าตั้งแต่เวลาเปิด คือ 9 โมงเช้า น่าแปลกที่สัญลักษณ์ลูกโลกของ Universal ไม่หมุนไปเรื่อยๆ อย่างที่ควรจะเป็นตั้งแต่เช้ายันมืด พวกเราเดินผ่านไปยังส่วนที่เป็นรีสอร์ทเพื่อพาคุณชายไปซื้อของสะสมที่ Hard Rock shop ตรงโรงแรม Hard Rock กว่าจะได้หมวกมาก็เกือบจะวางมวยกับคนขาย

เราขึ้นรถไฟฟ้ามาลงสถานี Imbiah แบบลืมไปว่า ลงที่สถานี Beach จะใกล้กว่า ซื้อตั๋วดู Songs of the Sea ที่สถานี Beach แล้วเราก็ได้ดูความอลังการของการฉายภาพยนตร์โดยยิงเลเซอร์ไปที่ฉากหลังซึ่งน้ำทะเลที่พุ่งขึ้นมา รวมทั้งแสงสีเสียงตลอดครึ่งชั่วโมง ก่อนกลับมาชมแสงไฟช่วงวันคริสมาสต์ที่ถนนออชาร์ดกันอีกครั้ง ถ่ายรูปกันจนได้กินรอบดึกแล้วก็พากันกลับที่พัก

7 ธ.ค. 53

เช้านี้ผู้จัดการทริปขอไปกินข้าวมันไก่ส่งท้ายกันที่เดิม ส่วนเราและแมวเป็นพวกกินเส้นกัน ก็พากันไปกินก๋วยเตี๋ยว เรายังคงกิน Raksa ด้วยความติดใจหอยแครง จากนั้นก็เดินซื้อหมูย่างกลับมาเป็นของฝากที่บ้าน ไปแวะกินข้าวที่ห้าง Ion กันอีกครั้ง คราวนี้เรากับหมอปุ้มเลือกร้านสุกี้ที่ให้เลือกหยิบของตามสบายใส่ชามให้คนขายลวกให้ ส่วนแมวกับจุ๋ยกินอาหารแนะนำของสิงคโปร์อีกอย่างคือ Padang เป็นข้าวสวย มีกับข้าวเป็นถั่วทอด ไก่ทอด ไข่ดาว ผัดเปรี้ยวหวาน และน้ำพริกคล้ายน้ำพริกกะปิ

กลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม พอตั้งท่าจะแพ็คกระเป๋าใส่ของฝากเข้าไปถึงได้รู้ว่าทำลูกกุญแจไขกระเป๋าหายไปไหนก็ไม่รู้ เลยต้องอาศัยฝากของไปในกระเป๋าจุ๋ยที่มีที่ว่างมากกว่าเขาเพื่อน ไปถึงสนามบินหมอปุ้มก็เตรียมกางใบสั่งซื้อของปลอดภาษี อีก 3 คนที่เหลือได้เครื่องสำอางกันมาคนละนิดหน่อยก่อนเครื่องออก ถึงสุวรรณภูมิ 20.35 น.

Friday, September 10, 2010

Annyeong haseyo - Korea

บันทึกการท่องเที่ยวเกาหลี 25 – 29 ส.ค. 53

25 ส.ค. 53

เราและแม่ ซื้อทัวร์เกาหลี จากบริษัท Morning star travel ราคาคนละ 23,900 บาท
หลังจากพาแม่ไปทัวร์ฮ่องกงเมื่อคราวที่แล้ว รู้สึกแม่จะเริ่มติดใจอยากไปอีก แต่ไม่อยากไปแบบแพคเกจทัวร์ ที่มีลูกสาวเป็นคนนำเที่ยวและไม่ตามใจพาไปช้อป เลยต้องเที่ยวหาทัวร์เซี่ยงไฮ้ (ไม่ออกวันที่จะไปอีกเหมือนเคย) และพอมีภัยธรรมชาติที่จีน แม่เลยบอกว่างั้นไปเกาหลีก็ได้ ลองเสี่ยงโทรไปที่บริษัทนี้ ปรากฏว่าวันที่ต้องการมีทัวร์ออก (แบบต้องย้ำแบบคนโรคจิตถามแล้วถามอีกว่าออกแน่ๆ นะ) และที่น่าไปอีกอย่างก็คือไปกลางวัน กลับกลางวัน ไม่ต้องรีบร้อนไปสนามบิน และขากลับไม่ต้องกลับบ้านมืดค่ำ

เราออกจากบ้านกัน 8.30 น. ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 10.20 น. ยังพอมีเวลาให้กินข้าวผัดกุ้งที่เตรียมมาเองจากบ้าน ก่อนไปเดินหาเจ้าหน้าที่ทัวร์ที่เคาน์เตอร์สายการบินตามเวลานัดคือ 12.00 น. พวกเราไปก่อนเวลานัด 5 นาที ไม่เจอใครเลย ทำเอาใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าจะโดนหลอกหรือเปล่าหว่า แต่ให้แม่นั่งรอแล้วเดินวนมาอีกที คราวนี้มีป้ายบริษัทอันใหญ่กับเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับอยู่แล้ว มองไปมองมามีแต่เด็กๆ วัยรุ่น ไม่เห็นอากงอาม่า เลยคิดว่าสงสัยผู้สูงอายุจะมาช้าละมั๊ง ไกด์ที่ไปด้วยงวดนี้ผู้หญิงชื่อคุณฉี เป็นหัวหน้าทัวร์ ส่วนไกด์ท้องถิ่นเป็นคนไทยอาศัยในเกาหลีชื่อคุณเจมส์

พวกเราโดยสารสายการบินจินแอร์ ที่เป็นบริษัทลูกของโคเรียนแอร์ เข้าไปที่นั่งแล้วรู้สึกว่าเครื่องบินลำเล็กมาก แถวนึงรวมซ้าย-ขวามีแค่ 6 ที่นั่งเอง แต่ไม่กล้าบ่น กลัวแม่จะใจเสียไปด้วย คนที่มาทัวร์เดียวกันมานั่งกับเราอีกคน แต่แต่งตัวสวยเชียวนุ่งชุดกระโปรงสั้นใส่เสื้อคลุม จนนึกว่าจะไปเดินแบบไม่ได้ไปเที่ยว นั่งไป 5 ชั่วโมงจนเมื่อยไปหมด มีดีให้มองแก้เมื่อยอยู่อย่างคือสจ๊วตเกาหลีหล่อ....... เดินไปเดินมาบ่อยๆ อีกต่างหาก อิ อิ

พวกเราไปถึงสนามบินอินชอนเวลา 3 ทุ่มครึ่ง (เวลาไทย 1 ทุ่มครึ่ง) ไกด์เรียกรวมพลหน้าห้องน้ำก่อน เลยได้รู้ว่ามีแม่เราเป็นผู้สูงอายุอยู่คนเดียว นอกนั้นวัยรุ่นทั้งนั้น เด็กๆ คุยกันอยู่แต่ในกลุ่ม แต่มี 2 สาวไทยที่น่าจะอายุมากกว่าเรานิดหน่อย มองแม่เราแปลกๆ เราเลยจ้องกลับแบบ
กวนตรีนทำนองว่า ทำม่ะ พาแม่มาเที่ยวด้วยมีปัญหาไรป่ะ? จ่ายเงินเฟ้ย
หลังจากผ่าน ตม. มาได้ก็หาที่รอไกด์ จากที่เราหาข้อมูลมา ตม. เกาหลีค่อนข้างเข้มงวด เรารึอุตส่าห์เตรียมหนังสือรับรองการทำงานและสลิปเงินเดือนไปด้วย แต่ไม่เห็นถามอะไรซักคำ มองๆ หน้าแล้วก็ปั๊มให้ผ่าน รอไกด์นานจนไปเดินหาโทรศัพท์แต่ไม่รู้จะโทรยังไงเพราะมีแต่ภาษาเกาหลี และเดินไปซื้อ pin phone ร้านสะดวกซื้อในสนามบินมาแล้วก็ยังไม่มีวี่แววไกด์ ดีที่เด็กๆ ก็นั่งรวมกลุ่มกันด้วย ไม่งั้นเวลาที่ผ่านไปเกือบชั่วโมงคงพอจะทำให้กังวลว่าถูกทิ้งซะแล้วม้าง

หลังจากที่ไกด์ต้อนพวกเราขึ้นรถแล้วก็ขอโทษขอโพยใหญ่ โดยบอกว่าต้องไปทำเรื่องซื้อตั๋วกลับให้คนที่ไม่ผ่าน ตม. 2 คน ก็คือผู้หญิงที่นั่งข้างเรากับผู้ชายที่มาด้วยกัน พอถามว่าทำไมไม่ผ่านตม. ไกด์บอกว่า ตม. เค้ามีวิธีดูคนว่าเจตนาเข้าประเทศเพื่ออะไร และ 2 คนนี้ก็เคยไม่ผ่าน ตม. มาแล้วหนนึง เอ๊า ตอนนั่งข้างตูคุยอย่างดีว่าเคยมาแล้วหนนึง มิน่า ถามว่าไปเที่ยวไหนมาบ้างบอกจำไม่ได้เฉยเลย ส่วนอีก 2 คนที่จ้องแม่เราให้ไกด์เจมส์ต่อโทรศัพท์ถึงเพื่อนในเกาหลีให้มารับ ทำนองว่าใช้ทัวร์บังหน้าเข้ามาทำงานเหมือนกัน เหลือเพื่อน (หลาน) ร่วมทัวร์ 16 คน

ฝนเริ่มตกลงมาเรื่อยๆ รถแล่นผ่านบ้านหรือจะเรียกให้ถูกน่าจะเป็นคอนโดหรืออพาตเม้นท์สูงๆ ปลูกติดกันเป็นกลุ่มๆ มีหมายเลขตึก ดูแล้วเหมือนคนเกาหลีอยู่กันในกล่องยังไงก็ไม่รู้ กว่ารถจะพาเราไปถึงโรงแรมในโซลก็เกือบ 5 ทุ่ม ไปถึงปุ๊บเราก็ปรี่เข้าไปถามเจ้าหน้าที่โรงแรมว่าใช้ pin phone ในห้องพักได้หรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่าได้ ให้กด 9 ก่อน เลยดีใจใหญ่อยากจะขึ้นลิฟท์ไปโทรหาพ่อที่ห้องเร็วๆ ไม่สนใจล็อบบี้ที่ตกแต่งร่วมสมัย มีเก้าอี้แนวๆ แถมยังมีตุ๊กตาหมีตัวเบ้อเร่ออีก แต่ไกด์เจมส์ก็กระวีกระวาดบอกเดี๋ยวผมไปต่อโทรศัพท์ให้ที่ห้อง รู้สึกไม่ค่อยชินกับบริการเรื่องส่วนตัว แต่พอไปถึงห้องก็ต้องอะเมซซิ่งกับความไฮเทค เพราะโผล่ไปปุ๊บเจอคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แถมลำโพงรอบทิศทั้งที่ผนังติดเพดานแล้วก็ลำโพงใหญ่ในตู้ ไม่มี master console สำหรับปิดเปิดไฟ มีแต่รีโมตอันเดียวใช้เปิดแอร์ด้วย ไม่รวมไฟทางเข้าที่เป็นระบบเซ็นเซอร์ ในห้องน้ำมีอ่างจากุชชี่ และห้องอาบฝักบัวและซาวน่าแยกออกมา แย่อยู่อย่างเดียวคือโทรศัพท์ไม่ได้ น่าจะเป็นการล๊อคโทรต่างประเทศ เมื่อเป็นดังนั้นเลยได้เวลาอัปเปหิไกด์เจมส์ออกไปจากห้องซะที

มองไปมองมาไม่มีทีวี มีแต่เครื่องคล้ายๆ UBC ยี่ห้อ Kool เดาๆ ว่าน่าจะเป็นทีวีที่ใช้ต่อกับ monitor คอม แต่เห็นคู่มือหนาเท่าหนังสือสวดมนต์แล้วก็ไปเปิดคอม วานให้อ๋อยโทรหาพ่อให้จะใช้เวลาน้อยกว่า ดีที่ไกด์ให้มาม่าคัพมาเลยใช้น้ำร้อนในห้องต้มกินกับแม่คนละถ้วยก่อนนอน ในห้องมีเตียงใหญ่ 1 กับเตียงเล็ก 1 ให้แม่ครอบครองเตียงใหญ่และเปิดโรงสีตามสบาย ส่วนเรานอนดึกว่าเดิมเล็กน้อยแต่ก็หลับสนิททีเดียว

26 ส.ค. 53

ตอนเช้าลำบากกว่าทุกทีที่ต้องตื่นตี 3 ครึ่ง (เวลาไทย) แต่ก็สว่างแล้ว เสร็จแล้วก็พาแม่ไปที่ห้องอาหารที่ชั้น 2 เห็นยังไม่เปิดเลยชวนกันไปถ่ายรูปด้านล่าง ไม่มีคนเลยได้ถ่ายรูปซะเยอะ แต่ก็รูปเสียซะเยอะด้วยน้ำมือคุณหญิงแม่ กลับขึ้นไปที่ห้องอาหารอีกครั้ง ทีแรกเห็นว่าแคบๆ แต่จริงๆ แล้วเขาซอยให้เป็นห้องเล็กๆ ขนาดนั่งได้ 4 คน 6 คน ให้เข้าไปกินได้ตามสบายและเป็นส่วนตัว คนเกาหลีนี่คงไม่ค่อยเน้นอาหารเช้าเพราะบุปเฟต์มีแค่ไข่ต้ม แฮม ขนมปัง สลัด โจ๊กข้นคล้ายซุป และซีเรียลใส่นม

8 โมงกว่าเล็กน้อยพวกเราก็เคลื่อนขบวนไปที่หมู่บ้านลาโพรวองซ์ (La Provance) เป็นหมู่บ้านสไตล์ฝรั่งเศส ที่มีร้านค้า และบ้านจำลองหลังเล็กๆ สีสันสดสวย แถมยังตกแต่งน่ารักๆ ระหว่างทางยังมีพุ่มลาเวนเดอร์ที่เริ่มทยอยออกดอกอวดคนไม่เคยเห็น กลิ่นลาเวนเดอร์จากไม่กี่ช่อโชยมาให้พอผ่อนคลายแบบ aroma แต่ถ้าคิดว่าต้องเจอกันเป็นทุ่งสงสัยว่าภูมิแพ้เราจะกำเริบแหง งวดนี้หลังจากซักซ้อมถึงวิธีใช้กล้องให้แม่แล้ว ก็ได้รูปถ่าย (ดีๆ) ของตัวเองมากขึ้นอีกนิด เจ้าโทมี่ หนุ่มเกาหลีที่ไกด์แนะนำว่าเป็นนักศึกษามาหาลำไพ่พิเศษถ่ายรูปให้พวกเราเริ่มทำหน้าที่ รวมทั้งบริการอื่นๆ อย่างเช่นช่วยเสริฟอาหาร คอยพยุงแม่เราลงจากรถ ฯลฯ ด้วยความยิ้มแย้ม เสียอยู่อย่างคือคุยกันไม่รู้เรื่องต้องใช้ภาษาใบ้ลูกเดียว

พวกเราไปแวะกินข้าวเที่ยง เมนู ทัคคาลบิ เป็นไก่ผัดซอสเกาหลี ใส่กะหล่ำปลีและข้าวหยุ่นๆ เหมือนขนมโมจิแบบแท่ง ใส่ข้าวเข้าไปในกระทะแบนที่โต๊ะแล้วผัดให้ข้าวไหม้นิดๆ พอมีกลิ่นหอม อร่อยไปอีกแบบ แม่บอกไม่ค่อยอร่อยแต่ตัวลูกสาวใช้ตะหลิวแบนขูดที่กระทะกินซะเกือบหมด อิ อิ

ระหว่างขึ้นรถไปท่าเรือเกาะนามิฝนก็ตกลงมาซะหนัก ดีที่ว่าเรือที่จะพาไปเป็นเรือ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นดาดฟ้า ส่วนชั้นล่างเป็นห้องกระจกติดแอร์ ถึงไม่ได้สูดอากาศในแม่น้ำฮันแต่ก็ไม่เปียกฝน ไกด์เจมส์คงเห็นแม่บ่นหลายรอบว่าโทรหาพ่อไม่ได้เลยใช้ pin phone กับมือถือของเขาต่อโทรศัพท์ให้ แต่ก็ได้คุยแป๊บเดียวระหว่างรอเรือ

นอกจากนักท่องเที่ยวที่ไปเกาะนามิกันแล้ว คนเกาหลีก็นิยมไป ถึงจะมีฝนตกเฉอะแฉะบ้างก็ไม่หวั่น ลุงๆ บางคนยังใส่ชุดวอร์มเหมือนจะไปเดินออกกำลังซะอีกแน่ะ แม่นั่งเรือเฉยๆ คงจะเบื่อเลยควักลูกอมที่ได้จากทัวร์มาอมเล่น สาวเกาหลีที่นั่งข้างๆ เลยเอาออกมากินบ้างแล้วก็ยื่นมาเผื่อแผ่ให้ด้วย ได้แต่บอกขอบคุณ (คัมซาฮัมนีดา) ป่าว ใช้ภาษาอังกฤษตะหาก หวังว่าพวกหล่อนคงไม่มาตกหลุมรักความหล่อเข้มของเค้าหรอกนะ

เกาะนามิเป็นเกาะที่ตั้งชื่อตามชื่อนายพลนามิที่มีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์โชซอน แต่ถูกให้ร้ายจนโดนตัดสินประหารชีวิต ต่อมามีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ เลยมีการนำเอาเถ้ากระดูกของนายพลนามิไปฝังไว้บนเกาะและตั้งชื่อดังกล่าว ไปถึงเกาะ ไกด์ก็ให้แผนที่ทางเดินรอบเกาะ โดยชี้จุดที่เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์เกาหลี เรื่อง Winter love song หรือ Winter sonata หรือมันจะเป็นเรื่องเดียวกันหว่า? ปกติไม่ได้ดูหนังที่จบเศร้าซะด้วย ขี้เกียจถามเด็กๆ ได้แต่บอกไกด์ว่าถ้าเดินไปไม่ครบรอบจะพาแม่เดินกลับมาที่ท่าเรือก่อน ให้ไปกันตามสบายไม่ต้องรอ โชคดีที่ผ่านประตูเข้าไปก็เจอรถกอล์ฟบริการ เลยจ่ายคนละ 5000 วอน นั่งรถกันสบายไป พวกเรานั่งหลังสุด ด้านหน้ารถมีหนุ่มสาวเกาหลีนั่งอยู่ก่อนแล้ว คนขับก็ชวนคุยเป็นภาษาเกาหลีหัวเราะฮิฮะกันตลอดทาง (แต่ตูฟังไม่รู้เรื่อง) มารู้ (เดา) เอาตอนที่คนขับมันแสดงภูมินับเลขหลายๆ ภาษา เป็น ยิซิบ ยี่ซิบหนึ่ง ยี่ซิบยี่ คุ้นๆ แต่จะหัวเราะก็ไม่ทันเพราะมัวหันหลังไปถ่ายรูปดงต้นสนอยู่ เส้นทางรถเป็นถนนดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อพอสมควร เลียบตลิ่งผ่านแม่น้ำและมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นตลอดทาง
โดยที่เกาะมีรูปร่างคล้ายใบไม้ ส่วนเส้นทางเดินเท้าจะอยู่ตรงแกนกลางของใบไม้ ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะถ่ายรูปกับดงต้นสนที่เหยียดต้นตรงเรียงรายริมถนน จุดที่พระเอกนางเอกเค้าสารภาพรักกัน หรือถนนที่ปลูกต้นแป๊ะก๊วยเรียงเป็นแนว แต่ก็ช่างเถอะเพราะยังไงก็ยังไม่ใช่ฤดูที่ใบแป๊ะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสวยเหมือนในโปสเตอร์ แถมไม่ได้ดูหนังเลยไม่อินขนาดจะต้องเสียดาย พวกเราผ่านโรงแรมที่ทำเป็นชาเล่ย์เล็กๆ ตกแต่งน่ารักริมแม่น้ำที่พวกที่เดินคงไม่ได้เห็น เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็กลับมาที่หน้าเกาะพอให้มีเวลาถ่ายรูปกันอีก แม่ยังชอบใบเมเปิ้ลที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแถมยังเขย่งเด็ดใบกลับมาบ้านซะอีกแน่ะ ได้แต่บอกว่าถ้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งต้นจะสวยกว่านี้เยอะ อยู่ที่ว่าแม่จะทนหนาวมาดูไหวหรือเปล่า

ที่หน้าเกาะมีรูปปั้นนางเงือกมีขา? (Namimaid) หันหน้าออกจากเกาะ และมีต้นไม้ที่ทำก้านเป็นกระเปาะสีขาว (Light house of love and peace) พอเดินไปตามสะพานไม้ที่ทอดไปด้านข้างนางเงือกก็เจอป้ายที่มีข้อความของคู่รักเต็มไปหมด บางที่ยังมีกุญแจคล้องกันไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าจะเกี่ยวคล้องกันไปตลอด....อ้วก.... ดีที่พจนารถไม่มีปากกาเคมี ไม่งั้นคงมีข้อความภาษาไทยเป็นข้อความแรก ว่า ตูจะสาปแช่งคู่รักที่แฟนหล่อ...เคี๊ยก เคี๊ยก

ขากลับรู้สึกว่าใช้เวลานั่งเรือแป๊บเดียวถึง เรานั่งรถกลับมาในโซลอีกครั้งพร้อมโปรแกรมช้อปปิ้งห้าง Doota ที่เหมือนห้างแพลตินัมเมืองไทย มองไปตามท้องถนน เห็นแต่หนุ่มๆ สาวๆ วัยรุ่นวัยทำงาน มีคนแก่ไม่เกิน 5% แถมสาวๆ ยังตัวกะเปี๊ยก รู้เลยว่าเสื้อผ้าห้างมันต้องมีแต่ไซส์พวกผอมน่าเกลียดแน่ ขนาดเสื้อผ้าผู้ชายยังตัวเล็กๆ ว่าแล้วว่าพ่อจางกึนซอกแฟนเรามี 32 pack (ไม่ใช่กล้ามเนื้อแบบ six pack แต่เป็นซี่โครง!) เดินห้างอื่นใกล้ที่จอดรถแป๊บเดียวก็ลากแม่ออกมาเพราะดูไปก็ป่วยการ เดินต่อไปจนถึงชั้นใต้ดินในห้าง Doota ก็มีร้านขายเสื้อผ้าเยอะเหมือนกัน เห็นแก่แม่ที่ชักอยากจะได้เสื้อเกาหลี (แต่แบบมันไม่เข้ากับวัยอ้ะคุณยาย) ก็เลยชวนกันเดินจนเกือบได้เวลานัด แล้วก็ได้เสียเงินซื้อลูกชิ้นทอดจิ้มซอสบาร์บิคิวมานั่งกินกันสองคนแม่ลูกหน้าห้าง ยังมีเวลาให้สอยของฝากเพื่อนๆ ก่อนขึ้นรถอีกนิดหน่อย

6 โมงกว่าแล้วเรายังไปแวะกันที่ตลาดทงแดมุน (Dongdaemun) เพื่อซื้อเครื่องสำอางพวก Skin food, Etude house ฯลฯ ไกด์บอกว่าซื้อเครื่องสำอางที่นี่จะได้ของแถมมากที่สุด แถมยังสอนภาษาเกาหลี ว่า “เซอ วิ สึ แหม่ นี แหม่ นี จู เซ โย” ให้เขาแถมให้เยอะๆ คิดว่าน่าจะมาจาก “Service many many” แต่ขอโทษเถอะ คนขายของพวกนี้พูดไทยได้ค่อนข้างดี เพราะคนไทยมาซื้อเยอะ ไม่ต้องใช้ภาษาเกาหลี และภาษาใบ้ด้วย ส่วนใหญ่เราจะซื้อของร้าน Skin food มากกว่าร้านอื่นเพราะไกด์บอกว่าในบรรดามิสทีนเกาหลีพวกนี้ Skin food ดีสุด แต่ก็ยังพอจะขุดเอาความรู้มาเลือกสูตรที่พอจะเอามาฝากชาวบ้านเค้าได้

ที่จริงแล้วตลาดทงแดมุนเป็นตลาดที่มีมาแต่โบราณ อยู่ติดกับประตูทงแดมุนที่เป็นประตูเมือง เนื่องจากสมัยโบราณมีการเก็บภาษีร้านค้าภายในกำแพงเมือง พ่อค้าแม่ค้าจึงใช้วิธีขายของกันอยู่หน้าประตูให้คนในเมืองออกมาซื้อกัน โดยแต่ละประตูเมืองก็มีของขายไม่เหมือนกัน ให้คนในเมืองเข้าๆ ออกๆ ประตูโน้นประตูนี้ตามชอบใจ

4 สาวรุ่นราวคราวเดียวกับเราได้เครื่องสำอางมากันคนละกระเป๋าใหญ่ๆ จนต้องตะลึง แต่ไม่กล้าถามว่าเปิดร้านขายที่เมืองไทยหรือเปล่า เพราะแค่ลิปสติก คุณเธอก็ซื้อมาคนละ 20 แท่งแล้ว ไม่รวมเครื่องสำอางอื่น ส่วนวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ 10 คนที่แยกไปนั่งท้ายรถก็ซื้อกันมาพอสมควร มี 2 คนแม่ลูกที่ดูจากหน้าแล้วไม่รู้ลูกสาวเคยเห็นเครื่องสำอางหรือเปล่าซื้อมาถุงเดียว นึกว่าจะได้กลับไปนอนซะที ปรากฏว่ายังมีโปรแกรมต่อจากกินข้าวยำ (บิบิมบับ) ที่อร่อยสูสีกับเมืองไทยกับหม้อร้อน คือไปล่องเรือตามแม่น้ำฮัน ดูน้ำพุและแสงสีที่พ่นมาจากสะพานบันโพ สถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Boys over flowers (ไม่ได้ดูอีกเหมือนกัน)
จนตาเกือบปิดเราก็ถึงที่พัก R hotel เหมือนเดิม โรงแรมย่านนี้เป็นตึกติดๆ กันคาดว่าจะเป็นเจ้าของเดียว ตั้งชื่อเรียงกันเป็นอักษรเดียว นั่นคือ R - L - I – F – E ห้องดีและราคาไม่แพง ดูจากติดโฆษณาไว้ คืนละ 30,000 วอน คืนนี้เด็กๆ วัยรุ่นจะไปเที่ยวผับกันต่อ (ตอนนั้น 4 ทุ่มแล้ว) ไกด์เจมส์เลยให้ข้อมูลใหญ่ว่าผับที่เกาหลีปลอดภัยเพราะไม่เน้นดื่ม เน้นเต้นมากกว่า แถมยังสอนให้สาวๆ ไปสีหนุ่มที่ชอบด้วยการไปเต้นกระแซะ ถ้าไปใกล้ๆ แล้วไม่ถูกใจก็เต้นหลบออกมา รอสีคนอื่นต่อ แถมยังอาสาพาไปแต่ออกตัวว่าพอชินกันแล้วจะขอกลับก่อน
ส่วนเรื่องแท็กซี่ก็แบ่งเกรดเป็นแท็กซี่ธรรมดาเหมือนบ้านเราที่เป็นมิเตอร์มีราคาเริ่มต้นต่อมาก็คิดเป็นกิโลเมตร ส่วนแท็กซี่สีดำจะมีแบบเก๋ง (Deluxe taxi) และรถแวนคันใหญ่ (Jumbo taxi) จะราคาสูงกว่าแท็กซี่ธรรมดาประมาณ 2 เท่า คนขับพูดภาษาอังกฤษได้ เบาะนั่งกว้างกว่าและประกันความปลอดภัย

กลับถึงห้องได้เราก็ chat กับอ๋อยเหมือนเดิม เพราะพรุ่งนี้ไกด์เห็นใจแก๊งค์วัยรุ่นเลยยอมให้ออกเป็น 7 – 8 – 9 แทน ส่วนคุณนายสุนีย์ก็นวดยาและแปะแผ่นแก้ปวดที่ขาไปพลางก่อนเข้านอน
27 ส.ค. 53
วันนี้จากที่จะได้ออกจากโรงแรม 9 โมงเช้า ก็เป็น 9 โมงครึ่งแทน เพราะเด็กๆ ที่กลับมาเกือบตี 4 ตื่นกันไม่ไหว พอถามไกด์เจมส์ว่าเมื่อคืนไปผับกันสนุกไหม ไกด์บอกอ่อยๆ ว่าเขาเปลี่ยนใจไปบาร์เกย์กันผมเลยไม่ได้ไปด้วย

เช้านี้เราไปเริ่มต้นกันที่ทำเนียบประธานาธิบดี (Blue house) ที่ตั้งชื่อแบบนี้เพราะหลังคาของทำเนียบเป็นกระเบื้องแก้วสีฟ้า ตามโบราณนิยมที่บ้านของขุนนางชั้นสูงจะใช้กระเบื้องสีฟ้าทำหลังคา ได้แต่ถ่ายรูปไกลๆ จากบนรถ เพราะมีทหารคุ้มกันแน่นหนา ให้ถ่ายเฉพาะภาพนิ่งอย่างเดียว ห้ามอัดวีดีโอ
ด้านหน้าทำเนียบมีรูปปั้นหงส์เหยียบลูกโลก สัญลักษณ์ของประเทศเกาหลี ที่เป็นเมือง “น้อง” ของจีน (จีนใช้สัญลักษณ์เป็นมังกร) พวกเราถ่ายรูปหมู่กันท่ามกลางแดดจัด มีโอกาสหลบแดดเข้าไปเดินในร้านขายของที่ระลึกให้พอได้ซื้อแสตมป์สำหรับติดโปสการ์ดส่งให้เพื่อนๆ ก็ต้องรีบกลับขึ้นรถ ดีที่ถ่ายรูปกลองใหญ่ด้านหน้าที่เพิ่งเห็นได้ทัน

เราไปถึงพระราชวังเคียงบก หรือเคียงบ๊อกกุง ที่ละม้ายๆ ปราสาทของจีนและญี่ปุ่นสร้างในสมัยราชวงค์โชซอน แต่เนื่องจากเป็นพระราชวังที่เสียหายจากสงครามโลก และสงครามกับญี่ปุ่น ทำให้มีการบูรณะใหม่จนสีสันสดสวยอย่างทุกวันนี้โดยไม่ลืมคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมเดิม และการก่อสร้างแบบการเข้าลิ่มไม้แทนตะปู ทำเลของพระราชวังนี้ ด้านหน้าเป็นแม่น้ำฮัน ด้านหลังเป็นเทือกเขารูปทรงพยัคฆ์ และมังกร โอบล้อมไว้ ไม่แน่ใจว่ามีการตกแต่งภูเขาเพิ่มเติมหรือเปล่าเพราะส่วนที่เป็นตาของมังกรนั้น กลมเกลี้ยงเป็นสีขาวเห็นได้ชัดเจน ด้านข้างของพระราชวังมีแท่งหินนักสัตว์อยู่ คณะทัวร์ของพวกเรามาถึงก่อนเลยมีเวลาถ่ายรูปก่อนทัวร์จีนกลุ่มใหญ่จะมาจับจองรูปปั้นปีเกิดของตัวเอง

ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลีในเขตพระราชวังมีการจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลี ตั้งแต่ แผนที่เมืองเก่า เสื้อผ้า ที่นอน การรักษาอาการเจ็บป่วย ตัวอย่างสมุนไพร รวมถึงความเชื่อดั้งเดิม ออกจากพิพิธภัณฑ์มาก็ได้แต่ถ่ายรูปกับป้ายเพราะไม่มีเวลาพอจะไปเปลี่ยนชุดประจำชาติเกาหลี (Hanbok) ให้ถ่ายรูปเหมือนทัวร์อื่นๆ เด็กอนุบาลเกาหลีที่เราเจอในพิพิธภัณฑ์มีครูพามาให้เดินจับมือกันเป็นคู่ หญิง-ชาย บางคู่เด็กผู้ชายลากเพื่อนผู้หญิงซะปลิว แต่บางคู่เด็กหญิงซะอีกที่ฉุดเด็กผู้ชายจ้ำอ้าว ไม่กลัวเค้าฟ้องแม่เลยตัวเอง เด็กๆ น่ารักแต่ไม่ค่อยยอมถ่ายรูปกับคนแปลกหน้า คุณนายสุนีย์เลยใช้วิธีการไปยืนขวางหน้าแถวเด็กๆ แล้วก็ใช้ลูกสาวถ่ายรูปให้ ...เอ๊อ ทำไปได้

พวกเราเดินย้อนผ่านตำหนักพระราชินี นางสนม และเจ้าหญิงเจ้าชาย มาออกที่ตำหนักคึนจองจอน (Geun Jeong Jeon) ที่ใช้เป็นท้องพระโรงเวลามีงานราชการ ด้านหน้ามีก้อนหินระบุตำแหน่งที่ยืนของเสนาบดีตั้งแต่ชั้น 1 ไปปลายๆ แถว เราเลยไปแอ็คถ่ายรูปที่ตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายบุ๋นชั้น 1 ซึ่งอยู่ด้านขวามือของตำหนัก (ไม่แน่ใจว่าในหนังเรียกตำแหน่งนี้
ว่าเสนาบดีวังหรือเปล่า) ตำแหน่งตรงข้ามทางซ้ายมือเป็นที่ของเสนาบดีฝ่ายบู๊ ชั้น 1 ก็น่าจะเป็นเสนาบดีกลาโหม ไม่กล้าไปแอ็ค เดี๋ยวจะต้องบู๊มากกว่าปัจจุบัน
เสียดายที่ต้องรีบทำเวลาเลยไม่ได้เดินไปจนถึงศาลา เคียนโฮรึ (Gyeonghoeru) ที่สร้างอยู่กลางสระบัวใหญ่ ว่ากันว่าสวยงามมาก ระหว่างรถวิ่งเรายังได้เห็นการเปลี่ยนเวรของทหารยามในชุดโบราณประจำประตูพระราชวังอีกด้วย โดยขั้นตอนจะเริ่มจากกองทหารรักษาการกลุ่มแรกยืนประจำตำแหน่งหน้าประตูทางเข้าพระราชวัง มีผู้บัญชาการทหารถือกล่องกุญแจพระราชวังไว้ รอให้กองทหารกลุ่มที่ 2 เดินขบวนมาถึงประตู ผู้บัญชาการของทั้งสองกองจะเข้ามาตรวจสอบรหัสประจำวันกัน รหัสจะเป็นคำ 3 คำ ที่เลือกโดยหน่วยราชการทหารในแต่ละวันแล้วรายงานต่อกษัตริย์ (อาจจะเป็น ไอ-เลิฟ-ยู แล้วผู้บัญชาการทั้ง 2 ก็กอดกันกลม.....มะช่าย...) หลังจากนั้นจะมีการตีกลอง 6 ครั้ง ผู้บัญชาการกองแรก จะมอบกุญแจให้ผู้บัญชาการกองที่ 2 ตามด้วยการตีกลอง 3 ครั้ง ผู้บัญชาการทั้ง 2 คนจะตรวจสอบรหัสอีกครั้งโดยนำบูซิน (Busin) หรือแผ่นไม้ที่มีรหัสประจำวันเขียนไว้ 2 แผ่นมาต่อกันแล้วอ่านได้ข้อความเดียว สุดท้ายเป็นการตีกลอง 2 ครั้ง หลังจากส่งมอบบัตรประจำกองทหารให้ผู้มาเปลี่ยนเวร แล้วกองทหารทั้ง 2 กองก็จะตั้งแถวหันหน้าเข้าหากันเพื่ออำลา เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

เที่ยงนี้เราได้กินซัมเกทัง หรือไก่ตุ๋นโสมคนละตัว ทางร้านใช้ไก่อายุ 45 วัน เอาข้าวยัดใส่ในท้องแล้วตุ๋นกับโสมเกาหลีอายุ 2 ปี ได้ไก่ต้มในน้ำสีขาวขุ่นๆ กินทีแรกคาวนิดๆ ไกด์แนะนำให้แหวะท้องไก่ออกแล้วเอาเส้นขนมจีนใส่ลงไป หลังจากชิมไปเบ้หน้าไปเพราะไม่ชอบกินไก่ แต่ด้วยความหิวเลยหาจานมาแคะเอาเนื้อไก่ ข้าว และขนมจีนออกจากน้ำซุป แล้วก็ปรุงใหม่ด้วยซอสเกาหลี น้ำจิ้มแจ่วที่ไกด์เอามาให้ รวมกับซีอิ๊วขาว เลยได้ข้าวมันไก่ต้มใส่ขนมจีนรสชาติพอแหลก..ล่าย

กินเสร็จขึ้นรถได้ ไกด์ก็โฆษณาโสมเกาหลีเป็นการใหญ่เพราะจุดหมายต่อไปเป็นศูนย์โสมรัฐบาลที่ต้องต้อนให้หมูชาวไทยไปขึ้นเขียง เราไปดูต้นโสมและเหง้าโสมอายุตั้งแต่ 1 – 6 ปี โดยที่ใบโสมจะเพิ่มขึ้น 1 ใบต่อ 1 ปี ส่วนตัวโสมเกาหลีอายุ 6 ปี ถึงจะมีสรรพคุณทางยามากที่สุด ถ้าฝานดูจะเห็นเนื้อข้างในเป็นสีแดงเข้ม โดยยาที่ศูนย์โสมจำหน่ายก็มีทั้งแบบแคปซูล แบบผสมน้ำผึ้ง และแบบผงให้ชงดื่ม ไม่ว่าคนขายและไกด์จะพูด (ไทย) เชื้อเชิญยังไงเราก็ยืนยันไม่ซื้อ เพราะราคาแพงแถมเรายังเชื่อถือยาแผนปัจจุบันมากกว่า แต่ก็เสียความรู้สึกตรงทีแรกไกด์เจมส์บอกไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร แต่พอไม่ซื้อจริงๆ กลับทำปั้นปึ่ง บริการน้อยลงเห็นๆ นี่ถ้ามีบ่นด้วยคงจะได้สั่งสอนกันให้รู้ว่าลูกทัวร์นั้นมีหลายประเภท ซึ่งประเภทเรานั้นเน้นมาเที่ยว มากิน ซื้อของที่พอใจ ของที่ไม่พอใจก็ไม่ซื้อ ไม่ได้คิดว่าไกด์เป็นคนใช้ แต่ก็ไม่ได้เกรงใจไกด์จนต้องซื้อทุกอย่างที่จูง (จมูก) ไปซื้อฮ่ะ

เราไปแวะช้อปกันต่อที่ร้านเครื่องสำอางปลอดภาษี มาเจอ Rojukiss ซึ่งเป็นเวชสำอางที่นี่เพราะไม่ได้เปิดหน้าร้านขายเฉพาะเหมือนพวก Skin food ที่มีอยู่ทั่วไป เครื่องสำอางที่จะซื้อก็ซื้อหมดแล้ว เราก็เลยชวนแม่ออกมาเดินเล่นนอกร้านจะได้ไม่ต้องโดนคนขายต้อนหน้าต้อนหลัง จนฝนเริ่มตกก็ไปรอในรถ

ต่อจากนี้พวกเราไปกันที่หอคอยโซล (Seoul Tower) ตั้งอยู่บนยอดเขานัมซาล ซึ่งเป็นหอคอยที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีทำหน้าที่กระจายคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ ข้างในยังมีสถานที่ที่คู่รักนิยมไปคล้องกุญแจร่วมกัน และมีพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ ซึ่งจำลองการกำเนิดประเทศเกาหลีและอารยธรรมต่างๆ ด้วยหมีเท็ดดี้ เพราะคนเกาหลีมีความเชื่อดั้งเดิมอยู่ว่ารากเหง้าของชาวเกาหลีเกิดมาจากหมีที่บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นมนุษย์ เมื่อขึ้นลิฟท์ไปด้านบนจะมีจุดให้ชมวิวกรุงโซลแบบมองเห็นได้ทั้ง 360 องศา (จากในเรื่องคิมซัมซุน – เรื่องนี้ดูเพราะนางเอกเป็นคนอ้วนและพระเอกหล่อ!) รถพาเราขึ้นเขาสูงชันไปที่ลานจอด แต่ก็ยังต้องเดินขึ้นทางชันไปอีก 200 เมตร มองๆ ดูแล้วแม่เราคงเดินไม่ไหว เลยตกลงรอกันที่รถ ปล่อยให้หนุ่มๆ สาวๆ เขาไปดูหมี ส่วนเรากับแม่ไปแวะซื้อขนมขบเคี้ยวกันที่ร้านค้าข้างลานจอดรถ ระหว่างฝนลงเม็ดก็นอนรออยู่บนรถไปพลางๆ ร้อนนิดหน่อยเพราะตามกฎหมายแล้วห้ามรถที่จอดติดเครื่องไว้นานเกิน 15 นาที จนได้เวลากลับมาก็ไม่เห็นมีใครซื้อตุ๊กตาหมีมากันซักคน

เราแวะกินหม้อไฟโป๊ะแตกทะเลรสชาติจืดๆ จนต้องอาศัยน้ำจิ้มทะเลของไกด์อีกเช่นเคย มีแต่ปูกระจิริด และหอยกระจี้รี่ ในหม้อไฟก็ทำให้เซ็งไปเหมือนกัน ดีที่มีกิมจิสาหร่ายที่เคี้ยวกรุบๆ ให้กินกับข้าวจน 4 สาวเห็นเรากินแต่สาหร่ายเลยยกของโต๊ะตัวเองให้มาอีกชาม...อิ่ม

ออกจากร้านอาหารฝนก็ยังตกไปเรื่อยๆ จนไปถึงตลาดเมียงดง (Myeongdong) ก็ยังตกหนักซะต้องขอรออยู่ในรถ พอฝนเริ่มซาค่อยออกมาจากรถ อันดับแรกไม่ใช่ตามคนอื่นๆ ไปช้อปปิ้ง แต่เป็นการไปเดินหาห้องน้ำเข้าในห้าง Lotte ฝั่งตรงข้าม มองจากในรถชักจะหนักใจที่ไม่เห็นเลยว่าทางม้าลายอยู่ตรงไหน แต่พอลงจากรถถึงได้เห็นว่ามีทางข้ามใต้ดินอยู่ด้านหน้ารถนั่นเอง
ภายในทางข้ามมีร้านขายของมากพอสมควรจนนึกว่าเป็นสถานีรถไฟใต้ดินหรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ เราพาแม่เดินดูเสื้อผ้านิดหน่อย กว่าจะหาห้องน้ำในห้างเจอได้แทบเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ห้าง Lotte เป็นห้างใหญ่มาก แบ่งเป็นตึกเฉพาะของวัยรุ่น ตึกที่ขายอุปกรณ์อื่น เราเดินได้แป๊บเดียวก็พาแม่ข้ามกลับมาที่ตลาดเมียงดงที่น่าจะมีของขายเยอะกว่า แต่โชคไม่ดีที่ฝนตกหนักก่อนหน้านี้ทำเอาร้านค้าเก็บของกลับบ้านไปเกือบหมด เหลือแต่ร้านขายพวกกระเป๋าเงิน กระเป๋าถือ เครื่องประดับผม ที่ยังพอมีแผงตั้งประปราย นอกจากนั้นร้านรวงก็จะมีแต่ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น (ตัวเล็กๆ อีกแล้ว) และร้านเครื่องสำอาง ให้เก็บเรนมาฝากอ๋อยสมใจ

แม่คงกินไม่อิ่มเท่าไหร่ เลยมาหยุดที่ร้านไอติมแล้วก็ทำตัวเป็นคนใบ้ให้ลูกสาวไปซื้อให้ ได้ไอติมโคนยาว 1 ฟุต (1500 วอน) มากินแก้เบื่อที่เดินอยู่เป็นนาน ได้แค่กระเป๋าเงินใบเล็กๆ มาใบเดียว หลังจากกินไปบ่นไปว่าเยอะจังกินไม่หมด ก็ได้เวลาลูกสาวเอาไอติมที่เหลือไปทิ้ง...หมดเรื่องกัน

ค่ำนี้เราพักที่โรงแรม BenHur เป็นโรงแรมสไตล์โรมัน มีเสาโกธิค หรืออะไรเทือกๆ นี้ ในห้องนอนก็มีถาดแสตนเลสสลักลายเครือไม้เถา พื้นห้องเป็นไม้สนเปลือยไม่ลงน้ำมัน แต่ก็มี internet ให้ (มีแต่ภาษาเกาหลี กว่าจะหา font ภาษาอังกฤษได้) ด้วยความที่ง่วงสุดฤทธิ์เลยคุยกับอ๋อยแป๊บเดียวระหว่างรอแม่อาบน้ำ แล้วก็รีบนอนดีกว่า

28 ส.ค. 53

ถ้าจะบอกว่า R hotel มีห้องที่ถูกใจมากๆ โรงแรม BenHur ก็มีอาหารเช้าที่ถูกใจมากๆ เพราะมีข้าว! หลังจากกินแต่ซีเรียลมา 2 วัน ไม่รู้ว่าธรรมเนียมการกินเป็นยังไง แต่พจนารถก็ตักข้าวสวยใส่ถ้วยซุป แล้วก็เอาซุปปลาใส่ไข่เทราดจนกลายเป็นข้าวต้มปลาทอดรสชาติสุดยอด ไม่ชายตาแลซีเรียลกับสลัดอีกเลย ฝรั่งที่พักที่เดียวกันได้แต่มองๆ ว่าอีนี่ไปเอาจานนี้มาจากหนายเนี่ย ส่วนแม่เราก็กินซุปข้นๆ ที่บอกว่าอร่อย (มาหลายวัน) อีกเช่นเคย

เช้านี้เราออกสายอีกแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเด็กๆ ไปเที่ยวไหนกันต่อ ได้ยินสมาชิกหนุ่มรังสีเหนือม่วงพูดแว่วๆ ว่ามาถึงเกาหลีแระ....เฮ่อ

พวกเราไปวัดโชเกซา (Chogyesa temple) ซึ่งเป็นวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโซล เสียดายที่เราไม่ได้มาตรงกับช่วงเทศกาลในช่วงใกล้วันวิสาขบูชา ซึ่งจะมีโคมไฟสีสวยแขวนไว้เต็มลานวัดไปหมด เลยได้แต่ไหว้สิ่งสำคัญ 3 อย่างของวัด คือพระประธานองค์ใหญ่ 3 องค์ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุในเจดีย์ 7 ชั้นทรงแปลกตา และพระพุทธรูปข้างต้นสนอายุ 100 ปี บริเวณวัดมีร้านขายเครื่องราง ทั้งลูกประคำ ถุงเครื่องราง สายคล้องโทรศัพท์นักสัตว์ และอื่นๆ อีกมากมาย แถมบางอย่างมีรูปคิตตี้อีกต่างหาก นอกนั้นก็มีหนังสือธรรมะเป็นภาษาเกาหลี และข้าวสารใส่ถุงเล็กๆ ให้ซื้อไปบริจาคให้กับพุทธศาสนิกชนที่มาปฏิบัติธรรมในวัด โดยเมื่อเราเข้าไปไหว้พระประธานจะเห็นว่าคนเกาหลีจำนวนมากนั่งเรียงกันอยู่บนเบาะผ้า สวดมนตร์โดยใช้หนังสือธรรมะ บ้างก็นับลูกประคำ ซึ่งก่อนที่เราจะไปไหว้พระ ไกด์ก็กำชับไว้แล้วว่าอย่าส่งเสียงดัง และไม่ควรถ่ายรูปเพราะจะไปรบกวนคนเหล่านี้ แต่บนเพดานในโบสถ์มีโคมไฟสีแดงอันเล็กๆ แขวนไว้เต็มไปหมด โดนสีแดงดึงดูดจนอดไม่ได้ต้องไปยืนแอบหลังประตูแล้วเก็บภาพที่เพดานมาจนได้

จากนั้นเราไปแวะที่ถนนอินซาดง (Isadong street) ถ้าเปรียบกับเมืองไทยก็ราวๆ ถนนคนเดินที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นย่านศิลปวัฒนธรรม และมีสินค้าพื้นเมืองพวกผ้าไหม ผ้าพันคอ หน้ากากไม้ และของที่ระลึกต่างๆ วางขายอยู่ เนื่องจากเราไปถึงกันแต่เช้า บางร้านจึงยังไม่เปิด และไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยจะคึกคักมากในวันอาทิตย์ที่จะมีร้านค้ามากมาย และมีการแสดงต่างๆ ตามถนนด้วย
ทัวร์ช้อปยังไม่หมดแค่นี้ พวกเราไปที่ Shilla duty free ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ แต่สินค้าปลอดภาษีจะอยู่ที่ชั้น 1 และชั้นใต้ดินเท่านั้น เดินดูกันแป๊บเดียวเราก็ชวนแม่ไปหาเบเกอรี่กินกันที่ร้าน Paris Baguette ที่ไกด์เคยโฆษณาว่าเป็นร้านขนมเจ้าอร่อย นั่งรถผ่านก็เห็นมีหลายสาขา ซึ่งร้านเบเกอรี่ที่นี่มีขนมน่ากินทั้งนั้น ไม่ยักมีบาแกรตเหมือนชื่อร้านแฮะ แต่พอเอื้อมมือไปก็ต้องชะงักเพราะป้ายขนมแทนที่จะบอกราคาแบบบ้านเราอย่างเดียวยังระบุแคลอรี่ของขนมชนิดนั้นๆ ด้วย....กรรมของคนอ้วน

เราหลับหูหลับตาหยิบขนมมาชิ้น 2 ชิ้น (โชคดีที่เค้กไม่ขายเป็นชิ้นแต่ขายทีละ 2 ปอนด์ ราคา 60,000 วอน – รอดปากเราไป) พอลืมตาจะจ่ายเงินก็ดั๊นไปเจอน้ำแข็งใสตกแต่งด้วยผลไม้และถั่วแดงกวน (4,500 วอน) น่ากินสุดๆ เลยสั่งเพิ่มอีก ลืมไปว่าด้านนอกฝนตกนิดหน่อย ไม่งั้นคงสั่งแบบนั่งกินในร้านให้สบายอารมณ์ และไม่ต้องฟังแม่บ่นแระ

กว่าสาวๆ และเด็กๆ จะช้อปกันเสร็จ เราก็อิ่มพอดี แต่นั่นก็ไม่ทำให้ลดปริมาณอาหารในมื้อเที่ยงแต่อย่างใด และมื้อนี้เป็นหม้อไฟ (อีกแล้ว) ที่อร่อยกว่าทุกมื้อเป็นหมูหมักและปลาหมึกแห้ง ใส่เส้นคล้ายก๋วยเตี๋ยว ถ้านับแบบเมืองไทย คงกินเข้าไปด้วยความรวดเร็ว 2 ชามกว่า เพราะทัวร์ซื้อตั๋วดูโชว์ Nanta หรือ “ครัวกระจุย เคาะกระจาย ตี หั่น สับ” ซึ่งเป็นการแสดงโชว์ด้วยท่าทางและใช้การเคาะเครื่องครัวเช่น หม้อ เขียง ให้เป็นจังหวะ และดำเนินเรื่องไปด้วยอย่างสนุกสนาน คนดูหัวเราะกันลั่นโรง มีแต่คุณนายสุนีย์แม่เราเท่านั้นที่หลับฮ่ะ โชว์นี้มีการเลือกผู้ชมมาร่วมแสดงด้วย ไม่ว่าจะเป็นการชิมอาหาร การช่วยปรุงอาหาร และตบมือ กระทืบเท้าคล้ายๆ คอนเสิร์ตทำเอาสนุกจนลืมเวลาทีเดียว

เกือบวันสุดท้ายเพิ่งได้สังเกตว่าถนนในโซลไม่มีเกาะกลางมีรถวิ่งได้ข้างละ 4 เลน คิดจะกลับรถตรงไหนก็กลับไปเถอะ รถเมล์จะวิ่งตรงกลาง มีที่รอรถคล้ายๆ สถานีที่มีทั้งมอนิเตอร์และลำโพงบอกว่ารถเมล์สายไหนกำลังจะมาถึง ไกด์บอกว่าเป็นการสะดวกกับรถที่จะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาไม่ให้ต้องมาติดคอยรถเมล์ แต่ยังไงรถที่นี่ก็ไม่ได้วิ่งเร็วเพราะมีกล้องวงจรปิดคอยจับตาดู เมื่อถึงเวลาก็จะส่งบิลมาเก็บค่าปรับถึงบ้าน ส่วนถนนก็มีทั้งทางต่างระดับและอุโมงค์ให้ดูงงเล่น
หลังจากนี้เด็กๆ ในกลุ่มขอแยกไปเที่ยว Lotte world ที่เป็นสวนสนุก ปล่อยให้พวกเราไปกันต่อที่ศูนย์พลอยสีม่วง (Amethyst) คราวนี้คุณนายสุนีย์ไม่รอด ได้ลูกสาวกตัญญูซื้อแหวนพลอยให้ 1 วง มื้อเย็นคราวนี้เป็นเมนูหมูย่างเกาหลี (คาลบิ) มีหมูเติมไม่อั้นให้ย่างในตะแกรงไฟฟ้ามีท่อดูดควันแบบยืดได้ วิธีกินให้ย่างหมูวางบนใบกะหล่ำปลีต้มตามด้วยกระเทียมและซอสแดงแล้วห่อเข้าปาก แรกๆ ก็รอว่าเมื่อไหร่เตาจะร้อนซะที แต่หลังๆ ก็เหมือนทุกทีที่กินคือกินไม่ทันจนหมูเกรียมบ้างไหม้บ้าง ส่วนตะเกียบที่ทั้งแบนทั้งเล็กก็คีบได้ลำบากกว่าทุกเมนูที่ผ่านมาจนต้องใช้ที่คีบน้ำแข็งที่ให้มาคีบกลับหมูในเตามาใช้แทน หลังๆ ห่อใบกะหล่ำบ้างไม่ห่อบ้างก็เลยใช้ช้อนตักกินกับข้าวซะงั้น
ไกด์บอกว่าวันกลับในวันพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้าเลยให้กลับที่พักเร็วหน่อย แต่ก็ยังพาเราไปห้างโคเอ็กซ์ (Coex mall) กันต่อ ซึ่งห้างนี้เป็นห้างใหญ่มีพื้นที่กว้างขวาง มีทั้งโรงแรม ห้าง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (Coex aquarium โรงหนัง 3 มิติและคาสิโน อยู่ตรงข้ามกับย่านช้อปปิ้งของมหาวิทยาลัยสตรี อีวา (Ewha) ซึ่งจะคล้ายๆ กับทงแดมุนตอนที่ฝนตกเลยไม่ได้แวะ เราไปเดินๆ ได้พักเดียวก็ต้องพักขา แล้วในที่สุดก็ได้ของถูกใจ คือ การ์ตูนโคนันเล่ม 68 ที่วางจำหน่ายล่าสุด (ขณะนี้เมืองไทยเพิ่งเล่ม 64) ราคา 4,500 วอน สูสีกับราคาที่ญี่ปุ่น (ซื้อเล่ม 64 มา) กว่าจะถึงโรงแรมก็เกือบ 4 ทุ่ม
ไกด์คุยอย่างดีว่าได้อัพเกรดโรงแรมให้เป็น 5 ดาว แต่พอเข้าไปในห้อง นอกจากแอร์จะมีน้ำหยดแล้ว ห้องน้ำยังแคบและต้องอาบน้ำในอ่างที่สูงมากจนต้องให้แม่ระวังตัวสุดฤทธิ์ในการปีนเข้าไปอาบ เก็บข้าวของรอไปพลางๆ กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบตี 1 อีกเช่นเคย ที่แย่กว่านั้นคือต้องตื่นตี 4!
29 ส.ค. 53
วันนี้มือถือดันทรยศไม่ปลุก หรือปลุกแล้วแต่เราเหนื่อยจนไม่ได้ยินก็ไม่แน่ ดีที่มีโทรศัพท์จากไกด์มาปลุก งวดนี้คุณนายอาบน้ำก่อน เลยมีเวลาลืมตาให้เต็มที่ แต่พอเวลารถจะออกคือตี 5 ไกด์ถามย้ำเรื่องพาสปอร์ต น้องเหนือม่วงคนนึงดันหาไม่เจอ รถที่วิ่งออกไปได้ซัก 5 นาทีเลยต้องวกกลับมาที่โรงแรมให้กลับไปค้นในห้องอีกครั้ง แต่ก็ยังหาไม่เจอ ไกด์ต้องหาทางออกด้วยการบอกให้อยู่ในโซลอีก 1 คืน แล้ววันจันทร์จะพาไปทำพาสปอร์ตชั่วคราวที่สถานทูต ทำเอาพวกเราที่ถึงแม้จะไม่สนิทก็พากันเป็นห่วงไปด้วย ฝนยังตกไปจนถึงร้านอาหารในเขตสนามบินที่เราได้กินอุด้งเป็นมื้อเช้าตอน 6 โมงกว่า และซื้อของฝากพวกกิมจิที่ซุปเปอร์มาร์เกตด้านล่าง เสียดายที่กิมจิสาหร่ายแบบที่กินตามร้านอาหารไม่ยักมีขาย เลยได้กิมจิปลาหมึก (อร่อยด้วย) กับกิมจิที่ทำจากสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเส้นบางๆ มาแทน (ไม่อร่อย) แล้วก็เสื้อยืดเกาหลีมาฝากพ่อกะน้องชาย มีข่าวดีที่เด็กๆ ช่วยกันค้นกระเป๋าเดินทางหาพาสปอร์ตให้เพื่อน เจอว่าซุกอยู่ในเสื้อผ้า ซึ่งคงเป็นเพราะนอนดึกและตื่นเช้าเลยรวบๆ เสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า.....โชคดีไปที่ได้กลับเมืองไทยพร้อมกัน
ถึงสนามบินได้เราก็เอาของฝากยัดเข้าไปในกระเป๋าใหญ่ที่ยังมีที่ให้ใส่ แล้วก็พาแม่เช็คอินเข้าไปก่อน เพราะ gate ที่ 100 ขึ้นไปต้องขึ้นรถไฟใต้ดินไปอีกอาคาร เลยต้องเผื่อเวลาสำหรับผู้สูงอายุเยอะกว่าคนอื่น ทำให้ไปถึงก่อนจนแม่ (ที่ไม่ไว้ใจลูกสาวเป็นทุนเดิม) ต้องคอยถามว่ามาถูกที่แน่หรือเปล่า รออีกเป็นนานกว่าสมาชิกคนอื่นๆ จะมากันครบ ขึ้นเครื่องได้เราก็นอนต่อ มารู้ทีหลังว่าแม่นั่งเกร็งตอนเครื่องออกเพราะฝนตกหนัก เครื่องบินบินโคลงไปโคลงมา งวดนี้ที่นั่งข้างเราว่างแล้ว เลยมีที่ให้เหยียดขาไปข้างๆ เปลี่ยนท่านั่งบ้าง แต่ไม่มีสจ๊วตหนุ่มๆ ง่ะ...เฮ้อ ตื่นมาอีกครั้งมีอาหารมาเสิร์ฟ คราวนี้ของหวานเป็นเค้กวนิลาหน้ามูส...ได้กินเค้กแล้ว ตอนน้องแอร์มาเก็บถาดอาหารดันทำถาดคว่ำใส่กระเป๋าคุณนายสุนีย์อีกต่างหาก หลังจากขอโทษขอโพยช่วยเช็ดให้แล้วยังให้กระดาษทิชชู่มาอีกปึกหนึ่ง รู้งี้เปลี่ยนเป็นเค้กอีกก้อน 2 ก้อนก็ดีอ่ะ
กลับถึงเมืองไทย 11.30 น. ผ่านด่านเรียบร้อยมาแวะซื้อของกินที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าท่ารถตู้ได้อีก ถึงบ้าน 15.00 น.